มหัศจรรย์การผจญภัยในต่างแดนของคุณเมย์

มหัศจรรย์การผจญภัยในต่างแดนของคุณเมย์

                คนไทย ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ คงรื่นเริงบันเทิงใจมาก หากได้เดินทางท่องเที่ยวไปยังประเทศแถบทวีปยุโรป เพราะยุโรป คือ ดินแดนในฝันของผู้คนที่รักการท่องเที่ยว มันคือ ดินแดนแห่งวัฒนธรรมตะวันตกที่มีอายุกว่าร้อยปี สถานที่อันมีชื่อเสียง ได้แก่ สถาปัตยกรรมในกรุงเวียนนาแห่งประเทศออสเตรีย..สิ่งปลูกสร้างในกรุงปรากของประเทศเชคโกสโลวาเกีย, และในนครบูดาเปส ของประเทศฮังการี่..ชื่อเมืองเหล่านี้ เป็นที่กล่าวขานของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เกี่ยวกับความสวยงามของบ้านเมือง, เสียงดนตรีตามท้องถนน, ภาพวาดอันวิจิตรตระการตาและประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ ..แล้วใครเล่า..จะไม่อยากยลโฉม..นครแห่งมนต์ขลังข้างต้น

                คุณเมย์ สตรีเหล็กในวงการธุรกิจการขนส่ง..เธอเพิ่งเป็นเพื่อนข้าพเจ้าได้ราวๆ 1 ปี แต่ก็สนิทชิดเชื้อกันค่อนข้างมาก ด้วยว่า เธอเป็นผู้มีอุปนิสัยใจบุญ ชอบช่วยเหลือคน ไม่กลัวใคร ต่อสู้ในทุกรูปแบบของธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง.. สรุปว่า เธอมีธุรกิจเกี่ยวกับLogistic ใหญ่โต มูลค่ากว่า 100 ล้าน ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เธอเป็นคนสวย มนุษยสัมพันธ์ดี  รู้จักเอาตัวรอด  ที่สำคัญ คือ ‘ใจเด็ด’ เธอมีสมาชิกครอบครัวที่น่ารักอยู่ 5 คนประกอบด้วย คุณแม่ของเธอ อายุ กว่า 70 ปี สามีและบุตรชายอีก 2 คน อายุ 12 และ 9 ขวบ.. ทุกๆปี ในช่วงปีใหม่…เธอ สามีและลูกๆ จะเดินทางท่องเที่ยวไปยังต่างประเทศ.. ปีนี้ก็เช่นกัน เธอเลือกที่จะเดินทางไปยุโรปกับคณะทัวร์ อีก จำนวน 32 คน

                การเดินทางเริ่มต้นที่ เมืองบูดาเปส ประเทศฮังการี , จากนั้น เธอก็ขับรถเช่ากับสามีและลูก เป็นการส่วนตัว ไปยังกรุงปราก ประเทศเชคโกสโลวาเกีย..หลังจากพักที่นั่น 1 คืน เธอก็ขับรถไปบรรจบกับคณะทัวร์ที่กรุงเวียนนา ณ ประเทศออสเตรีย….ก่อนจะบินกลับประเทศไทย…ในวันสุดท้ายของการเดินทางตามกำหนดนัดหมาย.. ได้เกิดเรื่องราวขึ้นเรื่องหนึ่ง อันนำความทรงจำมาสู่เธอ อย่างไม่มีวันลืม..

                ที่สนามบินกรุงเวียนนา ขณะที่เพื่อนๆทุกคนในคณะทัวร์ กำลังง่วนอยู่กับการเก็บข้าวของสัมภาระ เพื่อจัดส่งเข้าสู่ท้องเครื่องบิน ลูกชายคนเล็กของคุณเมย์ ก็เกิดมีไข้ขึ้นสูงอย่างเฉียบพลัน อุณหภูมิกาย สูงเกินกว่า 39 องศาเซลเซียส ..เป็นเหตุให้..เจ้าหน้าทีสนามบิน..ไม่ยอมให้ลูกคุณเมย์ขึ้นเครื่องบิน..

                โชคดี!!  ที่คุณเมย์เป็นคนพูดภาษาอังกฤษได้ดีพอสมควร.. ‘นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเมย์อย่างหนึ่ง’ คุณเมย์บอกกับข้าพเจ้า..และเล่าต่อว่า ‘ที่สนามบิน เมย์ต้องพูดภาษาอังกฤษตลอดเวลา เพื่อสื่อสารให้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเขาเข้าใจว่า “เราต้องการให้ลูก ขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯทันทีในเที่ยวนี้กับเพื่อนๆกรุ๊ปทัวร์ หากลูกเมย์เป็นอะไรไป เราก็จะไม่โทษใคร.. เราพร้อมจะรับผิดชอบต่อสุขภาพของลูกเราทุกอย่าง แต่…เจ้าหน้าที่สนามบิน เขาก็ไม่ยินยอมให้ลูกเมย์ขึ้นเครื่อง”

