การรักษาคนไข้แบบ ‘Do nothing’

คนไข้ทุกวันนี้ เมื่อไปหาหมอ ในใจลึกๆ ก็อยากให้คุณหมอบอกว่า ‘จะทำอะไรให้สักอย่างหนึ่ง!!’ บางคนคิดว่า ‘การผ่าตัด คือ คำตอบของทุกสิ่ง’ บางคนคิดว่า ‘ การทำ MRI หรือ CT scan (การวินิจฉัยทาง เอกซเรย์ขั้นสูง) จะช่วยไขความกระจ่างของข้อสงสัยทั้งหมด’…..ประกอบกับคุณหมอหลายท่าน ก็มีความคิดคล้ายๆกัน คือ ‘โรคที่กำลังรักษาอยู่นั้น น่าจะผ่าตัดได้ และต้องรีบทำ’ ความคิดที่สอดคล้องเช่นนี้ มีแต่จะนำไปสู่แนวทางรักษาเดียวกัน คือ ‘การผ่าตัด’ ซึ่ง…จริงๆแล้ว การไม่ทำอะไรเลย (Do nothing) ในตอนนั้น ดูจะ เป็น สิ่งที่เหมาะสมมากกว่า

หลายเดือนก่อน มีคนไข้รายหนึ่ง มาโรงพยาบาลด้วยเรื่องเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด ตอนนั้น เธออายุ 49 ปี โดยหลักการ คือ คนไข้ต้องเข้ารับการขูดมดลูก เพื่อแยกจากโรคมะเร็งของเยื่อบุมดลูก (CA endometrium) พอดี!!! คนไข้เกิดติดธุระ จำเป็นต้องเลื่อนระยะเวลาขูดมดลูกออกไป คนไข้รายนี้หายหน้าไปประมาณ 2 เดือน กลับมาตรวจอีกที เธอไม่มีอาการเช่นนั้นอีกแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจ แต่..หลังจากตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอด ก็พบว่า เยื่อบุมดลูกของเธอบางมาก (สิ่งที่นรีแพทย์กลัว คือ เยื่อบุมดลุกหนาในสตรีสูงวัย) และ รังไข่มีขนาดเล็ก ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนรักษา อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังคงติดตาม (Follow up) คนไข้เป็นระยะๆโดยการตรวจดูอัลตราซาวนด์ให้กับเธอทุกเดือนอีก 2 ครั้ง ก็ไม่พบความผิดปกติ.. ต่อมา ปรากฏว่า คนไข้ไม่มีระดูเลยนับจากนั้น..ซึ่งหมายถึงว่า เธอได้เข้าสู่ ‘วัยทอง’ แล้ว.. ยืนยันได้จากผลเลือดทางห้องปฏิบัติการ (FSH สูงเกิน 40 หน่วย และ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ต่ำมาก) สิ่งที่ข้าพเจ้ากลัวสำหรับคนไข้รายนี้ (มะเร็งเยื่อบุมดลูกของคนไข้) บัดนี้ ได้ผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อติดตามดูอัลตราซาวนด์ให้กับเธอต่อไปอีก ทุกๆ 3 เดือน ก็พบว่า ไม่พบสิ่งผิดปกติอีกและเยื่อบุมดลูกก็ยังบาง เช่นเดิม ข้าพเจ้าตัดสินใจที่จะไม่ขูดมดลูกหรือผ่าตัดใดๆให้กับเธออีก ซึ่ง..เดิมกำหนดว่า หากผลชิ้นเนื่อเยื่อบุมดลูกจาการขูดมดลูก ออกมาแล้วไม่เป็นมะเร็ง ข้าพเจ้าก็จะผ่าตัดมดลูกผ่านกล้อง (Laparoscopic surgery) ให้ เนื่องจากคนไข้ตกเลือดติดต่อกันมาหลายครั้ง

