หลังแท้ง หลังคลอด.. ใครว่า ปลอดภัย!!!!

คนที่บรรลุเป้าหมาย คนที่วิ่งผ่านเส้นชัย หรือคนที่พ้นวัยหนุ่มสาว มักเข้าใจว่า ต่อไปตนคงมีชีวิตที่สุขสงบ ราบเรียบ ดุจทะเลที่ไร้คลื่นลม แต่……ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ คนที่เพิ่งประสบความสำเร็จวันนี้ อาจล้มเหลวในเร็ววัน คนที่เพิ่งวิ่งผ่านเส้นชัย อาจล้มลงและลุกไม่ขึ้น คนชราในวัยเกษียร อาจเกิดโรคร้ายในภายหลัง ที่สำคัญ คือ คนไข้หลังแท้ง หลังคลอด อาจไม่ปลอดภัย และเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ บางที…ก็ร้ายแรงจนรับไม่ได้
สัปดาห์ก่อน มีคุณยายท่านหนึ่ง อายุ 84 ปี มาที่โรงพยาบาลตำรวจด้วยเรื่องมีก้อนในท้อง ขนาดใหญ่มหึมาคล้ายดั่งตั้งครรภ์แฝดสาม ซึ่งส่งผลให้ผนังหน้าท้องสูงนูนตั้งแต่หัวเหน่าจนถึงลิ้นปี่ เหตุที่นำมาโรงพยาบาล ก็เนื่องจากหายใจลำบาก และกินอาหารไม่ได้!! ในที่สุด เมื่อคุณยายได้รับการผ่าตัด ปรากฏว่า ก้อนเนื้อที่ซ่อนอยู่นั้น คือ มะเร็งรังไข่!! ซึ่งภายในมีของเหลวลักษณะช้ำเลือดช้ำหนองจำนวนมากถึง 10 ลิตร ส่วนที่เป็นเนื้อ ก็มีมากมาย รูปร่างล้วนน่าเกลียด.. ใครจะเชื่อว่า สตรีอายุเกือบร้อยปี รังไข่ซึ่งฝ่อลีบหยุดทำงานไปแล้วกว่า 30 ปี จู่! จู่! จะกลับมาเจริญเติบโตอีกครั้งและกลายเป็นเนื้อร้ายมะเร็งก้อนใหญ่
สำหรับคนท้องหลังคลอด หลังแท้ง ก็เช่นกัน โดยทั่วไป สุขภาพน่าจะปลอดภัยและไม่มีปัญหาอะไร จากกระบวนการคลอดและการแท้ง แต่…อาจไม่เป็นเช่นนั้น
ภาวะแทรกซ้อนหลังคลอดนั้นพบได้บ่อย อาทิ ตกเลือด, ติดเชื้อ, รกค้าง ส่วนเรื่องราวที่จะเล่าต่อไป แม้เกิดขึ้นไม่บ่อย แต่ก็ควรใส่ใจและคิดถึงไว้ยามที่คนไข้หลังคลอดมีอาการช็อก
คุณลัดดา อายุ 36 ปี ครรภ์ที่ 2 เข้ารับการผ่าตัดคลอดเพราะลูกอยู่ในท่าก้น ปรากฏว่า หลังผ่าตัด 2 ชั่วโมง ความดันโลหิตของคุณลัดดาลดต่ำลงมากอยู่ในเกณฑ์ช็อก ผนังหน้าท้องก็นูนพองขึ้น ในลักษณะที่ชวนสงสัยว่า มีเลือดออกในช่องท้อง?? สูติแพทย์เวรรีบนำคนไข้เข้าห้องผ่าตัดซ้ำ ผลปรากฏว่า มีเลือดอยู่ในช่องท้องประมาณ 1 ลิตร โดยมีจุดที่เลือดออกที่มุมแผลรอยเย็บของมดลูก ที่สำคัญคือ มีเลือดเซาะผนังช่องท้องภายใน เกิดเป็นแอ่งเลือดคั่งหลายจุด (Hematoma) สูติแพทย์เวรได้เย็บบริเวณจุดเลือดออก เพื่อหยุดเลือด อย่างไรก็ตาม..เมื่อตรวจสอบผนังด้านในของช่องท้องบริเวณที่เลือดเซาะคั่ง ปรากฏว่า ‘ไม่รุนแรงและเลือดหยุดแล้ว’ คุณหมอจึงไม่ได้ผ่าตัดเย็บต่อ
