เพื่อน2..

น้องสาวคุณกาญจน์ เธอชื่อ โซเฟีย อายุประมาณ 40 ปี มีบุตร 2 คน คนโตเป็นผู้ชาย อายุ 13 ขวบ คนเล็กเป็นผู้หญิง อายุ 10 ขวบ เธอได้หย่าขาดกับสามีเมื่อหลายปีก่อนในขณะที่ลูกสาวอายุเพียง 8 เดือน เรื่องราวของเธอก็น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าพี่สาว เพียงแต่เธอไม่ได้ป่วยเป็นมะเร็ง… ในอดีต เธอเป็นเพียงแม่บ้านที่ไร้เดียงสาและปล่อยเวลาอันมีค่าล่วงไปโดยไม่รู้ว่า จะทำอะไร เนื่องจากมีสามีคอยดูแลค่าใช้จ่าย หลังจากหย่าขาด คุณโซเฟียต้องทำงานด้วยตัวของเธอเอง หนักเอาเบาสู้ เธอเคยเดินทางไปทำงานถึงเมืองจีน ร่วมกับเพื่อนในการขายผลไม้ทุเรียน แต่ก็ถูกเพื่อนทรยศหักหลัง พอกลับมาไต้หวัน ได้พบกับพี่สาวที่ป่วยเป็นมะเร็งและเห็นใบหน้าของลูกๆ ทำให้เธอตัดสินใจหางานทำที่ไต้หวัน เธอทำงานประสบความสำเร็จพอสมควร ปัจจุบัน เธอดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญพิเศษของบริษัทมือถือยี่ฮ้อดังที่สุดของไต้หวัน (hTC) และมีรายได้ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม รายได้ที่หามา ไม่เคยมีเหลือเก็บ เพราะหมดไปกับค่าเช่าบ้าน และค่าเล่าเรียนของลูกๆ
พอไปถึงที่พักอันเป็นคอนโดของเธอ ปรากฏว่า มีเด็กๆและญาติสนิทมิตรสหายมากมายกว่า 10 คนมาชุมนุมกัน ที่แท้ วันนั้นเป็นวันเกิดครบรอบ 13 ขวบของลูกชายคุณโซเฟีย ข้าพเจ้าเดินตรงเข้าไปทักทายคุณกาญจน์ก่อน พลางสังเกตว่า เธอลุกเดินไปไหน มาไหนได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องใช้รถเข็น คุณกาญจน์และคุณโซเฟียได้แนะนำให้ข้าพเจ้ารู้จักกับเพื่อนๆและลูกหลาน ยกเว้นสามีเก่าของคุณโซเฟียที่มาร่วมในงานด้วย
เมื่อเสร็จสิ้นงานวันเกิดของลูกชายคุณโซเฟีย คุณกาญจน์และคุณโซเฟียก็พาข้าพเจ้าไปเที่ยวที่สะพานแห่งความรักช่วงเวลาประมาณ 1 ทุ่ม สะพานนี้เป็นสะพานแขวน อายุเก่าแก่กว่า 50 ปี มีชื่อว่า ‘ปี้ถาน’ หรือ ‘สายธารแห่งภูผา’ หนุ่มสาวจำนวนมากพากันมาพรอดรักที่นี่ และส่วนหนึ่งได้จบชีวิตลง ณ สถานที่แห่งนี้ เพื่อบูชารัก ข้าพเจ้าเดินขึ้นไปบนสะพานแขวน พยายามทอดอารมณ์ไปตามสายลมที่พัดมาเอื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเป็นพิเศษ นี่คงเป็นเพราะชีวิตได้เลยช่วงเวลาดังกล่าวมาแล้ว คุณกาญจน์พาร่างกายที่ทรุดโทรมมาเป็นเพื่อนข้าพเจ้า เธอเดินไกลมากไม่ได้ จึงนั่งรออยู่ที่ร้านค้าแห่งหนึ่งบริเวณลานเรียบริมแม่น้ำ เมื่อเดินกลับมาร่วมโต๊ะกับคุณกาญจน์ ข้าพเจ้าได้ลงนั่งจิบน้ำชา พลันรู้สึกซาบซึ้งถึงคุณค่าของคำว่า “เพื่อน” ณ สถานที่แห่งนี้
