การแพ้ท้องอย่างรุนแรง

              2 – 3 วันที่ผ่านมา ได้เกิดเรื่องราวที่ชวนสลดใจขึ้นมาหลายเรื่อง เริ่มด้วยการกระโดดตึกฆ่าตัวตายของผู้ชายโรคจิตตอนเช้าเมื่อ 2 วันก่อน  ส่วนตอนเย็นของวันวาน ก็มีคนไข้ชายอีกรายหนึ่งกระโดดหน้าต่างออกทางบานกระจกที่ทุบแตก ณ หอผู้ป่วยชั้นที่ 4 ของตึกอุบัติเหตุจนร่างกายบาดเจ็บสาหัสแทบปางตาย แม้ได้รับการผ่าตัดช่วยเหลือ แต่ก็ได้รับทุกข์ทรมานไปอีกหลายชั่วโมงกว่าจะสิ้นชีวิต พอถึงตอนดึก ก็มีหญิงตั้งครรภ์ครบกำหนดรายหนึ่ง ซึ่งเคยผ่าตัดคลอดในท้องก่อน เจ็บครรภ์มาที่ห้องคลอด คนไข้รายนี้ไม่เคยฝากครรภ์เลย เพราะไม่มีสตางค์ เนื่องจากเลิกกับสามีคนที่ 2  พอมีอาการเจ็บครรภ์จนทนไม่ไหว ก็ต้องดั้นด้นมาที่โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อมาคลอด ข้าพเจ้าจำเป็นต้องผ่าตัดฉุกเฉินคลอดให้ ด้วยความรู้สึกสลดใจในชะตากรรมของเธอ…. และมองว่า  ชีวิตของคนเรา  บางครั้งก็ไร้ค่าดุจต้นหญ้าต้นหนึ่ง เท่านั้น  

              จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าคิดว่า ในหลายๆโอกาส ถ้าเราหมั่นสังเกตให้ดี ก็จะพบว่า สิ่งเล็กน้อยในชีวิตของมนุษย์นั้น มันมักจะมีประโยชน์และความหมายซ่อนเร้นอยู่ อย่างเช่น การแพ้ท้องของหญิงตั้งครรภ์ เป็นต้น

               “การแพ้ท้อง” หรือการคลื่นไส้อาเจียนในผู้หญิงตั้งครรภ์นั้น ใครว่า ไม่สำคัญ!!!   แท้ที่จริงแล้ว มันมีความหมายมากกว่าความรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนธรรมดาๆของผู้หญิงตั้งครรภ์ที่เราพบเห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะมันสามารถพยากรณ์ความเป็นไปของการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก (3 เดือนแรก) ได้ค่อนข้างดี

              “การแพ้ท้อง”เกิดจากการที่ร่างกายของผู้หญิงท้องคนนั้นมีสาร serum HCG ที่สร้างจากรกเข้ามาในกระแสเลือด ยิ่งสาร serum HCG มีมาก เช่นในครรภ์แฝด ก็ยิ่งแพ้ท้องมาก โดยทั่วไป 85% ของหญิงตั้งครรภ์ จะมีอาการแพ้ท้องไม่มากก็น้อย แต่หากผ่านพ้นอายุครรภ์ 4 เดือนไปได้ คนไข้ท้องเกือบทั้งหมด ก็แทบจะไม่หลงเหลืออาการแพ้ท้องอยู่เลย

