“เด็กหลอดแก้ว 2”

\”มนุษย์\” เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ล้ำค่าของโลก เป็นสิ่งประดิษฐ์ของธรรมชาติที่มีความสลับ
ซับซ้อนมีความหลากหลายอย่างมีระบบ ทุก ๆ ส่วนของร่างกาย ประกอบด้วยขึ้นเซลล์ เซลล์ชนิด
เดียวกันจะรวมกันเป็น \”กลุ่มเซลล์\” บางกลุ่มเซลล์รวมตัวกันทำหน้าที่อย่างหนึ่ง และหลาย ๆ
กลุ่มเซลล์ทำหน้าที่สอดคล้องกันในโครงสร้างของ \”อวัยวะ\”
\”อวัยวะ\” แต่ละอวัยวะก็แตกต่างกัน แต่ช่วยกัน ส่งเสริมกัน มีการสั่งการ,ควบคุม,
ดำเนินการอย่างสอดคล้องประสานงานกันอย่างมีระบบ โดยมีกองบัญชาการใหญ่อยู่ที่ \”สมอง\”
มนุษย์จึงเป็นสิ่งที่มีค่าในตัวเองอย่างยากที่จะประเมินได้
แต่ทำไมบางคนทำตนเป็นคนมีค่า บางคนทำตนไม่มีค่า ทั้งนี้เพราะความคิดของเรา
ต่างหาก ถ้าเราคิดว่า เรามีค่า เราก็จะมีค่า ถ้าเราคิดว่า เราไร้ค่า เราก็จะกลายเป็น
สิ่งไร้ค่าไปทันที \”ความคิด\” หรือ การทำงานของสมอง\” ของเราต่างหากที่ทำให้ตัวของเรา
กลายเป็นไปเหมือนสิ่งที่เราคิด และมีค่าเท่าที่เราคิด
ไม่น่าเชื่อเลย! ที่ \”มนุษย์เรา\” ถ่ายทอดความสลับซับซ้อนภายในร่างกายของเรา
บรรจุลงไปในหน่วยที่เล็กที่สุดของร่างกายในเซลล์เซลล์เดียว ที่เรียกว่า \”เซลล์สืบพันธุ์\” ภายใน
เซลล์สืบพันธุ์จะบรรจุโค้ด หรือรหัสต่าง ๆ ไว้มากมาย เพื่อถ่ายทอดไปยังลูกหลาน เซลล์สืบพันธุ์
แม้จะมีคุณค่า แต่ก็มีคุณค่าแค่ ครึ่งชีวิต เท่านั้น ถ้าเซลล์สืบพันธุ์ของหญิงไม่รวมกับเซลล์สืบพันธุ์
ของชาย ก็จะสลายไปโดยไม่มีประโยชน์อันใดเลย แต่ถ้าเซลล์สืบพันธุ์ทั้งสองชนิดมารวมกันอย่าง
ละหนึ่งพอดี (ถ้ามาผสมรวมกันมากกว่าหนึ่งเซลล์ ก็จะผิดปกติทันที) ก็จะเกิดเซลล์ชีวิตขึ้นมาใหม่
เพียงหนึ่งเซลล์ เท่านั้น
ไม่น่าเชื่อเลย! เซลล์ชีวิตใหม่หนึ่งเซลล์นี้ จะเพิ่มปริมาณตัวเองอย่างมีระบบและ
ระเบียบ กลายเป็นกลุ่มเซลล์และกลายเป็น \”มนุษย์\” ที่มีอวัยวะครบสามสิบสองในที่สุด \”มนุษย์\”
จึงเป็นสิ่งที่มีค่า,มีความมหัศจรรย์สิ่งหนึ่งของโลกใบนี้ แต่จะมีสักกี่คนรู้ซึ้งถึงคุณค่าของตัวเอง จง
ภูมิใจในตัวท่านเอง และมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่าเถิด อย่าได้เสียใจที่เกิดมา อย่าได้น้อยใจที่คนอื่น
ยังไม่เห็นคุณค่า เราต้องเห็นคุณค่าของตัวเราก่อน..คนอื่นจึงจะเห็นคุณค่าของเรา
สิ่งมหัศจรรย์ที่เราได้เห็นในโลกนี้ ที่มีชื่อเสียงมาก ๆ นั้น จริง ๆ แล้วเป็นเพียงแค่
เลียนแบบธรรมชาติให้แนบเนียนได้เท่านั้น แล้วก็กล้าประกาศให้โลกรู้ เราลองมาสังเกตให้ลึกลง
ไปสักนิดสิครับ \”เด็กหลอดแก้ว\” เป็นปฏิมากรรมลอกเลียนแบบธรรมชาติ ให้มีการปฏิสนธิภายนอก
