GIFT (ของขวัญจากสวรรค์)

คนเราเกิดมาเสมือนกับมีคำว่า \”ความหวัง\” ติดอยู่บนหน้าผากของทุกคน ตราบใดที่
ยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังมี \”ความหวัง\” อยู่ และมีความหวังไปจวบจนวันสุดท้ายของชีวิต แม้ก่อนจะลา
จากโลกนี้ไป ก็ยังมี \”ความหวัง\” ที่จะให้ \”สิ่งที่ตนทำไว้\” & \”สิ่งที่ตนคิดไว้\” เป็นที่ยกย่องของ
ผู้คนและคงอยู่ มีผู้สืบทอดต่อไปชั่วนิจนิรันดร์ ความหวังอย่างหนึ่งในชีวิตของทุกคนก็คือ มี \”ลูก\”
สืบสกุล ลูก..เปรียบไปก็เหมือนเป็น \”ของขวัญจากสวรรค์\” เราไม่รู้เลยว่า..เมื่อไหร่สวรรค์
จะประทานมาให้ บางครั้งก็ประทานมาให้โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำไป แต่ใน
บางคน แม้ระยะเวลาล่วงเลยไปนานสักเท่าไร….สวรรค์ก็ไม่เมตตาสักที วิทยาการในโลกนี้
ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ สามารถเป็นรอยเชื่อมต่อให้สวรรค์ประทาน \”ของขวัญ\” มาให้ได้ วิทยาการ
อย่างหนึ่งที่ช่วยให้คนที่กำลังจะหมดหวังในการมีลูกสืบสกุลสมหวังขึ้นมาได้ก็คือ \”GIFT\” (\”กี๊ฟ\”)
\”GIFT\” ย่อมาจาก \”GAMETE INTRAFOLLOPIAN TRANSFER\” ได้ถือกำเนิดขึ้นมา
ครั้งแรก ในปี ค.ศ.1984 (พ.ศ.2527) โดยถือว่า เป็นวิถีทางเลือกใหม่ในการรักษา \”ภาวะ
มีบุตรยาก\” อีกทางหนึ่งที่นอกเหนือจาก \”เด็กหลอดแก้ว\” ในกรณีที่คนไข้สตรีมีปีกมดลูกดีอย่างน้อย
ข้าง \”กี๊ฟ\” กำเนิดขึ้นมาทีหลัง \”เด็กหลอดแก้ว\” แต่ได้แพร่หลาย และเป็นที่นิยมในวงกว้าง
มากกว่า เพราะไม่ต้องใช้เครื่องมือยุ่งยาก, วิธีการทำง่าย, สะดวก, รวดเร็ว, ประหยัด และ
โอกาสตั้งครรภ์สูงทีเดียว อัตราการตั้งครรภ์เท่าที่มีรายงานอยู่ในราวร้อยละ 27-48 ในการ
ดำเนินงานแต่ละครั้ง สำหรับในประเทศไทย…ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ.1988 (พ.ศ.
2531) ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรก และประกาศอย่างเป็นทางการที่ แผนกสูติ-นรีเวช
โรงพยาบาลตำรวจ โดย พันตำรวจเอก นายแพทย์จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ และ พันตำรวจโท
พูลศักดิ์ ไวความดี หลังจากที่มีการประกาศอย่างเป็นทางการออกไป ประชาชนทั่วทุกสารทิศที่มี
บุตรยาก ก็พากันเดินทางไปยังโรงพยาบาลตำรวจ หลายต่อหลายคนก็สมหวังได้ \”ลูกกี๊ฟ\” กลับไป
หลายต่อหลายคนผิดหวัง ไม่ได้รับ \”ของขวัญจากสวรรค์\” การทำ \”กี๊ฟ\” ได้วิวัฒนาการไปเรื่อยๆ
จากการใช้วิธีผ่าตัดเปิดหน้าท้องเพื่อใส่ \”ไข่\” และ \”เชื้ออสุจิ\” ลงในท่อนำไข่ มาเป็นการเจาะ
ท้องส่องกล้อง และสอดใส่สายพลาสติคผ่านหน้าท้องทางรูเล็ก ๆ นำเอา \”ไข่\” และ \”เชื้ออสุจิ\”
ไปผสมรวมกันในท่อนำไข่ ปัจจุบันนี้ การทำ \”กี๊ฟ\” ได้แพร่หลายไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ
มากมาย ประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อทำ \”กี๊ฟ\” อีกต่อไปแล้ว
ความจริงแล้ว..การทำ \”กี๊ฟ\” (GIFT) ไม่ใช่กระบวนการขั้นต้นในการรักษาภาวะมี
บุตรยาก และอาจเป็นกระบวนการรักษาขั้นท้าย ๆ ซะด้วย ก่อนที่จะมาถึงการรักษาด้วย \”กี๊ฟ\”
เทคนิค\” เราจะต้องหาสาเหตุและรักษาสาเหตุเบื้องต้นก่อน เช่น…
* ถ้ามีเนื้องอกมดลูก และน่าจะมีผลต่อการตั้งครรภ์ ก็ควรผ่าตัดเอาเนื้องอกออก
* ถ้ามีเนื้องอกรังไข่ขนาดโตพอสมควร และคิดว่ามีผลต่อการมีบุตร ก็ควรให้การ
ผ่าตัดเอาเนื้องอกรังไข่ออกทั้งอัน หรือลอกเอาเฉพาะส่วนที่เป็นถุงน้ำรังไข่ออก
* ถ้ามีผลฮอร์โมนบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้าง \”ไข่\” ผิดปกติ ก็ควร
รักษาทางยาให้ฮอร์โมนนั้นกลับเป็นปกติเสียก่อน

