คาราโอเกะข้างถนน(3)

สตรีตั้งครรภ์มีผู้เกี่ยวข้องอยู่ถึง 2 คน คือ แม่กับลูก ทั้งสองมักมาสู่ห้องคลอดในสภาพที่ดี ๆ แต่หลังจากนี้จะเป็นเช่นไรคงขึ้นอยู่กับกระบวนการคลอดและความสามารถของหมอ ปกติ \”คนไข้กว่า 90% ไม่มีปัญหาเรื่องการคลอด ส่วนที่เหลือประมาณ 5-10 % นั้น ต้องมีการจัดการเป็นพิเศษ รวดเร็ว ฉับไว ด้วยหมอที่มีความรู้ความชำนาญ\” เพราะฉะนั้น อย่าเผลอไปคลอดยังสถานพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐานโดยเด็ดขาด เนื่องจากบางรายอาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดคลอด บางรายอาจต้องช่วยเหลือการคลอดด้วยคีม (Forceps) หรือเครื่องดูดบริเวณศีรษะเด็ก (Vacuum) บางรายก่อนคลอดมีไข้ขึ้น บางรายตกเลือดก่อนคลอด บางรายความดันโลหิตสูงหรือชักก่อนคลอด บางรายเด็กตายเนื่องจากสายสะดือถูกกดทับบางรายทั้งแม่และลูกตายด้วยภาวะน้ำคร่ำอุดเส้นเลือดในปอด
สามทุ่มเมื่อคืน ขณะที่กำลังรับประทานอาหารงานเลี้ยงอยู่ ข้าพเจ้าได้รับเรียกผ่านวิทยุติดตามตัวให้โทรกลับไปหาคนไข้ใกล้คลอดรายหนึ่ง
\”สวัสดีครับ คุณมีปัญหาอะไรหรือครับ\” ข้าพเจ้าถามผ่านทางโทรศัพท์
\”วันนี้ มีเลือดออกจากช่องคลอด 2 ครั้ง ออกไม่มากนัก เด็กดิ้นดีไม่รู้ว่าจะคลอดหรือเปล่า\” คนไข้บอกถึงปัญหา
คนไข้สตรีรายนี้เป็นคนไข้ครรภ์ที่ 2 ฝากครรภ์อยู่ที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งครรภ์แรก ก็คลอดโดยวิธีธรรมชาติที่นี่ คนไข้มาฝากครรภ์ตามนัดทุกครั้ง แต่… อายุครรภ์ของท้องนี้อาจไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากหากนับจากวันที่ระดูขาดจนถึงบัดนี้จะมีอายุครรภ์เพียง 34 สัปดาห์ แต่ถ้านับจากการคาดคะเนด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ตั้งแต่แรกฝากครรภ์จะมีอายุครรภ์ครบกำหนดแล้วคือ 38 สัปดาห์
\”คงต้องตรวจร่างกายและภายในเพื่อประเมินดูว่า เข้าสู่ระยะคลอดหรือยัง ถ้าปากมดลูกเปิดมากและมดลูกแข็งตัวบ่อยคุณตั้งครรภ์ที่ 2 อาจคลอดบุตรได้ภายใน 2-3 ชั่วโมง\” ข้าพเจ้าอธิบายและบอกให้คนไข้ไปโรงพยาบาลในคืนนี้เลย
คนไข้เดินทางมาถึงห้องคลอดประมาณ 5 ทุ่ม ข้าพเจ้าได้ตรวจภายในพบว่าปากมดลูกเปิดมากถึง 4 เซนติเมตร และมีความหนาประมาณ 75% จึงให้คนไข้นอนโรงพยาบาลเพื่อทำการคลอดต่อไป
หลังจากเจาะถุงน้ำคร่ำ และให้ยาผสมในน้ำเกลือเพื่อช่วยให้มดลูกของคนไข้หดรัดตัวสม่ำเสมอ ข้าพเจ้าได้บอกกับพยาบาลให้โทรเรียกวิสัญญีแพทย์ ช่วยฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง และติดเครื่องตรวจจับสัญญาณการเต้นของหัวใจเด็กไว้ด้วย เพื่อดูสภาพเด็กขณะอยู่ในกระบวนการคลอดจากนั้นข้าพเจ้าได้เข้าพักผ่อนในห้องพักแพทย์เพราะคิดว่า คนไข้จะคลอดในเวลาอีกไม่นานนัก
2 นาฬิกาของวันใหม่เสียงกริ่งโทรศัพท์ดัง ปลุกข้าพเจ้าตื่นขึ้นมา พยาบาลรายงานด้วยน้ำเสียงตกใจว่า \”หมอ…หมอ ช่วยมาดูคนไข้หน่อย ฟังเสียงหัวใจเด็กไม่ค่อยชัดเจน\”
