เพื่อน 2

วันคืนล่วงเลยลับอย่างรวดเร็ว ราวกับสายลมที่พัดผ่าน เมื่อวันวานกลายเป็นอดีตที่นานแสนนาน และไกลแสนไกล ไม่อยากเชื่อเลยว่า เพื่อนภรรยาที่ชื่อว่า คุณกาญจน์ จะมีชีวิตอยู่ต่อมาหลังจากผ่าตัดเปลี่ยนไตได้อีกนานมากกว่า 15 ปี ข้าพเจ้าเพิ่งกลับจากประเทศไต้หวันไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ในใจกลับหวนคิดถึง สิ่งที่ได้พบประสบมา ณ ที่นั่น โดยเฉพาะการได้พบเห็นวิถีชีวิตของคุณกาญจน์ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมากอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่พยายามดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
วันที่ 8 – 21 มีนาคม 52 เป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าได้ไปดูงานเกี่ยวกับการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช (laparoscopic surgery) ที่โรงพยาบาลฉางเกิน ประเทศไต้หวัน ระหว่างนั้น ข้าพเจ้ามีโอกาสได้พบกับเพื่อนสนิทภรรยาคนหนึ่ง ที่มีชื่อว่า คุณกาญจน์
ยังจำได้ว่า วันหนึ่ง หลังจากอยู่ประเทศไตหวันมาได้ 4 วัน จู่ๆ ในตอนเย็น ข้าพเจ้าพลันนึกถึงคำของภรรยาที่ว่า ‘ต้องไปเยี่ยมคุณกาญจน์ให้ได้นะ ไม่รู้ว่า เธอยังมีชีวิตอยู่หรือปล่า?’ แว่วเข้ามาในโสตประสาท ข้าพเจ้ารีบโทรศัพท์กลับมาหาภรรยาที่เมืองไทย บอกเธอให้ช่วยหาเบอร์โทรศัพท์ของคุณกาญจน์ หลังจากได้รับเบอร์โทรศัพท์นั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็รีบโทรหาคุณกาญจน์ทันที เพื่อให้ทราบว่า ‘เธอมีสุขภาพเป็นอย่างไร?’ เนื่องจากว่า คุณกาญจน์และภรรยาข้าพเจ้าไม่ได้ติดต่อกันมานานมากว่า 1 ปี
เมื่อราว 1 ปีก่อน ขณะที่ภรรยาข้าพเจ้ากำลังทำธุระบางอย่างอยู่ที่ประเทศไต้หวัน ก็ได้โทรศัพท์ติดต่อกับคุณกาญจน์ เพื่อขอพบเจอหน้ากันสักครั้งในฐานะเพื่อนเก่า แต่คุณกาญจน์กลับปฏิเสธ เธอบอกว่า “กำลังจะเข้ารับการผ่าตัดเพื่อตัดเอากระเพาะอาหารทิ้งทั้งหมด เนื่องจากมะเร็งได้ลุกลามเข้าสู่กระเพาะอาหาร” จากนั้น ก็ขาดการติดต่อ และไม่มีข่าวคราวของคุณกาญจน์อีกเลย ข้าพเจ้าและภรรยา ต่างคิดว่า ‘เธอคงเสียชีวิตไปแล้ว หลังจากผ่าตัดครั้งนั้นไม่นานนัก’
คุณกาญจน์กับภรรยาข้าพเจ้าเป็นเพื่อนสนิทกันมากว่า 20 ปี..เมื่อราว 15 – 16 ปีก่อน ตอนที่ข้าพเจ้าแต่งงานใหม่ๆ ยังจำได้ว่า ‘คุณกาญจน์มีรูปร่างที่ผอมบาง ท่าทางคล่องแคล่ว หลังจากรู้จักกันไม่นาน เธอก็ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง อันเนื่องมาจากโรคไต ต่อมา เธอจำเป็นต้องออกจากงานเพราะไตเสื่อมลงเรื่อยๆ ในที่สุด ก็เข้าสู่ภาวะไตวาย ข้าพเจ้าคิดว่า วาระสุดท้ายของเธอคงมาถึงแล้วในตอนนั้น เพราะสภาพร่างกายของเธอเลวลงอย่างรวดเร็ว แต่..ก็เหมือนกับพระเจ้ามีจริง เธอได้รับบริจาคไตจากพี่สาว โดยมีเพื่อนคนหนึ่งช่วยเหลือในด้านค่าใช้จ่ายผ่าตัดเปลี่ยนไต