เวลาที่เราพบคนท้องมีเลือดออกจากช่องคลอดกะปริดกะปรอย ในขณะอายุครรภ์อ่อนๆ หรือที่เรียกว่า “ภาวะแท้งคุกคาม” นั้น คนไข้มีโอกาสแท้งบุตร 50% แต่ถ้าตรวจดูด้วยอัลตราซาวนด์พบเงาทารกพร้อมกับการเต้นของหัวใจ โอกาสแท้งจะลดลงเหลือแค่ 5% เท่านั้น ซึ่งอาการแพ้ท้องจะช่วยได้ในกรณีนี้ คือ สามารถบอกการพยากรณ์โรคได้ ผู้หญิงที่แพ้ท้องส่วนใหญ่ มักมีการดำเนินการตั้งครรภ์ที่ดี ตรงกันข้าม หากอาการแพ้ท้องหายไปในคนท้องที่มีภาวะแท้งคุกคาม ให้สันนิษฐานได้ว่า อาจมีทารกตายในครรภ์หรือ “ครรภ์ฝ่อ (Blighted Ovum)” เกิดขึ้น เพราะสาร serum HCG จะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อทารกตายหรือรกเริ่มเสื่อมสลาย

               ข้าพเจ้าเคยได้มีโอกาสช่วยเหลือคนไข้ท้องที่ได้รับการวินิจฉัย “ครรภ์ฝ่อ” เช่นนี้ 2 ราย โดยคนไข้ทั้งสองรายได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “ครรภ์ฝ่อ” ด้วยการดูอัลตราซาวนด์ผ่านทางหน้าท้อง สูติแพทย์ที่รักษาจึงสั่งการขูดมดลูก โชคดี ที่คนไข้ทั้งสองไม่ยินยอมและเดินทางเข้ามาตรวจซ้ำ ซึ่งผลการตรวจ ปรากฏว่า พบเงาทารกพร้อมกับการเต้นของหัวใจ สุดท้าย ก็สามารถคลอดบุตรตอนครบกำหนด โดยทารกมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดีทั้งคู่

              ช่วงเวลาไม่นานมานี้ มีคนไข้ท้อง 2 ราย ที่เป็นแท้งคุกคามเหมือนกัน  แต่ผลสุดท้ายออกมาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง รายแรกชื่อ คุณปราณี อายุ 25 ปี ตั้งครรภ์ที่ 2  อีกราย ชื่อ คุณมาณวิกา อายุ 32 ปี ตั้งครรภ์ครั้งที่ 3 คนไข้ทั้งสองเพิ่งตั้งครรภ์ก็มาหาข้าพเจ้าด้วยเรื่องมีเลือดออกเล็กน้อยทางช่องคลอด ดังนั้น การวินิจฉัยเบื้องต้นจึงเป็นภาวะ “แท้งคุกคาม (Threaten abortion)” คนไข้ทั้งสองได้รับการตรวจดูด้วยอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอด  ผลปรากฏว่า ของคุณปราณี ข้าพเจ้าตรวจพบ เงาเยื่อมดลูกที่หนา 18.5 มิลลิเมตร จึงได้เจาะเลือดเพื่อหาค่า serum HCG ไว้ด้วย ปรากฏว่า ได้ค่าค่อนข้างน้อย ส่วนของคุณมาณวิกา ได้ตรวจพบถุงการตั้งครรภ์เล็กมาก ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะใช่การตั้งครรภ์หรือไม่ ข้าพเจ้าจึงใส่เครื่องหมาย??? เอาไว้  คนไข้ทั้งสองได้รับการนัดหมายให้มาตรวจซ้ำใหม่ในอีก 1 และ 2 สัปดาห์ตามลำดับ

              1 สัปดาห์ต่อมา คุณปราณีมารับการตรวจดูด้วยอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดตามนัด ผลปรากฏว่า เห็นถุงการตั้งครรภ์ขนาดเล็กๆ ส่วน serum HCG ก็เพิ่มสูงขึ้นมาก   ข้าพเจ้าจึงให้คุณปราณีไปฝากครรภ์ เพราะคิดว่า น่าจะเป็นการตั้งครรภ์ปรกติ

2 สัปดาห์ต่อมา ข้าพเจ้าได้ตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดให้กับคุณมาณวิกา ผลปรากฏว่า เห็นถุงน้ำการตั้งครรภ์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ไม่เห็นเงาเด็ก ข้าพเจ้าได้วินิจฉัยเบื้องต้นว่าเป็นครรภ์ฝ่อ (Blighted Ovum) แต่ด้วยความไม่ประมาท ข้าพเจ้าจึงยังไม่ได้ทำอะไรลงไป นอกจากนัดมาพบใหม่ในอีก 2 สัปดาห์