                คุณเมย์เล่าต่อไปว่า ‘ลูกชายคนเล็กถูกนำตัวไปเจาะเลือด ณ สถานพยาบาลภายในสนามบิน เพื่อดูว่า ลูกติดเชื้อโรคร้ายอะไรบ้าง.. ในระหว่างรอผลเลือด เจ้าหน้าที่บอกเมย์และครอบครัวว่า ให้ย้ายไปนอนพักที่โรงแรม Airport Hotel ซึ่งอยู่ในสนามบิน.. จากนั้น ก็ให้รถตู้มาส่งพวกเราพ่อแม่ลูกที่โรงแรมดังกล่าว’

                รถตู้สีขาวยี่ฮ่อ โตโยต้า รุ่น Alphad ของสนามบินนำคุณเมย์และครอบครัวมาส่งที่โรงแรม  Airport Hotel เมื่อคนรถขนกระเป๋าสัมภาระต่างๆลงเสร็จ เขาก็ขับรถจากไป..ทิ้งให้คุณเมย์ ครอบครัวต้องผจญภัยกับ โชคร้ายแห่งชีวิต อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน..เริ่มต้นด้วย ..ผู้จัดการโรงแรม Airport Hotel เดินมาบอกกับคุณเมย์ว่า ‘โรงแรมของเราเต็มหมดทุกห้องเลยครับ…ขอให้คุณและครอบครับ ย้ายไปยังโรงแรมใกล้เคียง ซึ่งทางเราได้ติดต่อไว้ให้แล้ว โรงแรมแห่งนั้น อยู่ห่างจากที่นี่ประมาณ 10 นาที ’ คำพูดนี้ เสมือนเป็นสายฟ้าฟาดลงกลางใจคุณเมย์ เพราะตอนนั้น เป็นเวลาค่ำมืด ดึกดื่น ราวๆเที่ยงคืน..ข้าวของที่ครอบครัวเธอเก็บใส่กระเป๋า ก็มากมาย หลายใบ เมื่อกองรวมกัน ก็เหมือนกับกองภูเขาย่อมๆกองหนึ่ง..

                คุณเมย์บอกกับผู้จัดการโรงแรมฯว่า ‘คุณไม่เห็นใจพวกเราเลยหรือ..กระเป๋าเดินทางของเรามีหลายใบมาก แต่ละใบก็บรรจุสิ่งของเต็มไปหมด เพราะเราไม่คิดว่า จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น.. คือ ตกเครื่องบิน ด้วยเรื่องที่คาดไม่ถึง’

                ผู้จัดการโรงแรมพูดว่า ‘ใช่ครับ!!..เราเห็นใจ..แต่ห้องในโรงแรมของเราเต็มหมดเช่นนี้ จะให้เราทำยังไง เราได้ติดต่อโรงแรมใกล้เคียงที่สุดให้คุณแล้ว ขอให้คุณเห็นใจผมด้วยเถอะครับ..ถ้าช่วยได้ เราก็ยินดีช่วย แต่..ขัดด้วย กฎระเบียบของโรงแรมจริงๆ’

                ‘กฎระเบียบของโรงแรม’ แปลว่า อะไร?..คุณเมย์งงกับคำๆนี้มาก.. อึกอัก อึกอัก ก็กฎระเบียบ..นั่นมันเป็นข้ออ้าง เพื่อขับไล่เธอและครอบครัว ..อากาศภายนอกโรงแรม ตอนนั้น มีอุณหภูมิต่ำมาก เพียงแค่ 8 องศาเซลเซียส..ช่างน่ากลัวจริงๆ..ข้างนอกโรงแรม..ก็มีเพียงรถแท๊กซี่..คันเล็กๆ..แต่กระเป๋าของคุณเมย์มีมากถึง 5 ใบ แต่ละใบ มีขนาดใหญ่มหึมา น้ำหนักก็มากทุกใบ..การเดินทางในยามค่ำคืน..ต่างบ้านต่างเมืองเช่นนี้.อันตรายจะขนาดไหน….ไหนจะค่ำมืดดึกดื่น!! ไหนจะค่ารถแท็กซี่! ซึ่งก็ต้องอาศัยรถหลายคัน..ค่าใช้จ่าย คงจะมากมายหลายพันบาท..ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ..รถตู้ของสนามบิน พอมาส่งถึงโรงแรม Airport ก็ขับกลับทันที โดยไม่รอให้คุณเมย์ได้แจรจากับทางโรงแรมเลยว่า มีปัญหาอะไรหรือเปล่า.. นี่มันอะไรกัน!!..สถานที่ประเทศนี้ คือ สถานที่ที่นับว่าสวยงามที่สุดในโลก แต่..มันกลับเลวร้ายยิ่งกว่านรกเสียอีก..ความเห็นใจกันสักนิด ก็ไม่มี..อะไร อะไร ก็อ้างระเบียบกฎเกณฑ์

