พ่อแม่รังแกลูก

คืนนั้นอากาศหนาวเย็นมาก จนลมหายใจที่ออกจากปากกลายเป็นไอสีขาว เหมือนพ่น
ควันบุหรี่ คนไข้ที่เข้ามาในคลินิกล้วนใส่เสื้อผ้ากันหนาวหนา ๆ ทั้งนั้น หลังจากรับยา ต่างพากัน
ทยอยออกไปทีละคน ๆ จนหมด เรากำลังจะปิดคลินิกแล้ว ขณะนั้น เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มเศษ
ข้าพเจ้ากำลังเตรียมตัวจะกลับบ้าน จู่ ๆ ปรากฏร่างของชายวัยกลางคนแต่งตัวปอน ๆ เดินอุ้ม
ประคองสิ่งของอะไรสักอย่างหนึ่งเข้ามา สิ่งของนั้นห่อด้วยผ้าห่มเก่า ๆ ขาดวิ่น มีรอยปะชุนหลาย
แห่ง เขาทำท่าเอียงอายคล้ายนักเรียนทำผิด กลัวถูกครูลงโทษอย่างนั้น
เขาค่อย ๆ เอามือเปิดผ้าห่มออกอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่า สิ่งของภายในจะ
แตกร้าว ทันทีที่เห็นภาพภายในผ้าห่ม ข้าพเจ้าถึงกับผงะหงายด้วยความตกใจ
ที่แท้สิ่งที่อยู่ภายในผ้าห่มนั้น คือ เด็กน้อยคนหนึ่ง อายุ 2 ขวบครึ่ง ลักษณะเหมือน
ซากศพมากกว่าสิ่งมีชีวิต เพราะไม่มีส่วนใดของร่างกายเคลื่อนไหว เธอนอนแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น
นัยน์ตาเปิดค้างอยู่ แต่ไร้ความรู้สึก และไม่มีแววแห่งความมีชีวิต เหม่อลอยอย่างไม่มีจุดหมาย
ใบหน้าคล้ายกับจะบอกว่า ผ่านความทุกข์ทรมานมามาก ตามลำตัวและศีรษะมีบาดแผลเก่าและใหม่
เต็มไปหมด หายใจเบามาก จนมองไม่ออกว่า ยังหายใจอยู่หรือเปล่า รูปร่าง ผอมโซ ซูบซีด
ตัวเล็กมาก เหมือนถูกย่อส่วนหรือฉีดยาสต๊าฟไว้ไม่ให้โต มีน้ำหนักเพียง 7 กิโลกรัม แทนที่จะ
เป็น 2เท่า สำหรับเด็กอายุขนาดนี้
ที่สะดุดตามากที่สุด คงจะเป็น ส่วนท้องของเด็กที่ถูกรัดด้วยเข็มขัดจนเห็นรอยกดเป็น
แนวรอบ ๆ เอว เขาทำอย่างนั้นเพื่อจุดประสงค์อะไร
อ๋อ…รู้แล้ว เพื่อไม่ให้เด็กหิวไงล่ะ…
ไม่น่าเชื่อเลยว่า จะมีคนใจร้าย ทำกับเด็กเล็ก ๆ อย่างนี้ได้ลงคอ
\”ทำไมไม่มีใครขัดขวางการกระทำที่ชั่วร้ายครั้งนี้\” เป็นคำถามที่เกิดขึ้นมาในใจ แต่
ไม่กล้าถาม กลัวว่า คำตอบจะเป็นเพียงการแก้ตัวให้พ้น ๆ ไป
\”คุณเป็นอะไรกับเด็กคนนี้\” ข้าพเจ้าถาม
\”เป็นพ่อเด็ก\” ชายวัยกลางคนตอบห้วน ๆ
ข้าพเจ้าไม่ถามต่อไปอีกแล้ว เก็บความสงสัยไว้ในใจ ตอนนี้ไม่มีเวลามากนัก รีบ
จัดแจงส่งคนไข้ไปโรงพยาบาลของรัฐที่ใกล้ที่สุด แน่นอน คนไข้ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดใน
ไอ.ซี.ยู.เด็ก
ข้าพเจ้าได้ติดตามเรื่องนี้ต่อไปว่า มีความเป็นมาอย่างไร ทำไมเด็กน้อยจึงมีสภาพ
น่าเวทนาอย่างนั้น ในที่สุดจึงทราบว่า
ครอบครัวของเด็กน้อยผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ฐานะยากจน แม่เป็นคนโรคจิต พ่อเป็นคน
ขับรถขนขยะ ที่ไม่รับผิดชอบครอบครัว แม้พ่อจะไม่ใช่เป็นผู้ก่อเรื่อง แต่การเอาหูไปนาเอาตาไป
ไร่ ก็ถือว่า สมรู้ร่วมคิดกระทำความผิดทารุณกรรม \”ลูก\” ด้วย
หนูน้อยมีพี่สาวหนึ่งคน ตอนนี้อายุ 7 ขวบ ช่วงที่พี่สาวอายุพอ ๆ กับคนไข้รายนี้ ก็มี
สภาพที่ทุกข์ทรมานไม่แพ้กัน ถูกแม่ตบและเฆี่ยนตี ทำร้ายร่างกายทุกวัน ด้วยวิธีการต่าง ๆ รวม
ทั้งเอาเชือกหรือเข็มขัดมารัดท้องน้อย เพื่อไม่ให้หิวข้าวด้วย
โชคดีที่พลเมืองดีมาเห็นเข้าและทนดู \”พ่อแม่รังแกลูก\” ครั้งนั้นไม่ได้ จึงไปแจ้งความ
ตำรวจให้มาดำเนินคดี ทางเจ้าหน้าที่ของรัฐได้เข้ามาดูแล คอยตักเตือน ห้ามปราม พ่อแม่คู่นี้
ไม่ให้กระทำการทารุณกรรมเช่นนั้นอีก พี่สาวของคนไข้จึงรอดชีวิตมาได้ มาระยะหลังนี้ เจ้าหน้า
ที่ของรัฐที่รับผิดชอบ ได้มอบหมายหน้าที่ให้กับมูลนิธิ \”คุ้มครองเด็ก\” มาดูแลรับผิดชอบแทน แต่ไม่รู้
ทำไม ระยะหลัง ๆ ทางมูลนิธิฯ จึงเงียบหายไป ทำให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายซ้ำขึ้นมาอีก
ครั้งนี้ เด็กน้อย โชคไม่ดีเหมือนพี่สาว หลังจากอยู่ใน ไอ.ซี.ยู.เด็กได้ 10 วัน ต้องมีอันสูญสิ้น
ชีวิตไป
เรื่องราวข้างต้นนี้ เขียนขึ้นมาด้วยหยาดน้ำตาและความรู้สึกจากส่วนลึกของจิตใจหมอ
ท่านหนึ่ง ที่ประเทศไต้หวัน ท่านต้องการสะท้อนความรู้สึกสะเทือนใจ ครั้งนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า
\”ภัยร้าย\” ที่ทำลายเด็ก อาจจะไม่ใช่จากคนอื่นคนไกล คนที่ใกล้ชิดที่สุด อาจเป็นผู้ทำลายเสีย
เอง และร้ายแรงยิ่งกว่าอีก เพราะกว่าจะมีผู้มาพบเห็นเข้า อาจจะสายเกินแก้แล้วก็ได้
บางคนคิดว่า \”พ่อแม่รังแกลูก\” มีแต่ในหนังสือพิมพ์หรือหนังสือสอนให้รักลูกเท่านั้น
ความจริง การรังแกลูกอาจไม่จำเป็นต้องทุบตี เฆี่ยน ต่อย หรือทำร้ายร่างกายโดยตรงก็ได้
* พ่อแม่บางคนเลี้ยงลูกด้วยการ \”ด่า\” หรือพูดจาหยาบคาย ดูถูกเหยียดหยาม กรอก
หูลูกตลอดเวลาที่เจอหน้ากัน