เราควรเริ่มต้นรักษา \”ภาวะมีบุตรยาก\” ด้วยวิธีการที่ง่าย ๆ, ไม่เจ็บตัวและไม่สิ้น
เปลืองซักระยะหนึ่งก่อน วิธีที่นิยมในการช่วยเหลือ \”ภาวะมีบุตรยาก\” ก่อนจะมาถึงขั้นทำ \”กี๊ฟ\”
คือ การฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก ผู้ป่วยควรจะได้รับการฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก ประมาณ 3-6
รอบเดือนก่อน หลังจากนี้แล้ว..หากยังไม่ตั้งครรภ์ เราจึงพิจารณารักษาด้วยวิธี \”กี๊ฟ\” ผู้ป่วยที่
มี ข้อบ่งชี้ จะมาทำ \”กี๊ฟ\” นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นพวก หาสาเหตุไม่ได้,เยื้อบุโพรงมดลูกเกาะผิดที่,
ภาวะมีพังผืดในช่องท้อง,ไข่ไม่ตก,ปากมดลูกตีบตัน,รังไข่หยุดทำงานก่อนวัย แล้วใช้ \”ไข่บริจาค\”
และสาเหตุร่วมหลาย ๆ สาเหตุรวมกัน แต่ต้องไม่ลืมว่า คนไข้สตรีผู้นั้น ต้องมี \”ปีกมดลูก\” ดี
อย่างน้อยหนึ่งข้าง สำหรับกรณีที่ฝ่ายชายมีปัญหา \”เชื้ออ่อน\” ในอดีตถือเป็นข้อบ่งชี้ในการทำ
\”กี๊ฟ\” อันหนึ่ง แต่ปัจจุบันนี้ ไม่นิยมนำมารักษาด้วยวิธี \”กี๊ฟ\” แล้ว เนื่องจาก..ผลการตั้งครรภ์
สำเร็จมีน้อย \”ไม่คุ้ม\” เราเลือกไปทำ \”เด็กหลอดแก้ว\” จะได้ผลมากกว่า
เรารู้อยู่แล้วว่า การปฏิสนธิภายในร่างกายเริ่มแรกเกิดขึ้นที่ \”ปีกมดลูก\” \”กี๊ฟ\”
เทคนิค\” ก็อาศัยความรู้อันนี้เป็นหลัก ถ้าปีกมดลูกไม่ดี หรือ มีพยาธิสภาพก็ถือเป็นข้อห้ามเลย
เพราะเสี่ยงต่อ \”ท้องนอกมดลูก\” ซึ่งก็คือ การตั้งครรภ์ที่ปีกมดลูกนั่นเอง
ส่วน \”ปีกมดลูก\” ที่ดี ก็อาศัยดูจาก..เอ็กซเรย์โพรงมดลูกและท่อนำไข่ โดยการฉีด
สารทึบแสงเข้าไปหรือเจาะท้องส่องกล้องร่วมกับฉีดสีดูในอุ้งเชิงกราน ที่สำคัญคือ ต้องรู้ว่า..
ปีกมดลูกไม่ตัน, ไม่บิดงอมาก, ภายในท่อนำไข่ไม่ขรุขระจากการอักเสบ หรือมีเยื่อบุโพรงมดลูก
ไปเกาะผิดที่ในท่อนำไข่
ความสำคัญของ \”ปีกมดลูก\” นั้นมีมากมาย สิ่งแวดล้อมใน \”ปีกมดลูก\” มีความสำคัญ
ต่อการปฏิสนธิของ \”ไข่\” และ \”เชื้ออสุจิ\” มาก จากการศึกษาวิจัยพบว่า การเลี้ยง \”ตัวอ่อน\”
ในน้ำยาเพาะเลี้ยงที่มีสิ่งแวดล้อมคล้ายกับภายในปีกมดลูก ทำให้ \”ตัวอ่อน\” เจริญเติบโตได้จนถึง
ระยะที่สามารถฝังตัวในโพรงมดลูกได้ทันที แต่ถ้าเลี้ยง \”ตัวอ่อน\” ในน้ำยาเพาะเลี้ยงที่ไม่มีสิ่ง