คุณกาญจน์เล่าให้ฟังว่า ‘หลังจากถูกตัดเอากระเพาะอาหารทิ้งทั้งหมด ก็กินอาหารไม่ได้มากในแต่ละมื้อ บ่อยครั้งที่มีอาการเรอและผายลม บางทีรู้สึกอายอย่างมากหากนั่งรถร่วมกับคนอื่น
มะเร็งของเต้านมตอนนี้ได้ลุกลามไปยังที่ต่างๆหลายแห่ง อาทิ กระดูก ตับ คุณหมอบอกว่า เธอเป็นมะเร็งระยะที่ 3’ แต่ข้าพเจ้าคิดว่า เธอเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย……
“ทำไมคุณกาญจน์ ยังมีสุขภาพที่ดีเช่นนี้” ข้าพเจ้าถาม เธอเล่าว่า ‘จริงๆแล้ว เธอเคยไปหาหมอคนหนึ่ง เพื่อรักษาเคมีบำบัด พอหมอทราบเรื่องราวทั้งหมด ก็บอกให้เธอทำใจและไปเข้าร่วมในโครงการวาระสุดท้ายของชีวิต ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ’ เธอฟังแล้ว หมดเรี่ยวแรง เดินไม่ไหวในทันที อย่างไรก็ดี มีคนแนะนำเธอให้ไปพบคุณหมอคนหนึ่งที่โรงพยาบาลไถต้า คุณหมอผู้นี้เชี่ยวชาญเรื่องการผ่าตัดเปลี่ยนตับ เมื่อได้พบคุณหมอ เธอก็มีกำลังใจขึ้นมา เพราะคุณหมอบอกว่า “ไม่ต้องไปเข้าร่วมโครงการดังกล่าวหรอก ยังพอมีทางรักษา โดยจะลองให้ยาเคมีบำบัดไปก่อน พอก้อนเนื้องอกยุบ ก็จะผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออก ” ทุกวันนี้ เธอได้รับยาเคมีบำบัดไปแล้วจำนวน 3 รอบห่างกันทุกๆ 3 สัปดาห์ อาการของเธอดีขึ้นอย่างน่าประหลาด เธอกลับมากินอาหารได้อีก น้ำหนักเพิ่มขึ้นเกือบ 10 กิโลกรัม ที่สำคัญ คือ มีความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีคุณภาพ
วันอาทิตย์ เวลาประมาณ 7:00 น. สองสาวพี่น้องได้พาข้าพเจ้าพร้อมกับเด็กๆ ไปรับประทานอาหารเช้า ข้าพเจ้าเลือกเอาแฮมเบอร์เกอร์แบบจีนและกาแฟเป็นอาหารเช้า ส่วนคนอื่นๆล้วนรับประทานอาหารไต้หวันแบบแปลกๆ เช่น โรตีทอดไข่ จากนั้น ทุกคน รวมทั้งข้าพเจ้าได้ไปโบสถ์เข้าร่วมในพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ ข้าพเจ้าพยายามไม่แสดงกิริยาอะไรที่ไม่เหมาะสม นั่งสงบเสงี่ยมเจียมตัวจนจบพิธี และแล้ว สองพี่น้องก็ได้พาข้าพเจ้าไปเดินเล่นที่ตึกระฟ้าสูงที่สุดของไต้หวัน ชื่อว่า ‘ไทเป 101’ ข้าพเจ้าไม่รู้สึกอะไรเลยเกี่ยวกับนวตกรรมนี้ ที่ผู้คนพยายามแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อความเป็นหนึ่ง ซึ่ง..