ร่างกายในช่วงต้นของชีวิตได้เท่านั้น เราต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์, บุคลากรทางการแพทย์
จำนวนมากมาย, สารเคมี, น้ำยาต่าง ๆ นับไม่ถ้วน เพียงเพื่อให้ได้มาแค่ ตัวอ่อนที่มีเซลล์เพียง
ไม่กี่เซลล์ จากนั้นก็ไม่สามารถเลี้ยงต่อไปได้แล้ว ต้องนำกลับเข้าสู่ร่างกาย สู่โรงงานผลิตมนุษย์
ขนาดไม่เกิน 1X2X3 ลูกบาศก์นิ้ว (ที่เรียกว่า \”มดลูก\”) โรงงานผลิตมนุษย์ (\”มดลูก\”) แห่งนี้
ยังฟูมฟักให้ ตัวอ่อนเล็ก ๆ เหล่านี้ เติบโตมาเป็น \”ทารก\” ที่มีรูปร่างงดงาม, แขนขาแข็งแรง,
หน้าตาสดใส คิดให้ดีแล้ว สิ่งใดควรได้รับเกียรติยกย่องมากกว่ากัน
กระบวนการลอกเลียนแบบธรรมชาติ ทำ \”เด็กหลอดแก้ว\” ประกอบด้วย…

ขั้นตอนที่ 1 \”กระตุ้นไข่\” เซลล์สืบพันธุ์สตรีหน่วยที่เล็กที่สุด จะหยุดอยู่ในระยะหนึ่ง
ของชีวิต แต่จะเจริญขึ้นมา เมื่อมีคำสั่งหรือสัญญาณจากสมองส่วนหน้า ที่ชื่อ GONADOTROPIN มา
กระตุ้น เซลล์สืบพันธุ์เหล่านี้จะเจริญขึ้นมาเป็น \”ไข่\” จำนวนมากมาย แต่จะมีการคัดเลือก \”ไข่\”
ที่สมบูรณ์เพียงใบเดียวเท่านั้น ให้ตกออกมา
การที่จะประสบความสำเร็จ ในกระบวนการทำ \”เด็กหลอดแก้ว\” นี้ ขึ้นอยู่กับ 2
องค์ประกอบที่สำคัญ คือ
หนึ่ง \”สูตรการกระตุ้นไข่\” เพื่อให้ได้ \”ไข่\” ที่มีคุณภาพ & คุณสมบัติที่ดีที่สุด
สอง คุณภาพของห้องปฏิบัติการเลี้ยง \”ตัวอ่อน\” ซึ่งประกอบด้วย บุคลากรผู้ที่ชำนาญ
การ ในการเลี้ยงตัวอ่อน (EMBRYOLOGIST) ต้องมีความรู้และมีประสบการณ์มาก อุปกรณ์ทาง
การแพทย์, น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนและน้ำยาสารเคมีอื่น ๆ ที่ใช้ในการควบคุม, ดำเนินการเลี้ยง
ตัวอ่อนที่มีคุณภาพสูง
สูตรการกระตุ้นไข่ (STIMULATION REGIME)
สูตรที่หนึ่ง สูตรพื้นฐาน (STANDARD PROTOCOL) โดยการใช้ยากิน
(CLOMIPHENE CITRATE) และยาฉีด (HUMAN MANOPAUSAL GONADOTROPIN)
สูตรที่สอง สูตรยาเดี่ยว เป็นการใช้ยาฉีด (HUMAN MANOPAUSAL
GONADOTROPIN) กระตุ้นไข่ เพียงตัวเดียว
สูตรที่สาม สูตรใช้ยาผสม เป็นการใช้ยามากกว่า 2 ชนิด ในการ
กระตุ้นไข่ ยาชนิดหนึ่งใช้กดการทำงานของสมองส่วนหน้า เพื่อไม่ให้ส่ง คำสั่งหรือสัญญาณจาก
สมอง (GONADOTROPIN) มารบกวนการเจริญเติบโตของไข่ในระหว่างที่กระตุ้น ซึ่งอาจมีผลให้
ไข่ \”สุก\” ก่อนที่จะนำมาใช้ (PREMATURE LUTINIZATION) ยาชนิดนี้ได้แก่ GnRH agonist,
GnRH analogue ยาอีกชนิดหนึ่งก็เป็น HUMAN MENOPAUSAL GONADOTROPIN
\”สูตรการกระตุ้นไข่\” มีมากมายหลายสูตร เหมือนสูตรการสู้รบในตำราพิชัยสงคราม
โดยมีแพทย์ผู้รักษาทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการรบ ถ้ามีการวางแผนตามสถานการณ์มาอย่างดี รอบคอบ