แวดล้อมคล้ายในท่อนำไข่ \”ตัวอ่อน\” ส่วนมากจะเจริญเติบโตไปได้ปกติเพียง 2-3 วันเท่านั้น
หลังจากนี้จะเกิดภาวะเติบโตช้า,ความสามารถในการฝังตัวลดลง และจะตายในที่สุด
หลักการและขั้นตอนการทำ \”กี๊ฟ\” : \”กี๊ฟ\” เป็นกระบวนการช่วยให้มีการปฏิสนธิ
ขึ้นภายในร่างกายโดยตรง โดยนำ \”ไข่\” และ \”เชื้ออสุจิ\” ให้มาพบกันที่ท่อนำไข่ \”เชื้ออสุจิ\”
ต้องเตรียมก่อนเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการปฏิสนธิได้เลย \”ไข่\” ก็ได้รับการคัดเลือกแยกออกมา
จากน้ำเลี้ยงจากรังไข่ วิธีการนี้เพียงแต่ทำให้เซลล์สืบพันธุ์ทั้งสองชนิดนี้มาพบกันเท่านั้น จะ
ปฏิสนธิหรือไม่ เราไม่รู้ได้ จนกว่าเราจะทดสอบผลเลือดเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 2 อาทิตย์
ขั้นตอนในการทำ \”กี๊ฟ\” นั้นไม่ยุ่งยาก เครื่องมือที่ใช้ก็ง่าย ๆ ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 : \”การกระตุ้นไข่\” รังไข่ของสตรีเป็นอวัยวะพิเศษของมนุษย์อย่างหนึ่ง ภายในรังไข่
มีเซลล์สืบพันธุ์หน่วยที่เล็กที่สุดจำนวนมากมายเป็นล้านเซลล์ อยู่ในสภาพที่หยุดการ
เจริญเติบโตในระยะหนึ่ง แต่วันดีคืนดีก็มีเซลล์สืบพันธุ์บางเซลล์เจริญขึ้นมา เมื่อมี
คำสั่งหรือสัญญาณจากสมองมากระตุ้น เซลล์เหล่านี้จะเจริญเติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ
ไปเป็นเซลล์สืบพันธุ์ที่เรียกว่า \”ไข่\” ในรอบเดือนหนึ่ง ๆ จะมี \”ไข่\” หลายใบ
แต่ทว่า..ด้วยกลไกทางธรรมชาติทำให้ \”ไข่\” ที่สมบูรณ์พร้อมเจริญเติบโตไปเพียง
ใบเดียว (ส่วนไข่ใบอื่น ๆ ก็ฝ่อไป) ดังนั้น คนเราส่วนใหญ่จึงมี \”ลูก\” เพียง
คนเดียว
ในทางปฏิบัติ เราใช้ สารที่ทำหน้าที่คล้ายเป็น \”คำสั่ง\” จากสมอง กระตุ้น
ไข่อย่างต่อเนื่องทุกวันทำให้ \”ไข่\” หลาย ๆ ใบ ที่เจริญขึ้นมาในครั้งแรกไม่ฝ่อไป
และถูกนำมาใช้ได้หลาย ๆ ใบในคราวเดียวกัน เราจะต้องติดตามการเจริญ
เติบโตของ \”ไข่\” เป็นระยะ ๆ โดยการติดตามดูอัลตราซาวน์ และเจาะเลือดดู
ฮอร์โมนที่ไข่สร้างอย่างต่อเนื่อง เมื่อได้ \”ไข่\” ที่ดีมีขนาดที่เหมาะสมและฮอร์โมน
อยู่ในเกณฑ์พอเหมาะ ก็ทำการเจาะเอาไข่ออกมา จะเจาะผ่านทางหน้าท้องหรือ
ผ่านทางช่องคลอดก็ได้