               สำหรับ กรณีของคุณมาณวิกา เพียงแค่เวลาผ่านไปอีก 3 วัน เธอกลับมีอาการคลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรงแทนที่อาการจะหายไป ข้าพเจ้าได้บอกกับคุณมาณวิกาว่า “อาจมีความผิดพลาดในการดูอัลตราซาวนด์ครั้งแรก เพราะคุณแพ้ท้องมากกว่าเดิมเสียอีก” ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น เพราะการตรวจอัลตราซาวนด์ในครั้งต่อมา สามารถมองเห็นเงาเด็กและมีการเต้นของหัวใจร่วมด้วย 

               ส่วนกรณีของคุณปราณี กลับตรงกันข้าม ในการตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอด ครั้งที่ 3 ปรากฏว่า พบเฉพาะถุงการตั้งครรภ์ที่ไม่มีเงาเด็ก การวินิจฉัยจึงเปลี่ยนไปเป็น ‘ครรภ์ฝ่อ’ (Blighted Ovum) ซึ่งนับว่า เธอโชคร้ายอย่างมาก และต้องเข้ารับการขูดมดลูกในเวลาต่อมา

               คนไข้ทั้งสองกรณี ข้าพเจ้าอยากจะวิเคราะห์เพื่อให้เข้าใจความสำคัญของการแพ้ท้อง ดังนี้ กรณีของคุณปราณี ตอนแรกที่มา เธอมีอายุครรภ์เพียง 6 สัปดาห์นับจากระดูครั้งสุดท้าย ซึ่งข้าพเจ้าดูจากอัลตราซาวนด์ กลับพบเพียงเยื่อบุมดลูกที่หนา 18.5 มิลลิเมตร แทนที่จะเป็นถุงการตั้งครรภ์ นั่นหมายความว่า‘อายุครรภ์ต้องผิด’ หรือไม่ก็เป็น ‘ท้องนอกมดลูก’ เมื่อนำมาประมวลผลร่วมกับ serum HCG (1,320 mIU/ml) ก็จะตีความได้ว่า คุณปราณี ตั้งครรภ์ (ค่าserum HCG > 25 mIU/ml ถือว่า ตั้งครรภ์ )  อย่างไรก็ตาม ผลเลือด serum HCGที่ > 3000 mIU/ml จึงจะสามารถมองเห็นถุงการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูกได้ ดังนั้น การตั้งครรภ์ครั้งนี้ จึงไม่สามารถทำให้มองเห็นถุงการตั้งครรภ์ได้ และอาจกล่าวได้ว่า อายุครรภ์ขณะนั้น คือ 4 สัปดาห์เศษ ไม่ใช่ 6 สัปดาห์

                  ถัดมาอีก 1 สัปดาห์ ผลเลือด serum HCG เพิ่มเป็น 5,312 mIU/ml ซึ่งคุณปราณีก็ได้รับการตรวจพบมีถุงการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูก จึงถือว่า ถูกต้อง ดังนั้น อายุครรภ์ที่เหมาะสมจึงควรจะเท่ากับ 5 สัปดาห์ ไม่ใช่ 7 สัปดาห์ (โดยนับจากระดูครั้งสุดท้าย) ถัดมาอีก 3 สัปดาห์ ข้าพเจ้าได้ตรวจดูอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดซ้ำ ปรากฏว่า พบมีแต่ถุงการตั้งครรภ์ ไม่มีเงาทารก ซึ่งอายุครรภ์ขณะนั้น คือ 8 สัปดาห์ (นับจากการตรวจอัลตราซาวนด์ครั้งแรก) เราต้องสามารถมองเห็นเงาทารกได้อย่างชัดเจน แต่กลับไม่พบ  ที่น่าสังเกต คือ ในช่วงอายุครรภ์ 8 -10 สัปดาห์ ผลเลือด serum HCG จะสูงที่สุด คุณปราณีน่าจะแพ้ท้องอย่างมาก แต่อาการคลื่นไส้ของคุณปราณีกลับหายไป ในที่สุด คุณปราณีก็ได้รับการขูดมดลูกในอีก 2 สัปดาห์ต่อมาหลังจากตรวจอัลตราซาวนด์แล้วได้ผลเช่นเดิม