และใช้สูตรการรบ (การรักษา) ถูกต้องเหมาะสม ก็น่าจะ \”ประสบความสำเร็จ\” หรือได้รับ
\”ชัยชนะ\” อย่างไรก็ตามในบางครั้งแม้ทุกสิ่งทุกอย่างดูจะเหมาะสมถูกต้อง ก็ยังจะมีโอกาส
\”ผิดพลาด\” หรือ \”ล้มเหลว\” ได้ ขอเพียงแต่ว่าทุก ๆ คนทำดีที่สุดและเต็มความสามารถแล้ว ผล
จะออกมาเป็นเช่นไร ก็ให้ถือเป็นเรื่องของ \”บุญวาสนา\” ก็แล้วกัน

ขั้นตอนที่ 2 \”การเจาะไข่\” โดยปกติ เราจะเจาะไข่ผ่านทางผนังช่องคลอดโดยใช้
อัลตร้าซาวน์ช่วยชี้นำ เพราะเจาะง่าย, ได้ \”ไข่\” จำนวนมาก,และไม่ค่อยเจ็บภายหลังทำการ
เจาะไข่แล้ว ส่วนการเจาะไข่ ด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น เจาะผ่านทางผนังหน้าท้อง เราจะทำเมื่อมี
ความจำเป็นเท่านั้น

ขั้นตอนที่ 3 การเตรียม \”เชื้ออสุจิ\” เป็นการ \”คัดเชื้อ\” เพื่อให้ได้ตัวเชื้ออสุจิที่มี
คุณสมบัติดีพอที่จะปฏิสนธิกับ \”ไข่\” นั่นเอง เราจะใช้ตัวอสุจิขนาดความเข้มข้นในช่วงระหว่าง
50,000-400,000 ตัวต่อมิลลิลิตร และจะผสม \”เชื้ออสุจิ\” ในขนาดประมาณ 100,000 ตัว ต่อ
ไข่ 1 ใบ เป็นปริมาณเหมาะสมที่ใช้ในขบวนการทำ \”เด็กหลอดแก้ว\” การเก็บเชื้ออสุจิ โดย
ปกติจะใช้วิธีให้ช่วยตัวเอง (MASTURBATION) ไม่ควรใช้วิธีร่วมเพศแล้วมาหลั่งภายนอกหรือใช้
ถุงยางอนามัย เนื่องจากสารหล่อลื่นภายในถุงยาง จะทำลายตัวอสุจิได้ สำหรับระยะเวลาที่จะ
ให้เก็บเชื้ออสุจิ ก็ไม่ได้จำกัดแน่นอน (โดยเฉพาะในกรณีที่ผลน้ำเชื้ออสุจิอยู่ในเกณฑ์ปกติ) โดย
ทั่วไป \”ไข่\” จะได้รับการหยอด \”เชื้ออสุจิ\” ประมาณ 3-6 ชั่วโมง ภายหลังเจาะไข่ ดังนั้น
การเก็บและเตรียมเชื้ออสุจิ จึงควรอยู่ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ภายหลังจากที่ทำการเจาะเก็บ
\”ไข่\” ได้สำเร็จแล้ว
ขั้นตอนที่ 4 การเลี้ยง \”ตัวอ่อน\” เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในกระบวนการทำ \”เด็ก
หลอดแก้ว\” ห้องปฏิบัติการ คือหัวใจของขั้นตอนนี้ ภายในห้องปฏิบัติการจะต้องสะอาดปราศจาก
เชื้อ, การล้างเครื่องมือ, การทำลายเชื้อโรค, ต้องกระทำอย่างสมบูรณ์แบบ, มีการควบคุม
คุณภาพ (QUALITY CONTROL) อย่างดีเยี่ยม
ภายหลังจาก ที่ได้ \”ไข่\” มาแล้ว ก็จะนำมาเลี้ยงในหลอดแก้วทดลองที่อุณหภูมิ 37
องศาเซนติเกรด ประมาณ 3-6 ชั่วโมง จากนั้นทำการใส่เชื้ออสุจิที่ทำการ \”คัดเชื้อ\” แล้วลงไป
ในหลอดแก้วที่บรรจุ \”ไข่\” เอาไว้ ประมาณ 17-19 ชั่วโมงหลังจากนี้ ก็มาตรวจดูว่า มีการ
ปฏิสนธิเกิดขึ้นหรือยัง ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยง \”ตัวอ่อน\” อาจใช้วิธีการช่วยเหลือทำให้ \”ไข่\”