ขั้นตอนที่ 2 : \”การคัดเลือกไข่\” \”ไข่\” ที่เจาะออกมาได้จะปะปนกับน้ำเลี้ยงไข่ เราต้อง
คัดแยก \”ไข่\” ออกมาจากน้ำเลี้ยงไข่ โดยอาศัยกล้องจุลทรรศน์ช่วย \”ไข่\” ที่ดี
จะมีเซลล์เนื้อเยื้อหุ้มรอบ ๆ หนาและแผ่กระจาย ไม่ว่าเราจะได้ \”ไข่\” ออกมา
มากมายเท่าใด เราก็จะเลือกใช้ \”ไข่\” เพียง 3-4 ใบ เฉพาะที่มีคุณลักษณะดี
เท่านั้นในการทำ \”กี๊ฟ\”

ขั้นตอนที่ 3 : \”การเตรียม..เชื้ออสุจิ\” น้ำอสุจิที่แรกหลั่งออกมานั้น \”ตัวอสุจิ\” ยังไม่มีคุณสมบัติดี
พอที่จะปฏิสนธิกับ \”ไข่\” ได้ การเตรียม \”เชื้ออสุจิ\” เป็นการ \”คัดเชื้อ\” เพื่อ
ทำให้ \”ตัวอสุจิ\” มีคุณสมบัติพร้อมที่จะปฏิสนธิได้ทันทีนั่นเอง การเก็บเชื้ออสุจิ
กระทำได้โดยวิธีช่วยตัวเอง (MASTURBATION) ไม่ควรใช้วิธีร่วมเพศแล้วมาหลั่ง
ภายนอกและไม่ควรใช้ถุงยางอนามัย เนื่องจากสารหล่อลื่นภายในถุงยางอนามัยจะ
ทำลายตัวอสุจิได้ ควรเก็บเชื้ออสุจิ ก่อนที่จะทำ \”กี๊ฟ\” ประมาณ 2-3 ชั่วโมง
เพราะต้องใช้เวลาในการ \”คัดเชื้อ\” ประมาณ 2 ชั่วโมง

ขั้นตอนที่ 4 : การนำ \”ไข่\” และ \”เชื้ออสุจิ\” มารวมกันในท่อนำไข่ เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก
และมีด้วยกันหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียต่างกัน คือ..

วิธีแรก : \”ผ่าตัดเปิดหน้าท้องบริเวณเหนือหัวเหน่า\” เป็นวิธีการแรก ๆ เมื่อ
ครั้งเริ่มต้นรักษาเมื่อปี ค.ศ.1984 (พ.ศ.2527) แม้ในประเทศไทย ในช่วงแรก ๆ ก็ใช้วิธีนี้
ในปัจจุบันนี้ ก็ยังมีที่ใช้อยู่บ้าง เช่น ในกรณีที่แพทย์ผู้ทำยังไม่มีความชำนาญ ในการใช้วิธีเจาะท้อง
ส่องกล้องหยอด \”ไข่\” และ \”เชื้ออสุจิ\” หรือในบางกรณีที่ในอุ้งเชิงกรานของคนไข้ ไม่สามารถ
หาท่อนำไข่พบ โดยการเจาะท้องส่องกล้องค้นหา ซึ่งอาจเกิดจากปลายท่อนำไข่ มีพังผืดยึดติดกับ
ผนังภายในอุ้งเชิงกราน ก็จำเป็นต้องทำการผ่าตัดเป็นแผลเล็ก ๆ บริเวณเหนือหัวเหน่า
วิธีนี้..มีข้อดีคือ..มี บริเวณกว้างขวางพอ ที่จะค้นหา \”ปีกมดลูก\” ส่วนปลายได้ง่าย
และทำให้เราสามารถทำการผ่าตัดได้สะดวกในบางกรณี เช่น เลาะพังผืด หรือ ตัดเนื้องอก…
(เท่าที่จำเป็น) เพื่อให้สามารถหยอด \”ไข่\” และ \”เชื้ออสุจิ\” เข้าไปในท่อนำไข่ได้
มีข้อเสียคือ..ทำให้คนไข้ \”เจ็บตัว\” หากไม่ตั้งครรภ์ ก็อาจ กลัว การรักษาภาวะ
มีลูกยากไปเลย นอกจากนี้ ในอุ้งเชิงกรานที่ทำการผ่าตัด อาจเกิด พังผืด ขึ้นมากกว่าวิธีการอื่น