ข้าวของภายในตึก‘ไทเป 101’ ล้วนแพงหูฉี่แบบสุดๆ ที่นี่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม แต่ก็คงต้องแลกมาด้วยเงินตรามิใช่น้อย หลังจากนั้น พี่น้องสองสาวยังได้พาข้าพเจ้าไปชม ‘หอที่ระลึก พณฯ เจียง’ (ประธานาธิบดีเจียงไคเชค) และอยู่ที่นั่นจนถึงเวลา 5 โมงเย็น ซึ่งมีพิธีสวนสนามของบรรดาทหารผู้ยืนยามจำนวน 8 นาย ผู้ชมทุกคนต่างรู้สึกสนุก เพราะทหารพวกนั้นแสดงการเดินมาร์ช การโยนและควงอาวุธปืน ได้สวยงามมาก พอจบจากการแสดงดังกล่าว สองสาวพี่น้องได้มาส่งข้าพเจาที่โรงพยาบาลฉางเกินไทเป ข้าพเจ้านั่งรถเมล์จากที่นั่นกลับถึงหอพักเมื่อเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ขากลับนี่เอง ที่ข้าพเจ้ายื่นแสดงบัตรประจำตัวแพทย์อีกครั้ง แต่คนขับรถคันนั้นส่ายหน้า บอกว่า ‘ไม่รู้ว่ามันคืออะไร’ ข้าพเจ้าจึงได้ทราบทันทีว่า บัตรนั้นไม่ได้มีค่าอะไรในการขึ้นรถเมล์
ถัดมาอีก 1 สัปดาห์ วันนั้นเป็นวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 52 ข้าพเจากลับจากการดูงานในห้องผ่าตัดตอนเวลาประมาณ 1 ทุ่ม พอกลับมาถึงห้องพัก ก็ต้องตกใจ เพราะสภาพห้องถูกจัดแจงใหม่ คุณหมอคนใหม่จากที่ไหนไม่รู้ ได้เข้ามาอยู่ร่วมห้องกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารีบเก็บข้าวของใส่กระเป๋าเดินทางและกระเป๋าคอมพิวเตอร์ จากนั้น ก็รีบโทรศัพท์หาเพื่อนของภรรยาเพื่อเปลี่ยนตั๋วเครื่องบินเป็นวันเสาร์รุ่งขึ้น เพื่อนภรรยาข้าพเจ้าไม่ได้รับปาก เพราะเลยช่วงเวลาทำการของบริษัทการบินไทยแล้ว นอกจากนั้น ข้าพเจ้ายังได้โทรศัพท์หาคุณกาญจน์และคุณโซเฟียด้วย คุณกาญจน์ไม่ได้รับสาย เพราะกำลังฟอกไต ส่วนคุณโซเฟียได้บอกให้ข้าพเจ้าไปที่บ้านของเธอ ข้าพเจ้ารู้สึกเกรงใจมาก แต่ก็ต้องไป เพราะคุณกาญจน์ได้ซื้อของฝากประเภทของกินให้กับภรรยาข้าพเจ้ามากมาย โดยแช่ตู้เย็นไว้ หากข้าพเจ้าไม่ไปในตอนนั้น ก็อาจไม่สามารถไปรับของฝากได้
ข้าพเจ้าตัดสินใจหอบหิ้วเอากระเป๋าคอมพิวเตอร์ขึ้นรถเมล์สาย 2 ไปที่โรงพยบาลฉางเกินไทเป และขึ้นรถเมล์ประจำทางสาย 909 ไปที่บ้านของคุณโซเฟีย ข้าพเจ้าไปถึงที่นั่นเกือบ 4 ทุ่ม เหตุอีกประการหนึ่งที่ต้องย้ายสถานที่นอน ก็เพราะข้าพเจ้ากรนเสียงดังราวกับฟ้าผ่า ข้าพเจ้ากลัวว่า จะเป็นการรบกวนคุณหมอที่ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่คนนั้น จนเกิดมีการทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี อย่างไรก็ตาม คุณโซเฟียได้ชักชวนให้พักอาศัยอยู่ที่บ้านเธอ เพราะพี่สาวได้ไปโรงพยาบาลไถต้า เพื่อเข้ารับยาเคมีบำบัด ข้าพเจ้าเองก็เกรงใจ แต่ที่บ้านคุณโซเฟียยังมีห้องเล็กๆขนาด 2×2 เมตร เป็นสัดส่วน ป้องกันไม่ให้เสียงกรนข้าพเจ้าเล็ดลอดออกไป อีกประการหนึ่ง ลูกๆของเธอและเพื่อนๆลูกก็อยู่ที่นั่น ข้าพเจ้าจึงพอรับคำเชิญได้..
ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น คุณโซเฟียมีกำหนดการจะไปเยี่ยมพี่สาวตอนประมาณเที่ยง ข้าพเจ้าจึงขออนุญาติออกไปข้างนอกในตอนเช้า โดยอ้างว่า ‘อาจจะไปหอพักที่โรงพยาบาลฉางเกินหูโข่ว’ คุณโซเฟียได้พาข้าพเจ้าขึ้นรถเมล์ไปส่งที่ชุมทางรถไฟไต้ดินซิงเตี่ยน จากนั้น ข้าพเจ้า ก็โดยสารรถไฟไปยังสถานตากอากาศตานสุย เพียงคนเดียว โดยแวะที่ชุมทางรถไฟไทเปก่อน
ข้าพเจ้าเดินทางไปถึงสถานตากอากาศตานสุยเมื่อเวลา 9:30 น. สังเกตว่า ‘ช่วงเวลาเช้า สถานที่ตากอากาศแห่งนี้ มีสภาพที่เรียบง่ายเงียบเหงา เพราะไม่ค่อยมีผู้คน ร้านค้าส่วนใหญ่ปิดทำการ’ ข้าพเจ้าเยี่ยมชมสถานที่และเมฆหมอกยามเช้าประมาณ 1 ชั่วโมง ก็รับทราบข่าวจากเพื่อนภรรยาว่า ‘สามารถเปลี่ยนเที่ยวบินได้สำเร็จ’ ข้าพเจ้าเดินทางกลับมาที่ชุมทางรถไฟไทเปอีกครั้ง เพื่อหาซื้อของขวัญแถวนั้นไปฝากคุณกาญจน์และคุณโซเฟีย จากนั้น ก็รีบเดินทางโดยรถไฟไต้ดินไปที่โรงพยาบาลไถต้า เพื่อเยี่ยมคุณกาญจน์ ในตอนเที่ยงเพื่อร่วมรับประทานอาหารกับสองสาวพี่น้อง ข้าพเจ้าไม่ได้ย้อนกลับไปที่บ้านคุณโซเฟีย แต่ขอให้เธอช่วยหอบหิ้วกระเป๋าคอมพิวเตอร์และของฝากของคุณกาญจน์มาพบกันที่โรงพยาบาลไถต้า อาหารกลางวันมือนี้อาจเป็นมื้อสุดท้ายที่ข้าพเจ้าจะได้เห็นคุณกาญจน์ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าอยากให้เธอมีชีวิตที่ยืนยาวต่อไปอีกนานๆ
คุณกาญจน์อยากจะมาเที่ยวเมืองไทย ในอีก 3 – 4 เดือนข้างหน้า โดยจะมาพักอยู่ที่บ้านข้าพเจ้าประมาณ 2 เดือน นั่นคือ ความหวังอย่างหนึ่งของเธอก่อนที่จะจากโลกนี้ไป ข้าพเจ้าอวยพรขอให้เธอโชคดี และอยากให้เธอมีชีวิตอยู่ถึงวันนั้น….. จนกว่าเราจะพบกัน…….ขอให้คุณกาญจน์และคุณโซเฟีย พร้อมกับครอบครัว บุคคลใกล้ชิด จงมีความสุขและสุขภาพดี ……
&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&
พ.ต.อ.นพ.เสรี ธีรพงษ์ ผู้เขียน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น