                 กรณีของคุณมาณวิกา  ยิ่งน่าสนใจ  กล่าวคือ ตอนที่ตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดในครั้งแรกนั้น เธอมีอายุครรภ์ 5 สัปดาห์ จึงมองเห็นถุงการตั้งครรภ์เล็กมากๆจนแทบไม่แน่ใจ แต่พออายุครรภ์ 7 สัปดาห์ กลับมองเห็นถุงการตั้งครรภ์ที่ว่างเปล่า (Blighted Ovum) ข้าพเจ้าได้บอกกับคุณมาณวิกากับสามีตามสิ่งที่ตรวจพบ โดยจะขอตรวจซ้ำในอีก 2 สัปดาห์ ตอนนั้น ข้าพเจ้าได้พูดอธิบายเป็นกลางๆว่า “แม้จะมองไม่เห็นเงาทารก แต่ก็อาจผิดพลาดได้ เพราะทารกอาจหลบอยู่ชิดติดกับรกมุมใดมุมหนึ่ง หากอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ยังตรวจพบเพียงถุงน้ำการตั้งครรภ์ที่ว่างเปล่า ก็หมายถึงว่า เป็น‘ครรภ์ฝ่อ’ (Blighted Ovum) อย่างแน่นอน”

ถัดจากนั้นเพียงแค่ 3 วัน คุณมาณวิกาก็ไม่สามารถทนต่อการแพ้ท้องอย่างรุนแรงได้ (Hyperemesis Gravidarum) ต้องเข้ามานอนให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาล 1 คืน ข้าพเจ้าได้ให้ข้อสังเกตกับคุณมาณวิกากับสามีว่า “คราวก่อน ผมอาจตรวจอัลตราซาวนด์ผิดพลาดก็เป็นได้ เพราะตอนนี้คุณมีอาการแพ้ท้องอย่างมาก แสดงว่าสาร serum HCG เพิ่มสูงขึ้น การตั้งครรภ์สมบูรณ์เท่านั้นที่สาร serum HCG เพิ่มสูงขึ้นมากๆ อย่างไรก็ตาม คงต้องอาศัยการตรวจอัลตราซาวนด์ซ้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันความคิดดังกล่าว”

                ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ตรวจอัลตราซาวนด์ซ้ำใน 2 สัปดาห์ถัดมา ก็พบเงาทารกพร้อมกับการเต้นของหัวใจ ผลการตรวจทำให้ทุกคนสบายใจ สำหรับข้าพเจ้าแล้ว สิ่งที่สะกิดใจว่า การวินิจฉัย “ครรภ์ฝ่อ”ในครั้งก่อนนั้นผิดพลาด ก็คือ การแพ้ท้องอย่างรุนแรงที่ทำให้คนไข้ต้องมานอนพักโรงพยาบาลฯ

                กรณีของคุณมาณวิกา น่าจะถือว่า เป็นกรณีศึกษาได้ เพราะหากว่า หมอท่านใดทำการขูดมดลูกให้ไป ก็ถือว่า เป็นการคร่าชีวิตไปหนึ่งชีวิต ความผิดพลาดของการดูอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดขณะที่อายุครรภ์อยู่ในไตรมาสแรกของสูติแพทย์ครั้งเดียว อาจทำให้คุณหมอต้องทำบาปโดยไม่รู้ตัว  ส่วนคนไข้ก็ต้องได้รับกรรม  จากการสูญเสียบุตร