หลายปีก่อน ก็มีกรณีแบบเดียวกันนี้ ที่หน่วยนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งมีการประชุมว่าด้วยการตายของคนท้องหลังคลอดรายหนึ่ง ซึ่งมีอาการช็อกเสียชีวิตหลังผ่าตัดคลอดประมาณ 6 ชั่วโมง เมื่อได้รับการผ่าชันสูตรศพ ก็พบมีเลือดออกอยู่ในช่องท้องมากถึง 1.5 ลิตร ทั้งๆที่แผลผ่าตัดบนตัวมดลูกเรียบร้อยดีและส่วนอื่นในช่องท้องก็ไม่มีจุดเลือดออก ทางหน่วยนิติเวช ได้เชิญข้าพเจ้าให้ไปแสดงความคิดเห็นว่า “เลือดที่ออกในช่องท้องจำนวนมากเช่นนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร?” ข้าพเจ้าบอกได้ทันทีเลยว่า “เลือดจำนวนนั้นออกมาจากมุมแผลผ่าตัดของมดลูก” คณะแพทย์นิติเวชถามว่า “ทำไมเลือดจึงออกตรงนั้น ทั้งๆที่ดูแผลผ่าตัดบนมดลูกเรียบร้อย” คำตอบ คือ ‘มุมแผลผ่าตัดบนตัวมดลูกเท่านั้นที่มีเส้นเลือดใหญ่มาเปิด (Uterine artery) ซึ่งเป็นไปได้ว่า แผลตรงมุมที่ได้รับการเย็บนั้น เรามองเห็นภายนอกเรียบร้อย แต่..ตรงจุดมุมแผลภายในยังไม่ได้รับการผูกรัดเส้นเลือดดีพอ ผลคือ มีเลือดไหลซึมออกมาเรื่อยๆ…เวลาผ่านไป 5 -6 ชั่วโมง ก็ทำให้คนไข้ช็อกและเสียชีวิต’
โชคดี!! ที่คุณลัดดา ยังอยู่ในห้องพักฟื้นของห้องผ่าตัด เธอจึงไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากภาวะเลือดออกในช่องท้อง หากคุณลัดดาถูกส่งตัวกลับไปที่หอผู้ป่วยแล้ว คงคาดเดาได้ยากว่า จะเป็นเช่นไร…..
สำหรับกรณีแท้งบุตร ช่วงระยะเวลาหลังแท้ง ตั้งแต่เริ่มแรกจนถึง 2 สัปดาห์ ผู้ดูแลทุกคนที่เกี่ยวข้อง ต้องเอาใจใส่ ระแวดระวังให้ดี
คุณนฤมล เป็นคนท้องที่เพิ่งแท้งบุตรและผ่านการขูดมดลูกไปเมื่อประมาณ 4 สัปดาห์ก่อน คุณนฤมล อายุ 30 ปี ตั้งครรภ์ที่ 2 ตอนตั้งครรภ์ได้ 11 สัปดาห์ ข้าพเจ้าได้ตรวจดูอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดให้ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ปรากฏว่า ‘ถุงการตั้งครรภ์ภายในโพรงมดลูกมีขนาดไม่สมส่วน และไม่มีเงาทารก (Blighted ovum)’ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงขูดมดลูกให้คุณนฤมลในวันถัดมา ผลการขูดมดลูก ได้ชิ้นเนื้อประมาณ 10 กรัม ภายในโพรงมดลูกราบเรียบดี เสียเลือดเพียงเล็กน้อย ข้าพเจ้าได้ให้ยาฆ่าเชื้อกับคุณนฤมล ไป 5วัน และนัดมาตรวจซ้ำในอีก 2 สัปดาห์
เมื่อถึงกำหนดนัด คุณนฤมลได้มาพบข้าพเจ้าด้วยปัญหา ‘เลือดออกจากช่องคลอดกะปิดกะปรอยตลอดระยะเวลาที่อยู่บ้าน’ ตอนแรก ข้าพเจ้าคิดว่า ไม่น่าจะเป็นอะไร? แต่พอตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดคุณนฤมล ปรากฏว่า ‘มีเศษชิ้นเนื้อ (Conceptive product) ค้างอยู่ภายในโพรงมดลูก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร’ สำหรับกรณีนฤมล ข้าพเจ้าได้ใช้วิธีเฝ้าสังเกตอาการ (Observation) คือ รอคอยเวลาให้ธรรมชาติขับชิ้นเนื้อให้หลุดออกมาจากโพรงมดลูกเอง โดยให้ยาฆ่าเชื้อไปอีก 1 สัปดาห์ ผลปรากฏว่า ชิ้นเนื้อไม่ยอมหลุดลอกออกมา