ปฏิสนธิง่ายขึ้นก็ได้ โดยการใช้เข็มลอกเอาเซลล์เยื่อหุ้มที่อยู่รอบ ๆ เซลล์ \”ไข่\” ออกไป ถ้า
ไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ต้องใส่เชื้ออสุจิอีกเป็นครั้งที่สอง แล้วค่อยติดตามผลในเวลาต่อไป ถ้ามี
การปฏิสนธิเกิดขึ้น ก็ต้องตรวจดูว่า มีการปฏิสนธิที่ผิดปกติหรือไม่ ที่ผิดปกติก็คือ มีเชื้ออสุจิมากกว่า
1 ตัว เข้าไปปฏิสนธิ เราต้องคัดเอา \”ตัวอ่อน\” ที่ผิดปกติเหล่านี้ออกไป เหลือไว้แต่ \”ตัวอ่อน\”
ที่มีการปฏิสนธิปกติเท่านั้น
ในวันที่สอง (ประมาณ 48-50 ชั่วโมง ภายหลังจากเจาะ\”ไข่\”ออกมา) \”ตัวอ่อน\”
จะแบ่งตัวอยู่ในระหว่าง 2-8 เซลล์ ตัวอ่อนแต่ละตัวมีความสมบูรณ์ไม่เท่ากัน เราจัดลำดับความ
สมบูรณ์ของ \”ตัวอ่อน\” ออกเป็น เกรด 1(A),2(B),3(C),4(D) เกรด 1 ดีที่สุด เกรด 2 ดี
รองลงมา เราควรจะนำ \”ตัวอ่อน\” เฉพาะเกรด 1 & 2 เท่านั้น ใส่กลับเข้าสู่ร่างกายคนไข้
สตรี ส่วน \”ตัวอ่อน\” เกรด 3 & 4 เราจะนำมาใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

ขั้นตอนที่ 5 การนำ \”ตัวอ่อน\” กลับเข้าสู่ร่างกาย เราสามารถนำ \”ตัวอ่อน\” กลับ
เข้าสู่ร่างกายได้ 2 ทางคือ ทางปากมดลูก หรือทางปีกมดลูก
\”ตัวอ่อน\” ที่จะนำกลับเข้าสู่ร่างกาย จะเป็น \”ตัวอ่อน\” ที่มีอายุประมาณ 48 ชั่วโมง
มีขนาดประมาณ 2-8 เซลล์ ส่วนใหญ่จะใส่กลับเข้าสู่ร่างกาย 3 ตัวอ่อน ในบางกรณีอาจจะ
ยกเว้นให้ได้ถึง 4 ตัวอ่อน (กรณีคนไข้สตรีสูงอายุหรือการพยากรณ์โรคไม่ดี)
ขั้นตอนที่ 6 การแช่แข็ง \”ตัวอ่อน\” \”ตัวอ่อน\” ของมนุษย์ เราจะวางแผนไว้ก่อนว่า
จะนำกลับเข้าสู่ร่างกายกี่ตัวอ่อน ที่เหลือก็จะทำการแช่แข็งที่อุณหภูมิ -196 องศาเซนติเกรด
\”ตัวอ่อน\” จะหยุดการเจริญเติบโตแต่ยังมีชีวิตอยู่ได้นานเป็นปีทีเดียว เมื่อภายหลังเราทำการ
ละลายเพื่อนำ \”ตัวอ่อน\” กลับมาใช้ \”ตัวอ่อน\” จะยังรอดชีวิตมาได้ถึงร้อยละ 75 วิธีการนี้
เป็นการให้โอกาสมากที่สุดแก่คู่สามีภริยาที่มารับการรักษา
การปฏิบัติตัวภายหลังนำ \”ตัวอ่อน\” กลับเข้าสู่ร่างกาย
ในกรณีที่นำ \”ตัวอ่อน\” ใส่กลับเข้าทางปากมดลูก หลังจากนอนพักหลังหยอด \”ตัวอ่อน\”
แล้ว ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ แต่สมควรนอนพักต่อที่บ้านอีกประมาณ
12-24 ชั่วโมง หลังจากนั้น ก็สามารถทำงานเบา ๆ ได้ ไม่ควรทำงานหนักหรืองานที่ต้องใช้
การเกร็งหน้าท้อง
ในกรณีที่นำ \”ตัวอ่อน\” ใส่กลับเข้าสู่ร่างกายทาง ปีกมดลูก (\”ZIFT\”) ผู้ป่วยควร
ปฏิบัติตัวเหมือนกับผู้ป่วยภายหลังทำ \”กี๊ฟ\” คือ ภายหลังจากนอนพักที่โรงพยาบาล 1 วันแล้ว เมื่อ
กลับบ้านก็ควรพักผ่อนต่ออีกอย่างน้อย 3-4 วัน