                ชีวิตคนไม่ใช่ต้นหญ้า ที่เราจะมองไม่เห็นคุณค่า ดังนั้น เราไม่ควรมอบความไว้วางใจให้กับสูติแพทย์คนใดคนหนึ่ง ในกรณีที่วินิจฉัยคนท้องเบื้องต้นว่า เป็นภาวะที่ไม่มีตัวเด็กในถุงการตั้งครรภ์หรือ “ครรภ์ฝ่อ (Blighted Ovum)”!!…. แม้ว่า สูติแพทย์ท่านนั้นจะมีความเก่งกาจแค่ไหน ก็ควรขอให้สูติแพทย์อีกสักท่าน (Second openion) ช่วยยืนยันความสมบูรณ์ของการตั้งครรภ์ด้วยการตรวจอัลตราซาวนด์ซ้ำ มิฉะนั้น จะเท่ากับเป็นการทำลายชีวิตคนคนหนึ่งเลยทีเดียว  ข้าพเจ้าเคยเฝ้ามองต้นหญ้าในท้องทุ่ง และจินตนาการไปต่างๆนานา พลางก็เขียนบทกลอนขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบให้ให้เห็นถึงปรัชญาที่ซ่อนอยู่ บางที… บทกวี“ต้นหญ้า”นี้อาจมีค่าสำหรับใครคนบางคนที่มองตนเองว่า ‘ไร้ค่า’

                      ต้นหญ้า    นั้นเติบใหญ่   ด้วยอาศัย   พึ่งตนเอง 

     หวิดหวิว  เป็นเสียงเพลง   ร้องบรรเลง    ยามต้องลม

                      ท่วงท่า  น่าเป็นสุข  ลืมความทุกข์  ไร้ระทม

       ราบเรียบ  เปรียบคำคม   ดั่งอารมณ์  ของกวี   

                      ต้นหญ้า   นั้นต่ำต้อย   คุณค่าน้อย    ด้อยศักดิ์ศรี

      สืบสาน  เป็นล้านปี   เพราะคงที่   มีจรรยา

                     รูปร่าง   ก็ต่ำเตี้ย   เคล้าคลอเคลีย  พสุธา

      ไม่หวัง  ความก้าวหน้า   ไม่พึ่งพา   พืชพันธุ์ใด

                    ดื่มกิน     เพียงน้อยนิด   กระจิริด   ก็ทนได้

      สันโดษ   ด้วยพอใจ   ยื้อแย่งไป  ทำไมกัน

                   ปะปน   กับไม้อื่น   ดูร่มรื่น    กลืนสีสัน

     เพราะด้อย     ด้านผิวพรรณ  ไม่เฉิดฉัน  เด่นอันใด

                  ถ่อมตัว    อยู่เป็นนิจ    ประกอบกิจ    คิดการณ์ไกล

      ไม่พูด   ไม่บอกใคร    ไม่หวั่นไหว    ไร้อารมณ์

                   นี่แหละ  ข้อธรรมะ   ที่ควรจะ    เร่งสะสม

       ฝึกฝน    จนแหลมคม   เพื่อเพาะบ่ม   ปมปัญญา

                   สมถะ  ละความชั่ว    ชอบถ่อมตัว    กลัวมิจฉา

      พอเพียง   ไม่พึ่งพา   ไม่เอาหน้า  ไม่ท้าทาย

                  ไม่เด่น   แต่เป็นธรรม  ไม่ระยำ  แต่ละอาย

       ไม่แข่ง   แต่ขวนขวาย   ไม่วุ่นวาย   แต่ใฝ่หา

                  มุ่งมั่น    ไม่หวั่นไหว   ด้วยดวงใจ     แห่งศรัทธา

        ขอเป็น   เช่นต้นหญ้า   เพียรก้มหน้า  ศึกษาธรรม.

๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔๔

                  พ.ต.อ. นพ. เสรี ธีรพงษ์  ผู้เขียน

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น