วิธีที่สอง : \”วิธีเจาะท้องส่องกล้องหยอด..ไข่ และ เชื้ออสุจิ\” วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด
ในการทำ \”กี๊ฟ\” เพราะทำง่าย,สะดวก,รวดเร็ว,ประหยัด และคนไข้ชอบ เพราะ ไม่เจ็บตัวมาก
และมีแผลที่หน้าท้องเล็กมาก เราเจาะผนังหน้าท้อง 3 ตำแหน่ง ตำแหน่งแรกอยู่ที่บริเวณใต้
สะดือ เจาะเป็นแผลเล็ก ๆ เพื่อใส่กล้องส่องดูภายในช่องท้อง ตำแหน่งที่สองคือ ตำแหน่งด้าน
ข้างของท้องน้อย เพื่อใส่เครื่องมือที่ใช้จับปลายท่อนำไข่ (ATRAUMATIC HANDLING FORCEPS)
ตำแหน่งสุดท้ายคือ ตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างหัวเหน่าและสะดือ เพื่อเป็นทางนำเอาสายท่อ
พลาสติคที่บรรจุ \”ไข่\” และ \”เชื้ออสุจิ\” เข้าไปจ่อในปลายท่อนำไข่
วิธีการนี้ เป็นวิธีการที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ให้ผลการตั้งครรภ์สูงพอสมควร และ
คนไข้ไม่เจ็บตัวมาก แต่มีข้อเสียคือ \”ไข่\” และ\”เชื้ออสุจิ\” จะสัมผัสถูกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ที่ใช้ในการผ่าตัด ซึ่งอาจจะมีผลต่อการปฏิสนธิได้

วิธีที่สาม : \”การหยอดไข่ และ เชื้ออสุจิผ่านทางช่องคลอด\” (TRANSVAGINAL
GIFT) เป็นวิธีการทำ \”กี๊ฟ\” โดยการหยอด \”ไข่\” และ \”เชื้ออสุจิ\” ผ่านไปทางปากมดลูกและ
เข้าไปในปีกมดลูก โดยใช้สายท่อพลาสติคพิเศษขนาดเล็ก ที่สามารถผ่านจากโพรงมดลูกเข้าไป
ในปีกมดลูกส่วนต้นได้ วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ดีวิธีหนึ่ง โดยเรา \”เก็บไข่\” โดยการเจาะดูดไข่
ผ่านผนังช่องคลอด และหยอด \”ไข่\” และ \”เชื้ออสุจิ\” ผ่านทางปากมดลูกเข้าไปในท่อนำไข่ โดย
มีอัลตร้าซาวน์ หรือกล้อง HYSTEROSCOPE ช่วย วิธีการนี้ สะดวก และไม่เจ็บตัว แต่สำหรับผล
ของการตั้งครรภ์ยังไม่สูงนัก และการส่องกล้องผ่านโพรงมดลูก (HYSTEROSCOPE) ต้องมีความ
ชำนาญมาก ในบางสถาบันก็เลิกใช้วิธีนี้ไปแล้ว
* หลังการรักษาทำ \”กี๊ฟ\” : ผู้ป่วยควรพักผ่อนที่โรงพยาบาล 1 วัน และ พักผ่อนที่
บ้านอย่างน้อย 3-4 วัน จากนั้น ก็สามารถทำงานได้ตามปกติ แต่ไม่ควรทำงานหนัก ไม่มีข้อห้าม
ในการมีเพศสัมพันธ์ ผู้ป่วยควรได้รับฮอร์โมนเพื่อเสริมการทำงานของรังไข่ และคงสภาพของ
เยื่อบุโพรงมดลูกให้ดีอยู่เสมอ ประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากนี้ก็เจาะเลือดทดสอบการตั้งครรภ์
ถ้าพบว่า \”ตั้งครรภ์\” ก็ควรให้ยาฮอร์โมนต่อ จนกระทั่งตั้งครรภ์ได้อย่างน้อย 8 สัปดาห์
ผู้ป่วยจะได้รับการยืนยันการตั้งครรภ์อีกครั้ง โดยการดูอัลตร้าซาวน์ผ่านทางช่องคลอด
เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 6-8 สัปดาห์ เมื่อตรวจพบทารกในครรภ์มี การเต้นของหัวใจ แล้ว ถือว่า
เป็นการตั้งครรภ์ ที่มีโอกาสแท้งบุตรได้น้อยมาก
หากไม่ตั้งครรภ์ ผู้ป่วยควรได้รับการพักรักษาตัวก่อนให้การรักษาต่อไป ระยะเวลาที่
ควรพักผ่อนจะอยู่ในราว 2 เดือน เพื่อให้รังไข่ที่ถูกกระตุ้นจนขนาดใหญ่มากกลับคืนสู่สภาพปกติ