หลายวันก่อน ภรรยาข้าพเจ้า จู่ๆ ก็ปวดหลังอย่างเฉียบพลัน หลังจากออกกำลังกาย ตอนแรกยังพอเดินได้ สักพักหนึ่ง หลังจากไปอาบน้ำชำระล้างร่างกาย อาการปวดหลังก็ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จนต้องพยุงไปนอนในห้อง เวลาผ่านไป ประมาณ 1 ชั่วโมง อาการแย่ลงไปอีก ภรรยาข้าพเจ้าไม่สามารถพลิกตัวได้ เพราะเจ็บมาก ข้าพเจ้าคิดว่า น่าจะเป็น Prolapsed vertebral disc หมายถึง ‘หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน’ ถึงแม้จะเป็นเวลากลางคืนดึกดื่น ข้าพเจ้าก็จำเป็นต้องโทรศัพท์ไปปรึกษาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูก ข้าพเจ้าถามคุณหมอว่า ‘ภรรยาผมจำเป็นต้องเข้าไปที่โรงพยาบาลตอนนี้ไหม?’ คุณหมอตอบว่า ‘ไม่ต้องหรอก แต่ขอให้นอนในท่างอข้อเข่า โดยเอาหมอนหนุนข้างใต้หัวเข่า และกินยาแก้ปวดกระดูก วันพรุ่งนี้ ให้เข้าไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล’ คืนนั้น ข้าพเจ้าเป็นห่วงตลอดคืนว่า ภรรยาจะทนต่อความเจ็บปวดไม่ได้?? ไม่น่าเชื่อ!!! เธอไม่มีอาการปวดหลังเลยและนอนหลับได้ หลังจากทานยาแก้ปวด นอนหงาย และงอข้อเข่า ตอนรุ่งเช้า ภรรยาข้าพเจ้าขยับตัวได้ และสามารถลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็เก็บงำความสงสัยไว้ในใจ

พอเดินทางไปพบคุณหมอ ภรรยาข้าพเจ้า บอกว่า อาการปวดดีขึ้นมาก และสามารถขับรถยนต์ได้ คุณหมอได้ทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยการทดสอบการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อขาทั้งสองข้าง ในท่วงท่าต่างๆ ซึ่ง..เธอไม่ได้แสดงอาการปวดหลังตลอดการทดสอบ เมื่อซักประวัติย้อนกลับไป ก็พบว่า ‘ภรรยาข้าพเจ้าได้ไปให้หมอจีนดัดกระดูกสันกหลังเมื่อวานตอนกลางวัน ก่อนที่จะเกิดอาการปวดหลังจนเดินไม่ได้ในตอนค่ำ’ เมื่อทราบสาเหตุที่แท้จริง คุณหมอจึงให้กลับบ้าน วินิจฉัยเป็น ‘กล้ามเนื้อหลังอักเสบ (Low back pain)’ และไม่ได้ทำอะไร เพียงแต่ให้คนไข้พักผ่อนมากๆ ไม่ยกของหนักหรืออกกำลังกาย สัก 2 -3 วัน เวลาผ่านไปหลายวัน ภรรยาข้าพเจ้าไม่ปวดหลังเช่นนั้นอีกเลย นี่แหละที่เรียกว่า การรักษาคนไข้แบบ Do nothing

เมื่อวานนี้ มีคนไข้รายหนึ่ง ชื่อ คุณวิจิตรา อายุ 32 ปี มาโรงพยาบาลด้วยเรื่องปวดท้องน้อย เป็นๆหายๆ มาหลายเดือน ระยะหลัง อาการปวดท้องน้อยของเธอเป็นมากขึ้น จึงต้องเข้ามาตรวจ ข้าพเจ้าตรวจภายในและตรวจดูอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดให้กับเธอ พบว่า คุณวิจิตรา มีเนื้องอกมดลูกขนาดเท่ากับอายุครรภ์ 10 – 12 สัปดาห์ และมีเยื่อบุมดลูกค่อนข้างบาง วันที่มาเข้ารับการตรวจ เป็นวันที่ 15 ของระดู ข้าพเจ้ามองไม่เห็นไข่ (Dominant Follicles) ของเธออีกด้วย แสดงว่า ไข่ตกไปแล้ว แต่..เยื่อบุมดลูกก็ไม่หนาเท่าที่ควร คุณวิจิตราถามว่า “หนูเป็นอะไรมากไหม?”

ข้าพเจ้าตอบว่า ‘เป็นเนื้องอกมดลูก (Adenomyosis) ขนาดค่อนข้างใหญ่ คงต้องผ่าตัดอย่างแน่นนอนในอนาคต เพราะคุณคงทนปวดไม่ได้’

คุณวิจิตราถามว่า ‘หนูก็คิดเช่นนั้น แต่หนูอยากมีลูก!! คุณหมอว่า หนูจะมีลูกได้ไหม? และจะทำยังไงดี??’