\”อะไรนะ\” ข้าพเจ้าอุทานแล้วรีบรุดไปที่เตียงคนไข้
ภาพที่ปรากฏ คือ พยาบาลห้องคลอดกำลังง่วนอยู่กับการขยับหัวตรวจ ซึ่งเป็นตัวจับสัญญาณการเต้นของหัวใจเด็กโดยขยับไปทางซ้าย สลับกับทางขวา ขยับไปข้างบนสลับกับข้างล่างท่าทางกังวลใจ พลางบอกว่า \”หาตำแหน่งหัวใจเด็กไม่เจอ\”
มาถึงตอนนี้ ข้าพเจ้าหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง รีบใช้หัวตรวจจับสัญญาณตัวเดิมขยับไปมาบนหน้าห้องของคนไข้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามีเสียงหัวใจเด็กเต้นเบา ๆ บริเวณเหนือหัวเหน่าประมาณ 2 นิ้ว แต่เสียงนั้นเบามมากจนไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงหัวใจเด็ก ดังนั้น เพื่อความแน่ใจจึงขอเปลี่ยนไปใช้เครื่องขยายเสียงสะท้อนจากหัวใจเด็ก หรือหูฟังอิเล็กทรอนิกส์ (Doptone) อีกตัวหนึ่งมาวางที่ตำแหน่งเหนือหัวเหน่าก็ได้ยินเสียงหัวใจเด็กเต้นค่อนข้างเบามาก เมื่อจับชีพจรของคนไข้เทียบกับเสียงหัวใจที่ได้ยิน ข้าพเจ้ามั่นใจว่าเสียงที่ได้ยินเบา ๆ นั้น เป็นเสียงของหัวใจเด็กอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามจากการที่พยาบาลค้นหาตำแหน่งที่หัวใจเด็กเต้นเป็นระยะเวลานานกว่าครึ่งชั่วโมง ทำให้ข้าพเจ้าไม่สบายใจ
ขณะที่กำลังพูดปลอบใจคนไข้อยู่นั้น เสียงหัวใจเด็กกลับฟังได้ยินไม่ชัดเจนอีกครั้ง บางทีเด็กอาจขยับตัวไปทางอื่น ข้าพเจ้าถามคนไข้ว่า \”เด็กดิ้นหรือเปล่า\” คนไข้ตอบด้วยความตื่นเต้นว่า \”ตั้งแต่ฉีดยาชาเข้าในไขกระดูกสันหลังเด็กยังไม่ดิ้นเลย\” นั่นหมายถึง เธอไม่ได้รับรู้การดิ้นของเด็กมานานกว่า 1 ชั่วโมงแล้ว
ข้าพเจ้าขยับหูฟังอิเล็กทรอนิกส์ไปเรื่อย ๆ ประมาณ 15 นาที ในที่สุดก็พบเสียงหัวใจเด็กเต้นประมาณ 140 ครั้งต่อนาที เมื่อเทียบกับชีพจรของแม่ ซึ่งเต้นประมาณ 100 ครั้งต่อนาที จึงบอกกับคนไข้ว่า \”เสียงหัวใจเด็กเต้นสม่ำเสมอดี เด็กไม่น่าจะเป็นอะไร แต่หมอขอตรวจภายในดูหน่อยจะได้รู้ว่าน่าจะคลอดอีกนานเท่าไร\”
หลังจากตรวจภายในข้าพเจ้าบอกกับคนไข้ว่า \”ตอนนี้ปากมดลูกเปิดประมาณ 5 เซนติเมตร และมีความหนาประมาณ 80% คาดว่าน่าจะคลอดในอีก 3-4 ชั่วโมงข้างหน้า เพราะว่าคนไข้ท้องทุกคนที่ให้ยาชาเข้ากระดูกสันหลัง การดำเนินกระบวนการคลอดจะช้ากว่าปกติออกไปอย่างมาก เออ… ผมคิดว่าน่าจะผ่าตัดคลอดเดี๋ยวนี้ ดีกว่าจะรอไปอีก 3-4 ชั่วโมง\”
ในขณะนั้นข้าพเจ้ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจ การที่จะรอต่อไปอีก 3-4 ชั่วโมง ย่อมไม่เป็นผลดีต่อสภาพจิตใจของทุกคน การตรวจภายในครั้งนี้ให้ข้อมูลที่ดีประการหนึ่ง คือ เด็กอาจไม่เป็นอันตราย เพราะสีน้ำคร่ำยังปกติดี ไม่เปลี่ยนเป็นสีเขียว อันเนื่องมาจากทารกขาดออกซิเจนและถ่ายขี้เทาออกมา
อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าขอให้พยาบาลช่วยปลุกสามีคนไข้ เพื่อจะได้บอกถึงการตัดสินใจผ่าตัดคลอดในครั้งนี้ สักครู่หนึ่งสามีคนไข้ได้ปรากฏกายอยู่ข้างเตียงคนไข้ในสภาพสะลืมสะลือ
ข้าพเจ้าบอกความในใจกับคนไข้และสามีว่า \”เป็นเวลานานกว่าครึ่งชั่วโมงที่พยาบาลและผมช่วยกันตรวจหาเสียงหัวใจเด็ก ถึงแม้ว่าในที่สุดจะได้ยินเสียงหัวใจเด็กปกติ แต่ไม่มีใครสบายใจได้ ผมเองไม่สบายใจเป็นที่สุดถ้าจะปล่อยให้คนไข้คลอดเองตามธรรมชาติคงต้องใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งในระหว่างที่รอไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น\”
สามีคนไข้ดูท่าทางไม่สบายใจแต่เขายังลังเลที่จะให้ภรรยาคลอดโดยการผ่าตัดเอาเด็กออก พร้อมกับถามข้าพเจ้าว่า \”หมอคิดว่าลูกของผมเป็นอย่างไรบ้าง\”
ช่างเป็นคำถามที่ตอบยากจริง ๆ ข้าพเจ้าได้บอกไปว่า \”ตอนแรกพวกเราฟังเสียงหัวใจเด็กไม่ได้ ค้นหาอยู่นาน แต่ในที่สุดก็เจอและเสียงหัวใจเด็กปกติอย่างไรก็ตามผมรู้สึกไม่สบายใจ ถ้าจะรอต่อไปอีก 4 ชั่วโมง หากมีอะไรเกิดขึ้นทุกคนคงเสียใจมาก\”
สามีคนไข้ถามคล้าย ๆ เดิมว่า \”หมอคิดว่า เด็กจะมีปัญหาไหม?\”
ข้าพเจ้าตอบว่า \”น่าจะไม่มีปัญหาแต่ยังบอกไม่ได้จนกว่าจะคลอดออกมา ทางที่ดี คือ คลอดออกมาเดี๋ยวนี้\”
สามีคนไข้ถามอีกว่า \”หมอคิดว่าลูกของผมคลอดก่อนกำหนดหรือเปล่า\” และอีกคำถามหนึ่ง คือ \”การฉีดยาชาเข้าไปในไขกระดูกสันหลังเป็นอันตรายต่อเด็กหรือไม่\”
สองคำถามนี้ ทำให้ข้าพเจ้าไม่สบายใจยิ่งขึ้นไปอีก เพราะสามีคนไข้กังวลเกี่ยวกับลูกของเขาอย่างมากหากมีอะไรเกิดขึ้น เขาอาจกล่าวโทษในการดูแลการคลอดครั้งนี้
ข้าพเจ้าตอบว่า \”ภรรยาคุณตั้งครรภ์ประมาณ 37-38 สัปดาห์ ไม่ใช่ 34 สัปดาห์อย่างแน่นอน เพราะเราตรวจดูด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ ตั้งแต่แรกฝากครรภ์และยังตรวจอีก 4-5 ครั้งหลังจากตรวจครั้งแรกซึ่งอายุครรภ์ขณะนี้เข้ากันได้กับ 38 สัปดาห์ นอกจากนั้นคนไข้ยังเข้าสู่กระบวนการคลอดแล้วด้วยแรกรับปากมดลูกเปิดถึง 4 เซนติเมตร ยังไง ยังไง คนไข้ต้องคลอดคืนนี้แน่นอน สำหรับการฉีดยาชาเข้าไขกระดูกสันหลังของหมอดมยา เป็นการช่วยไม่ให้คนไข้เจ็บครรภ์เท่านั้นไม่มีอันตรายใด ๆ ต่อทารกในครรภ์\”
ไม่ว่าจะพูดอย่างไรสามีคนไข้ยังลังเลที่จะให้ผ่าตัดคลอดข้าพเจ้าจึงถามว่า \”กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายใช่ไหม\” สามีคนไข้ตอบว่า \”ใช่\”
ดังนั้น เพื่อทำให้สามีคนไข้สบายใจข้าพเจ้าจึงบอกว่า \”เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ค่าใช้จ่ายในส่วนของหมอจะขอให้ทางโรงพยาบาลตัดออกไป ตอนนี้ควรเอาเด็กออกมาก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง\”
คราวนี้ได้ผล สามีคนไข้ตกลงยินยอมให้ภรรยาเข้ารับการผ่าตัดคลอดบุตร
ที่ห้องผ่าตัด หมอเด็กเตรียมเครื่องมือช่วยชีวิตเด็กอย่างดีพร้อมเนื่องจากเป็นการผ่าตัดฉุกเฉินและไม่แน่ใจว่าทารกจะอยู่ในสภาพแข็งแรง