                ‘ลูกนัท..ตอนนี้ ลูกเดินไปร้องไห้ใกล้ๆผู้จัดการโรงแรมหน่อยสิ..เพื่อให้เขาเห็นใจ เดี๋ยวแม่จะหาวิธีแก้ปัญหาเอง’ คุณเมย์คิด คิด คิด..หาทางออก ว่าจะทำอย่างไรดี..นี่ยังดี..ที่นึกขึ้นมาได้..ว่า ‘เธอไม่ยอมให้สามีและลูกคนโตกลับไปล่วงหน้าก่อน..ตามคำแนะนำของไกด์และเพื่อนๆที่มาเที่ยวด้วยกัน..ผู้หญิงคนเดียว กับลูกเล็กๆ..จะอยู่อย่างไร..ในสังคมตัวใครตัวมันแบบคนยุโรป..หากเธอเป็นคนจนและขาดความรู้เรื่องการพูดภาษาอังกฤษ.. เธอและครอบครัว คงไม่มีโอกาสรอดชีวิตในต่างแดนไปได้..’

                ผู้จัดการโรงแรมเดินกลับไปกลับมา ขอร้องเธอหลายครั้งให้ออกไปจากโรงแรม…แต่…เธอตัดสินใจเด็ดขาดให้ลูกคนเล็กที่มีไข้สูง นอนบนโซฟาของลอบบี้โรงแรม..ไม่ว่า ผู้จัดการคนนั้น จะพูดอย่างไร คุณเมย์ก็ยืนกรานไม่ยอมออกจากลอบบี้ของโรงแรม..เพราะเมื่อนึกถึงตอนเดินทางกลับมาขึ้นเครื่องบิน…สมมติว่า รถแท็กซี่เกิดมีปัญหาเดินทางเพราะมีหิมะตกหนัก..มันก็เป็นความผิดของเธอ..แต่..หากเธอและครอบครัวพักอยู่ที่โรงแรม Airport..เธอและครอบครัว ก็เพียงแค่เดินด้วยเท้า ไม่เกิน 3 นาที ก็ถึงตัวอาคารผู้โดยสาร..สามารถขึ้นเครื่องบินได้เลย..

                เมื่อเห็นว่า..ไล่คุณเมย์ และครอบครัวออกจากล๊อบบี้ โรงแรมฯไม่สำเร็จ..ผู้จัดการโรงแรม ก็หันมาใช้ไม้อ่อน..เดินมาบอกคุณเมย์ว่า ‘ผมจะเอาห้องสำรอง สำหรับแขกผู้ใหญ่ ให้คุณพักก็แล้วกัน ค่าห้อง คืนละ 1 หมื่นบาท ’ เป็นอันว่า ค่ำคืนอันหนาวเหน็บ สำหรับครอบครัวตกยาก ก็ได้ผ่านพ้นไป..

                วันรุ่งขึ้น ปัญหาใหม่ ก็ผุดขึ้นมาอีก กล่าวคือ ‘วีซ่า’ ของคุณเมย์และครอบครัวทุกคนหมดเขตในวันนั้น เธอจึงจำเป็นต้องเดินทางไปต่อวีซ่าที่สถานทูตไทยในกรุงเวียนนา..โดยแจ้งถึงเหตุจำเป็นดังที่กล่าวมาข้างต้น..เจ้าหน้าที่สถานทูตไทย อำนวยความสะดวกให้อย่างรวดเร็ว โดยต่ออายุวีซ่าให้เธอและครอบครัวอีก 4 วัน

                ปัญหาที่ตามมาอีกอย่างหนึ่ง คือ เมื่อเจ้าหน้าที่สนามบินคนหนึ่งบอกว่า ‘ลูกของคุณเมย์ไม่ได้ติดเชื้อไวรัสร้ายแรง..อนุญาตให้บินกลับประเทศไทยได้. เมื่อคุณเมย์ติดต่อกับไกด์ทางไลน์ว่า ‘ตั๋วเครื่องบินจะให้ทำยังไง? ตอนนี้ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว’ ไกด์ตอบมาว่า ‘คงต้องซื้อตั๋วเครื่องบินใหม่ทั้ง 4 ใบ’