ภายใน 1 สัปดาห์หลัง ใส่ตัวอ่อนกลับเข้าสู่ร่างกาย ควรจะให้ความสำคัญในเรื่อง
การพักผ่อนให้มาก ถึงแม้ไม่มีข้อห้ามในการร่วมเพศ แต่ก็ควรระมัดระวังหรืองดเว้นในช่วงหลังทำ
ใหม่ ๆ
ผู้ป่วยควรได้รับฮอร์โมนเพื่อส่งเสริมการทำงานของรังไข่ และทำเยื่อบุโพรงมดลูก
คงสภาพที่ดีอยู่เสมอ จนกระทั่งครบ 2 สัปดาห์ก็ทำการตรวจเลือดทดสอบการตั้งครรภ์ หากพบว่า
\”ตั้งครรภ์\” ก็ควรให้ยาต่อ จนกระทั่งอายุครรภ์ได้อย่างน้อย 8 สัปดาห์
ผลสำเร็จ
ผลการตั้งครรภ์ จากการหยอด \”ตัวอ่อน\” ทางปากมดลูก (\”IVF-ET\”) เท่าที่มี
รายงานอยู่ในราวร้อยละ 12-25 และจะได้รับทารกที่สมบูรณ์กลับบ้านไม่เกินร้อยละ 10-12
ส่วน ผลการตั้งครรภ์ด้วยกรรมวิธีหยอด \”ตัวอ่อน\” ทางปีกมดลูก (\”ZIFT\”) อยู่ใน
ราวร้อยละ 28-48 อัตราเฉลี่ยก็ประมาณร้อยละ 30
ภาวะแทรกซ้อน
จากกรรมวิธี \”IVF-ET\” (การหยอด \”ตัวอ่อน\” ทางปากมดลูก) ได้แก่ ภาวะครรภ์
แฝด,ภาวะไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป ส่วนภาวะแทรกซ้อนจากกรรมวิธี \”ZIFT\” นอกเหนือจากที่
กล่าวข้างต้น ได้แก่ ท้องนอกมดลูก,ภาวะเสี่ยงจากการดมยา และอื่น ๆ จากกรรมวิธีการผ่าตัด

การทำ \”เด็กหลอดแก้ว\” ไม่ใช่กรรมวิธีที่ง่ายดายเหมือนที่หลาย ๆ คนคิด แต่กลับ
เป็นกรรมวิธีที่ยุ่งยาก,ราคาแพง และผลสำเร็จจนได้ทารกที่สมบูรณ์ยังน้อยอยู่มาก อย่างไรก็ตาม
คนเราก็ยังเพียรพยายามที่จะใช้วิธีนี้อยู่ต่อไป ตราบใดที่ยังไม่สามารถค้นคิดหาวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ได้
คนไข้ทั้งหลายควรหาความรู้ & เพิ่มความเข้าใจในกรรมวิธีนี้ สำหรับตนเองและคู่ชีวิต เพื่อจะ
ได้เตรียมตัวเตรียมใจสำหรับความสำเร็จหรือความล้มเหลวที่ตนเองจะได้รับ

มนุษย์ได้คิดค้นวิธีการสร้าง \”มนุษย์\” ขึ้นมาด้วยการทำ \”เด็กหลอดแก้ว\” โดยอาศัย
\”คุณค่า\” ที่มนุษย์มีอยู่แล้วใน \”เซลล์สืบพันธุ์\” และการลอกเลียนแบบธรรมชาติให้มีการปฏิสนธิ
นอกร่างกาย เราต้องลงทุนอย่างมากมายมหาศาลเพียงเพื่อ \”ชีวิตมนุษย์\” ในช่วง 2-3 วันแรก
เท่านั้น แล้วชีวิตส่วนที่เหลืออยู่ต่อไป ใครจะรู้บ้างว่า จะเป็นอย่างไร เมื่อคิดพิจารณาดูให้ถ้วนถี่
แล้ว คนเราทุกคนควรได้ใช้ชีวิตส่วนที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าสมกับที่ได้เกิดมา ด้วยการใช้ พลังทาง
ธรรมชาติและความคิด สร้างสรรค์สิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ก่อนที่จะลาลับจากโลกนี้ไป จึงจะได้ชื่อ
ว่า \”ไม่เสียทีที่เกิดมา\”

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&
พ.ต.อ.นพ.เสรี ธีรพงษ์ ผู้เขียน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น