ก่อนผ่าตัด ข้าพเจ้าเดินไปทักทายคนไข้อีกครั้ง คนไข้ยื่นมือมาบีบมือของข้าพเจ้าพร้อมกับถามว่า \”ลูกของหนู ไม่เป็นไรไช่ไหม\”
จริง ๆ แล้วข้าพเจ้าเองก็ไม่มั่นใจนักเพียงแต่คาดการณ์ว่า เด็กน่าจะปลอดภัยเพราะจากการตรวจภายในและเห็นสีน้ำคร่ำยังใสอยู่ และจากการฟังเสียงหัวใจเด็กแม้จะเบามากแต่สม่ำเสมอปกติดี
ข้าพเจ้าตอบคนไข้ว่า \”เด็กคงไม่เป็นไรอยู่ในมือกุมารแพทย์ เด็กน่าจะปลอดภัย\” ในเวลานั้นข้าพเจ้าได้ภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายร่วมปกป้องทารกน้อยในครรภ์ด้วย เหตุการณ์อย่างนี้ไม่น่าเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าเลย
ข้าพเจ้าลงมือผ่าตัดไปเรื่อย ๆ พอมีดกรีดผ่านกล้ามเนื้อมดลูกเข้าไปถึงถุงน้ำคร่ำและมองเห็นสีน้ำคร่ำปกติ จึงเริ่มมั่นใจว่าทารกน่าจะปลอดภัย ทารกคลอดเวลา 3 นาฬิกา 45 นาที เป็นทารกเพศหญิง หนัก 2,520 กรัม แข็งแรงดี ตอนนั้นข้าพเจ้ารีบบอกให้เจ้าหน้าที่พยาบาลไปแจ้งข่าวดีให้สามีคนไข้ทราบด้วย การผ่าตัดสิ้นสุดลงประมาณ 4 นาฬิกาของเช้าวันใหม่
ข้าพเจ้าเดินไปทักทายสามีคนไข้ และกลับไปพูดคุยต่อกับพยาบาลห้องคลอด ก่อนจากกัน พยาบาลห้องคลอดพูดสนับสนุนว่า \”หมอทำถูกแล้วในเมื่อเรามีทางเลือกที่ดีกว่าและถ้าปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป โดยที่ฟังเสียงหัวใจเด็กได้ไม่ชัดเจนเกิดเด็กมีปัญหาขึ้นมาจริง ๆ คงแย่เลย\”
ข้าพเจ้ากล่าวตอบว่า \”ช่วงนั้นเสียความรู้สึกไปแล้วยังไงก็ต้องผ่าตัดเอาเด็กออกมา…\” ข้าพเจ้าถอนหายใจและพูดต่อไปว่า \”ทุกอย่างได้จบลงด้วยดี ตอนนี้ยังตื่นเต้นอยู่เลย ผมคงนอนไม่หลับ ขอตัวกลับไปกินข้าวต้มกุ๊ยก่อนนะ\”
บนถนนพัฒนาการ มีร้านขายข้าวต้มกุ๊ยคาราโอเกะเปิดใหม่หลายแห่ง ข้าพเจ้าหยุดรถที่ร้านขายข้าวต้มกุ๊ยแห่งหนึ่งซึ่งเป็นคนละร้านกับที่เคยไป หลังจากสั่งอาหารข้าพเจ้าได้ลงมือเขียนเรื่องราวดังกล่าวข้างต้น ยามนี้ข้าพเจ้าไม่มีอารมณ์จะร้องเพลง จึงปล่อยให้เครื่องคาราโอเกะบรรเลงเพลงสร้างบรรยากาศคลายเหงาไปเรื่อย ๆ
ความเงียบสงัดแห่งรัตติการ บางครั้งก็ทำให้รู้สึกว่ามันมีความศักดิ์สิทธิ์และลี้ลับซ่อนเร้นอยู่ ช่วงเวลากลางคืนดูราวกับว่ายาวนานกว่ากลางวัน หากมีความหฤหรรษ์คงน่าจะดี แต่หากมีความเหงาเศร้า คงทุกข์ทรมานใจไม่ใช่น้อย
ขณะที่ข้าพเจ้านั่งรับประทานข้าวต้มกุ๊ยและฟังเพลงบรรเลงคาราโอเกะอยู่นั้น บอกไม่ถูกว่ากำลังทุกข์หรือสุขใจ พอแสงทองของเช้าวันใหม่สาดส่องที่ขอบฟ้า พลันรู้สึกว่าเรื่องเลวร้ายในค่ำคืนนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว ทุกชีวิตควรเริ่มต้นวันใหม่ให้เหมือนกับนอกน้อยที่บินออกจากรังเพื่อไปหากินตามปกติดังเช่นที่เคยเป็นมา

**************************
พ.ต.อ.นพ.เสรี ธีรพงษ์ ผุ้เขียน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น