ข้าพเจ้าตอบว่า ‘คุณสามารถมีลูกได้ แต่คงต้องใช้วิธี อุ้มบุญ ตอนนี้..อย่าเพิ่งไปเชื่อใคร ที่ยุยงให้ตัดมดลูกทันที วิธีการ คือ ต้องทำเด็กหลอดแก้ว [IVF(In vitro fertilization)] จากนั้น ก็แช่แข็งตัวอ่อน (Freezing Embryos) หากได้ตัวอ่อนจำนวนมาก ก็ขอให้คุณหมอช่วยหยอดตัวอ่อนจำนวนหนึ่งให้กับตัวคุณ เผื่อว่า จะโชคดี ตั้งครรภ์เอง ตัวอ่อนส่วนที่เหลือ ก็ต้องหาคนมาอุ้มท้อง หรืออุ้มบุญ สำหรับมดลูกของคุณ สุดท้ายคงต้องถูกตัดออก แต่ไม่ควรผ่าตัดเอาออกก่อนทำเด็กหลอดแก้ว เพราะตัวมดลูกมีส่วนช่วยบดบังลำไส้ไม่ให้ไปกองในอุ้งเชิงกรานส่วนลึก (Cul de sac) เวลาเจาะไข่ คุณหมอจะเจาะทางช่องคลอด เมื่อไม่มีลำไส้มากวน ก็จะเจาะไข่ได้ง่าย หากตัดมดลูกออกไปแล้ว จะเจาะไข่ผ่านทางช่องคลอดได้ยาก เพราะลำไส้จะไปบังเส้นทางของเข็มที่แทงไปสู่รังไข่ ซึ่งอาจทำให้ลำไส้ทะลุ เกิดการติดเชื้อ และเสียชีวิตจากการติดเชื้อทั่วร่างกาย (Sepsis) ’

หลายเดือนก่อน มีคนไข้ ในลักษณะเดียวกับคุณวิจิตรา คือ มีเนื้องอกมดลูกขนาดประมาณ 12 สัปดาห์ และไม่ใช่ชนิดที่ลอกร่อนได้ (Adenomyosis) คนไข้มีอาการตกเลือดมากและตกเลือดบ่อยจนซีดเผือด ข้าพเจ้าได้รักษาให้กับเธออยู่นาน เพื่อหยุดเลือด สรุปลงที่ว่า ‘คงต้องตัดมดลูก’ เพราะเธอมีบุตรแล้ว 1 คน..เธอคงไม่สามารตั้งครรภ์ได้ เนื่องจากเป็นเนื้องอกมดลูกชนิดที่กระจายไปทั่ว (Adenomyosis) และมดลูกมีขนาดใหญ่เกินไป.. ต่อมา คนไข้ได้รับคำแนะนำจากคุณหมอท่านหนึ่ง [ณ โรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงมาก (ขอสงวนนาม)] ให้ผ่าตัดทันที โดยบอกว่า ‘ต่อไป เธอจสามารถตั้งครรภ์ได้อย่างแน่นอน’ เธอได้สูญเสียเงินทองไปอย่างมาก จากปากถ้อยคำคนแห่งความหวัง ข้าพเจ้าฟังคำพูดทางโทรศัพท์ของคนไข้รายนี้หลังผ่าตัด แล้วรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เธอได้รับ แต่ก็ถือว่า เมื่อคนไข้เชื่อถือคุณหมอคนนั้น ก็ควรจะรักษาภาวะมีบุตรยากที่โรงพยาบาลแห่งนั้นต่อไป ข้าพเจ้าไม่อยากจะทำในสิ่งที่ขัดกับความรู้สึกของตัวเอง เพราะพิจารณาจากลักษณะของมดลูกของเธอ ที่เป็นเนื้องอกใหญ่โต ประกอบกับอายุของเธอที่มากถึง 40 ปี เธอคงไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อย่างแน่นอน แต่..คำแนะนำที่ว่า ‘การผ่าตัด จะทำให้มีบุตรได้นั้น’ เผอิญไปตรงกับความต้องการของคนไข้และญาติพี่น้อง แม้จะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ผลสุดท้าย คือ คนไข้ได้รับการผ่าตัดในลักษณะที่ไม่จำเป็น !!!!!

ข้าพเจ้าเคยได้ยินเรื่องเล่าของช่างซ่อมรถยนต์จากนักเขียนนามอุโฆษท่านหนึ่งว่า ลูกค้ารายหนึ่งส่งรถยนต์ไปซ่อม ปรากฏว่า ช่างได้ใส่น๊อตเข้าไปที่ตัวเครื่องเพียงตัวเดียว เครื่องยนต์ ก็สามารถกลับมาทำงานได้ดีเหมือนเดิน ช่างคนนี้ คิดค่าซ่อม 55 บาท ลุกค้าถามว่า ‘ทำไมต้องเป็น 55 บาท เพราะใส่น๊อตแค่ตัวเดียว’ ช่างซ่อมรถ ตอบว่า ‘ ค่าน๊อต 5 บาท ที่เหลือ 50 บาท เป็น ค่าความรู้ ที่สะสมมานาน จนรู้ว่า จะต้องแก้ไขเครื่องยนต์อย่างไร?? ’