ข้าพเจ้ารู้สึกผิดหวังกับการรักษาแบบเฝ้าสังเกตอาการครั้งนี้อย่างมาก แต่…เพื่อหลีกเลี่ยงการขูดมดลูกซ้ำในห้องผ่าตัด ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจใช้วิธีดูดชิ้นเนื้อออกมาโดยอาศัยหลักสุญญากาศผ่านอุปกรณ์ที่เหมือนกระบอกฉีดยาขนาดใหญ่ (menstrual regulation)..ถัดมาอีก 1 สัปดาห์ ผลปรากฏว่า ยังมีชิ้นเนื้อค้างอยู่อีกเกือบ 1 เซนติเมตรและยังมีเลือดอกมาอีก คราวนี้เป็นเลือดสดๆออกกระปิดกระปรอยทุกวัน ซึ่งโดยปกติ เศษชิ้นเนื้อแค่นี้ มันมักจะหลุดออกมาเองหลังตรวจพบประมาณ 1 สัปดาห์ ข้าพเจ้ายังคงใช้วิธีเฝ้าสังเกตอาการ (Observation) ต่อ แต่ปรากฏว่า คราวนี้เลือดยังคงออกกะปิดกะปรอยอยู่ ในที่สุด จึงได้ขูดมดลูกให้กับคุณนฤมลอีกครั้ง เพื่อหยุดเลือด ซึ่งก็พบชิ้นเนื้อเหลืออีกเพียงเล็กน้อย เรื่องราวต่างๆจึงได้ยุติ
ตั้งแต่ทำงานด้านสูตินรีเวชมานานเกือบ 20 ปี ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าขูดมดลูกของคนไข้ แล้วมีเศษชิ้นเนื้อหลงเหลืออยู่ในโพรงมดลูก อย่างไรก็ตาม..กรณีเช่นนี้กลับเป็นสิ่งที่พบได้ในโรงพยาบาลอีกหลายๆแห่ง ซึ่ง..นับเป็นข้อควรระวังอย่างหนึ่ง ที่ผู้เกี่ยวข้องทุกคนควรใส่ใจในการดูแลคนไข้หลังขูดมดลูก
ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเขียนหนังสืออยู่นี้ ก็เป็นช่วงเวลาที่เพิ่งเสร็จสิ้นจากการทำแท้งเพื่อการรักษาให้กับคุณพรพรรณ ทั้งนี้เพราะเธอตั้งครรภ์ได้ 17 สัปดาห์ แล้วเข้ารับการตรวจอัลตราซาวนด์เมื่อ 3 วันก่อน พบว่า ‘ทารกเสียชีวิตในครรภ์’ เมื่อวานซืนตอนเช้า ข้าพเจ้าจึงได้นัดให้คุณพรพรรณเข้ามานอนโรงพยาบาล เพื่อทำแท้ง โดยเริ่มจากการเหน็บยาCytotek ทุก 6 ชั่วโมง ร่วมกับการหยดยา (Syntocinon) เข้าทางเส้นเลือดดำ เพื่อบีบรัดมดลูก เร่งให้แท้งเร็วขึ้น เวลาผ่านไป 10 ชั่วโมง ถุงน้ำคร่ำได้แตกออก แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 24 ชั่วโมง ก็ยังไม่แท้ง ตอนเช้าเมื่อวาน ข้าพเจ้าจึงได้เพิ่มยาฉีด (Nalador) เข้ากล้ามอีกชนิดหนึ่ง เพื่อเร่งการหดตัวของมดลูกอย่างรุนแรง ในที่สุด คุณพรพรรณ ก็แท้งบุตรออกมาตอนก่อนเที่ยงคืนและเข้ารับการขูดมดลูกทันที เนื่องจากรกของคนท้องในไตรมาสสองเกาะมดลูกแน่นกว่ารกในทุกไตรมาส ครั้งนี้ ข้าพเจ้าได้ขุดมดลูกด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง พร้อมกับตรวจดูภายในโพรงมดลูกของคุณพรพรรณในเวลาเดียวกัน ด้วยอัลตราซาวนด์ผ่านทางหน้าท้อง ข้าพเจ้าหวังว่า คราวนี้ จะไม่เกิดปัญหายุ่งยากตามมาอีก
ช่วงระยะเวลาหลังคลอดหรือหลังแท้ง เป็นช่วงเวลาที่เราไม่ควรชะล่าใจ โดยคิดว่า ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะ..ภาวะแทรกซ้อนหลายอย่างอาจเกิดตามมาได้ และบางที ก็รุนแรงจนยากที่จะคาดเดา……
&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&
พ.ต.อ.นพ.เสรี ธีรพงษ์ ผู้เขียน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น