* ผลการตั้งครรภ์ : ขึ้นอยู่กับอายุ,โรคหรือพยาธิสภาพของผู้ป่วย และกระบวนการ
กรรมวิธีทำ \”กี๊ฟ\” ของแต่ละสถาบัน โดยทั่วไป อัตราการตั้งครรภ์จะประมาณร้อยละ 30-40
ต่อการทำหนึ่งครั้ง ภาวะครรภ์แฝดพบได้ร้อยละ 20 อัตราการแท้งพบได้ประมาณ 20 ทารกที่
เกิดมาจะมีขนาด,น้ำหนัก,ความสมบูรณ์และสติปัญญา เหมือน ๆ ทารกที่เกิดโดยธรรมชาติทั่วๆ ไป

* ภาวะแทรกซ้อน : คนไข้ทำ \”กี๊ฟ\” ต้องยอมรับ ความเสี่ยงที่เกิดจากการดมยา,
การเกิดครรภ์แฝด,ท้องนอกมดลูก,ภาวะไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป,การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน และ
อื่น ๆ จากกรรมวิธีการทำ \”กี๊ฟ\” ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เกิดไม่มากนัก สิ่งสำคัญคือ แพทย์ต้องหมั่น
ติดตามผลการรักษาหลังทำ \”กี๊ฟ\” คนไข้เองต้องมาตามนัดทุกครั้ง ถ้ามีอาการแสดงสิ่งใดที่ผิดปกติ
ต้องรีบติดต่อผู้ทำการรักษาโดยเร็ว

การทำ \”กี๊ฟ\” เป็นการต่อสู้กับธรรมชาติของมนุษย์ เพื่อการดำรงพันธุ์อย่างหนึ่ง
มนุษย์ต้องเอาชนะธรรมชาติให้ได้ จึงจะดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ ทั้งยังต้องแข่งขันกับเวลาที่ผ่านไป
อย่างรวดเร็วด้วย โดยเฉพาะในสตรีด้วยแล้ว เวลาและอายุ ดูจะมีผลกระทบอยู่มากทีเดียว
เมื่อยังมีชีวิตอยู่ย่อมไม่สิ้นหวัง คนเราต้องต่อสู้ถึงจะชนะและสมหวัง บรรดาแพทย์
และนักวิทยาศาสตร์ต่างพากันต่อสู้,ค้นคว้า อย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย จึงค้นพบวิทยาการทาง
ด้านนี้ หลังจากปี ค.ศ.1984 (พ.ศ.2527) มี \”ลูกกี๊ฟ\” หรือ \”น้องกี๊ฟ\” เกิดขึ้นจำนวนมากมาย
เด็กเหล่านี้เกิดมา พร้อมกับนำเอาความสุขมาให้กับผู้ที่กำลังจะสิ้นหวังในผู้สืบสกุล แต่กว่าจะได้
มาซึ่ง \”ของขวัญจากสวรรค์\” ชิ้นนี้ พ่อแม่ของเขาเหล่านั้น ต้องพากันอดทน,อดกลั้น ต่อสู้กับ
ความเจ็บปวด และความรู้สึกที่สับสนสงสัยต่าง ๆ นานาในระหว่างที่รักษา โดยไม่รู้ว่า..นานสัก
เท่าไร..สวรรค์จะประทาน \”ของขวัญ\” ชิ้นนี้มาให้สักที อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มีค่าย่อมได้มายาก
จิตใจต้อง \”สู้\” ..ถึงจะเป็น \”ผู้ชนะ\” ในที่สุด

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&
พ.ต.อ. นพ.เสรี ธีรพงษ์ ผู้เขียน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น