                คุณเมย์ได้ลองโทรศัพท์ไปสอบถามค่าตั๋วเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ ปรากฏว่า ตั๋วเครื่องบิน บินตรงถึงกรุงเทพฯเที่ยวเดียว.. ราคาตกใบละ 7 หมื่นบาทต่อคนต่อเที่ยว..เมื่อคำนวณกับ 4 คน ราคารวม จึงมากถึง 3 แสนบาท..คุณเมย์ถึงกับช็อคกับค่าตั๋วเครื่องบินฉุกเฉิน เธอจึงต้องติดต่อกับบริษัททัวร์อีก..ว่า ‘เรื่องการตกเครื่องบินครั้งนี้ ไม่ใช่ความผิดของเธอและครอบครัว ..เธอจำเป็นต้องเขียนคำร้องถึง Boss ใหญ่ของบริษัททัวร์ ขอให้ใช้ตั๋วเครื่องบินใบที่ถืออยู่ สามารถเลื่อนกำหนดการ กลับได้ โดยให้เหตุผลตามจริงทุกประการ เธอยืนยันว่า เธอมีเงินติดตัวเพียงแค่แสนเดียว..นอกจากนั้น เธอยังต้องใช้จ่ายอีกมากมายระหว่างที่อยู่ในกรุงเวียนนา อาทิ ค่าอาหาร ก็แพงมาก ราคาตกมื้อละกว่า 2000 บาท แม้แต่น้ำดื่มขวด ก็ราคากว่าร้อยบาทต่อขวด ซึ่งทั้งหมด..ไม่ใช่ความผิดของเธอ และจะให้มาจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินอีก 3 แสนบาท เธอไม่ยอม..ขอให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจ..เห็นใจและช่วยเหลือในการเลื่อนตั๋วใบนี้ให้ด้วย’ ในที่สุด คุณความดีที่คุณเมย์สั่งสมมา ก็ดลบันดาลให้ตั๋วเครื่องบินทั้งสี่ใบ สามารถเลื่อนเที่ยวบินกลับได้ตามต้องการ

                วันต่อมา ลูกชายคนเล็กของคุณเมย์ อาการไข้ลดลงอย่างมาก ร่างกายฟื้นตัวจนเกือบปกติ เธอและครอบครัว จึงเดินทางออกจากโรงแรม Airport   มุ่งหน้าสู่อาคารสนามบิน เธอสอบถามเจ้าหน้าที่สนามบินสตรีคนหนึ่ง ว่า ‘ค่าใช้จ่ายของโรงแรมที่พัก..จะทำยังไง ถึงจะได้เงินคืนและจะมีโอกาสหรือเปล่า’ เจ้าหน้าที่คนนั้นแนะนำเธอว่า ‘ให้เขียนใบคำร้องถึงสายการบินเที่ยวกลับว่า เธอได้ใช้จ่ายค่าโรงแรมไปเท่าไหร่ ตามใบเสร็จที่โรงแรมออกให้’ คุณเมย์ทำตามคำแนะนำนั้น ถึงจะไม่ได้เงินคืน ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย..เชื่อหรือไม่ว่า..คุณเมย์ได้เงินค่าโรงแรมกลับคืนทั้งหมด ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ เพราะเหตุผลที่ว่า เธอและครอบครัวไม่ได้ก่อขึ้น..ทั้งนี้ เธอยังเน้นว่า ค่าอาหารการกินระหว่างที่ต้องอยู่กรุงเวียนนา เธอต้องรับผิดชอบเอง โดยไม่ได้เรียกร้องขอคืน

                ชัยชนะของผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งในต่างแดน ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่องจริงๆ ข้าพเจ้าถามคุณเมย์ว่า ‘ เธอเอง ก็ร่ำรวย ทำไมถึงไม่ยอมจ่ายเงินแก้ปัญหา ก็สิ้นเรื่อง’ เธอตอบว่า ‘เมย์คิด คิด คิด..หาทางแก้ไขตลอดเวลา ตกใจ ก็ตกใจ กลัว ก็กลัวมากเลย กับสถานการณ์เช่นนั้น..ระหว่างที่อยู่ที่นั่น เมย์ได้โทรศัพท์ให้ลูกน้องโอนเงินเข้าบัตรเครดิตอีก 3 แสนบาท เผื่อเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน..เมื่อเมย์เอาบัตรเครดิตไปแตะกับเครื่องอ่านจำนวนเงินในบัตรเครดิตที่รถไฟฟ้าใต้ดิน ก็รู้ว่า มีเงินจำนวนดังกล่าวเข้ามาในบัตรแล้ว.. รู้สึกอุ่นใจมาก.. แต่..เมย์ก็ต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุด.. มิเช่นนั้น เราก็ต้องถูก ‘ดาวโชคร้าย’ กลั้นแกล้งไม่สิ้นสุด เหมือนถูกมัดมือชก..นี่แหละ!!  เรื่องราวการผจญภัยท่องเที่ยวในต่างแดนของคุณเมย์…

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

พ.ต.อ. นพ. เสรี  ธีรพงษ์  ผู้เขียน

                 

               

                 

               

               

                 

               

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น