* พ่อแม่บางคน ลงโทษลูกไม่ถูกวิธี ยกตัวอย่างเช่น ลูกเรียนหนังสือไม่เก่ง ก็ให้ลา
ออกจากโรงเรียนมาทำงานบ้าน
* พ่อแม่บางคน พบเห็นคนอื่นรังแกหรือลงโทษลูกผิด ๆ เช่น ลูกถูกเพื่อนทำร้าย
บ่อย ๆ หรือถูกครูลงโทษโดยไม่มีความผิด แล้วพ่อแม่ไม่ปกป้องห้ามปราม
* พ่อแม่บางคน เห็นลูกใช้ชีวิตไปในทางที่ผิด แล้วยังสนับสนุน
การกระทำทั้งหมดนี้ บางทีทำลายอนาคตและความคิดสร้างสรรค์ของลูก ทำให้ลูกมอง
ตัวเองไม่มีค่า และใช้ชีวิตไปในทางที่ชั่วร้ายไปเลย การกระทำเช่นนี้ ถือว่า \”รังแกลูก\” รุนแรง
ยิ่งกว่าการทำร้ายร่างกายโดยตรงเสียอีก
มีพ่อแม่อีกประเภทหนึ่ง หวังดีต่อลูกมาก อยากให้ลูกโตขึ้นเป็น \”พญามังกร\” ซึ่ง
แน่นอน จะต้องเก่งกว่าบรรดาเด็กทั้งหลายอย่างมาก ดังนั้น จึงพยายามเคี่ยวเข็ญอย่างหนัก
บังคับให้เรียน เรียน และเรียนทั้งการศึกษา ดนตรี กีฬา เพื่อให้มีความสามารถในทุกด้าน
รู้หรือไม่ว่า ท่านกำลังทำตัวเป็น \”ผี\” ที่คอยสูบกิน \”ความไร้เดียงสาและความสุข\”
ของลูก ๆ เด็กที่ไม่เคยมีโลกส่วนตัวเลย ย่อมขาดความคิดสร้างสรรค์ หากเขาได้พยายามอย่าง
หนัก ทำเพื่อพ่อแม่แต่ล้มเหลว อะไรจะเกิดขึ้น เด็กบางคนฆ่าตัวตาย บางคนเป็นโรคจิต บางคน
หนีออกจากบ้าน ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง
โลกของเด็ก ไม่ได้เล็กอย่างที่ผู้ใหญ่บางคนคิด ตรงกันข้ามกลับเป็นโลกที่กว้างใหญ่
ไพศาล เต็มไปด้วยจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ท้องฟ้าภายในโลกใบนั้น ช่างสวยสด
งดงามเหลือเกิน น่าเสียดายที่เวลาในวัยนี้มีไม่มากนัก เพียงชั่วพริบตาเดียว เด็กก็โตเป็นหนุ่ม
สาวเสียแล้ว ทำไม พ่อแม่ไม่ปล่อยให้ลูก ๆ ขณะที่ยังเล็กอยู่ มี \”เวลา\” เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
ของเขาดูบ้าง…?
ไม่ว่า ท่านจะเป็นพ่อแม่ประเภทใดก็ตาม อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า \”ตัวเราเป็นพ่อแม่ที่
สมบูรณ์พร้อม\” และการที่มองคนอื่นว่า \”เป็นพ่อแม่ที่ใช้ไม่ได้\” เนื่องจากทำร้ายแม้กระทั่งลูก
บางที ตัวเราเองนั้นแหละ กำลังทำลายลูกอยู่โดยไม่รู้ตัว

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
พ.ต.อ.นพ.เสรี ธีรพงษ์ ผูเขียน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น