แต่..ทุกวันนี้ ช่างรถยนต์และลูกค้าต่างก็มีความคิดคล้ายๆกันเวลารถเสียว่า ‘น่าจะยกเครื่อง’ หรือ ‘รื้อเครื่องยนต์ออกให้มาก’ การกระทำเช่นนั้น แน่นอน…อาจทำให้เครื่องยนต์กลับมาทำงานได้เช่นเดิม แต่ทำไม?? เราจะต้องลงทุนในลักษณะ ‘ขี่ช้างจับตักแตน’ ด้วย.. ซึ่ง จริงๆแล้ว!!! เราควรจะจ่ายเงินมากๆ ให้กับช่างยนต์ที่ใส่น็อตตัวเดียว แทนที่จะเสียเงินจำนวนมากให้กับช่างยนต์ที่ยกเครื่องรถยนต์ให้กับเรา เพราะผลงานที่ออกมา พอๆกัน หรือ แย่กว่าช่างยนต์คนแรก

คนใกล้ชิดข้าพเจ้าคนหนึ่ง จู่ๆ!!! ก็ปวดศีรษะขึ้นมาจนแทบจะระเบิด ข้าพเจ้าพาเธอไปพบกับศัลยแพทย์ ที่เก่งที่สุดของโรงพยาบาลตำรวจ คุณหมอบอกว่า ให้ทำ MRI (Magnetic resonance imaging) ผลปรากฏว่า มีเนื้องอกบริเวณกระดูก Mastoid process ในกะโหลกศีรษะแถวหลังหูขวา ใกล้กับบริเวณ hypothalamus หรือ ก้านสมองส่วนท้ายทอยที่เป็นศูนย์หายใจและทรงตัว ข้าพเจ้ากลุ้มใจและเศร้าใจอยู่นานหลังจากทราบผลจากคุณหมอเอกซเรย์ นอกจากนั้น ยังมีคุณหมอหลายท่าน ให้ความคิดเห็นว่า ม’การผ่าตัด น่าจะเป็นทางออกเดียวของการรักษา’ แม้ว่า ใจของข้าพเจ้าจะคล้อยตาม และดูว่า จะไม่มีหนทางอื่น แต่ ปาฎหาริย์ ก็มีจริง ศัลยแพทย์ท่านนี้บอกว่า ‘อ๋อ!! คุณหมอเอกซเรย์ วินิจฉัย น่าจะผิด คือ เป็นเนื้องอกจริง แต่ การเรียงตัวของเนื้องอกมในสมองเล็กก้อนนี้ ไม่น่าจะเป็นสามาเหตุของการปวดศีรษะ อาการปวดหัวรุนแรงน่าจะมาจากกระดูกต้นคอ ที่เสื่อม สำหรับเนื้องอกในสมองก้อนนี้ มีชื่อว่า …. มีการเจริญเติบโตที่ช้ามาก กินเวลาจนกว่าจะมีอาการ 10 – 20 ปี ระหว่างนี้ ยังอาจหาวิธีรักษาได้ แต่การผ่าตัดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาจทำให้คนไข้เสียชีวิต หรือ เสียศูนย์ /การทรงตัวได้ สิ่งสำคัญตอนนี้ คือ ดูแลลเรื่องกระดูต้นคอ ที่เสื่อม ด้วยการไม่ก้มเงยบ่อย ๆ ใส่ปลอกคอ (Collar) บ้างเป็นระยะๆเวลาเดนทางไกล’ นี่คือ คำแนะนำก่อนที่จะแยกจากกัน ข้าพเจ้าดีใจอย่างบอกไม่ถูก ทุกวันนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้บอกกับคนใกล้ชิดท่านนี้ และปฏิบัติกับเธอราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากนั้น ก็พยายาม หายาสมุนไพรต่างๆมาทาน แม้จะเป็นหนทางที่ไมม่แน่นอน แต่ก็ยังดีกว่า ไม่ทำอะไรเลย

คนเรานั้น ก็เป็นเช่นนี้เอง เกิดมามีโรค ก็เพราะมีกรรม ชีวิตเราจะยืนยาวแค่ไหน กรรมได้กำหนดไว้แล้ว แต่เราก็ไม่ควรได้รับการดูแลรักษาในสิ่งที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะการผ่าตัด ดังนั้น บางที … บางสิ่ง บางอย่าง อยู่เฉยๆ จะดีกว่า ตัดสินใจทำลงไป อย่างไรก็ตาม การผ่าตัด ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่… น่าจะกระทำตามความจำเป็น และปลอดภัย …..

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

พ.ต.อ. นพ. เสรี ธีรพงษ์ ผู้เขียน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น