เมื่อได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไตเรียบร้อยแล้ว คุณกาญจน์ได้ย้ายนิวาสถานจากประเทศไทยไปอยู่ที่ประเทศไต้หวันเป็นการถาวร เธอมีชีวิตอยู่อย่างปกติสุขในราว 4 – 5 ปี ก็ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม (Breast cancer) ตอนนั้น เธอยังติดต่อกับภรรยาข้าพเจ้าอยู่ เธอบอกว่า ‘การเดินทางครั้งนี้ จะเป็นครั้งสุดท้ายของการเดินทางไกล และคงไม่ได้กลับมาเมืองไทยอีก เพราะมัจจุราชกำลังจะฉุดคร่าชีวิตของเธอไป’ เธอได้รับการผ่าตัดเอาเต้านมออกทั้งหมด พร้อมกับต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ทั้งสองข้าง ไม่น่าเชื่อเลยว่า หลังจากนั้น เธอกลับมามีชีวิตที่ดีขึ้น
การที่คุณกาญจน์ไม่ต้องลำบากใจในเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่มากมายนี้ ก็เนื่องจากว่า ระบบประกันสังคมของประเทศไต้หวันนั้นดีที่สุดในโลก โดยมีหลักการ คือ รัฐจะจัดเก็บเงินจำนวนหนึ่งทุกเดือนจากประชาชนทุกคน ตามสัดส่วนของระดับเงินเดือน ด้วยอัตราเพียงเล็กน้อยไม่ถึง 1%
ช่วงนั้น ไตของคุณกาญจน์ทำงานแย่ลงตามลำดับ จนต้องเข้ารับการฟอกไตผ่านทางเส้นเลือดสัปดาห์ละ 3 ครั้ง คุณกาญจน์มีการติดต่อกับภรรยาข้าพเจ้าน้อยลงทุกที เธอใช้เวลาส่วนใหญ่กับบุคคลรอบข้าง ตอนนั้น เธอเปลี่ยนสถานะจากคนทำงานมาเป็นคนป่วยอย่างถาวร โดยไม่มีวันย้อนกลับไปเหมือนเดิมได้อีก โชคดี!! ที่พี่น้องของเธอที่ประเทศไต้หวันมีจำนวนมาก และแต่ละทุกคนล้วนมีความรักต่อเธอ ไม่มีใครเกี่ยงที่จะดูแลเธอ ทำให้เธอมีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป….
ข้าพเจ้าโทรศัพท์ไปตามเบอร์ที่ได้รับ พร้อมกับความหวังที่จะได้ยินเสียงคุณกาญจน์สักครั้งหนึ่ง พอมีเสียงคนรับสายอีกด้านหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ต้องตกใจ เพราะเป็นเสียงของคุณกาญจน์ที่ดังกังวาลสดใส ไร้ซึ่งการหยุด สะดุดใดๆทั้งสิ้น เธอพูดว่า “จื่อฉีเหรอ! คุณมาไต้หวันใช่ไหม? มาเมื่อไหร่? ” เธอเรียกชื่อจีนของข้าพเจ้าอย่างชัดเจน โอ้!!! เธอยังมีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจมากอย่างบอกไม่ถูก ข้าพเจ้าได้เล่าเรื่องการมาดูงานที่โรงพยาบาลฉางเกินให้เธอฟัง เธอรู้สึกตื่นเต้นมากกับการปรากฏตัวของข้าพเจ้าที่ประเทศไต้หวันอย่างไม่คาดฝัน เพราะ..นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะมีโอกาสได้พบกัน เสียดาย ก็เพียง ภรรยาข้าพเจ้าไม่ได้มาด้วย
“มาเจอหน้ากันหน่อยสิ” คุณกาญจน์พูด.. แน่นอน! ยังไง ยังไง ข้าพเจ้าต้องไปพบเธอแน่ แต่จะพบกันยังไงดีละ??? ในเมื่อข้าพเจ้ายังไม่รู้จักถนนหนทางในกรุงไทเปดี อีกประการหนึ่ง โรงพยาบาลฉางเกินที่ข้าพเจ้าอยู่นั้น ก็ตั้งอยู่ที่เขตหูโข่ว ไม่ใช่กรุงไทเป จากนั้น เธอก็บอกถึงวิธีการเดินทางว่า ‘ตอนบ่ายสองโมง ให้นั่งรถบัสจากโรงพยาบาลฉางเกินหูโข่วไปลงที่โรงพยาบาลฉางเกินไทเปและรออยู่ที่นั่น จนกว่าน้องสาวของเธอจะไปรับ ’
ตอนนั้น ข้าพเจ้าพอทราบคร่าวๆว่า ‘มีรถเมล์รับส่งระหว่างโรงพยาบาลฉางเกินหูโขว่กับไทเป’ แต่ไม่เคยขึ้นรถเมล์ที่ว่านี้ ดังนั้น ตอนบ่ายวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม ข้าพเจ้าจึงลองไปนั่งรถเมล์ดังกล่าว นึกไม่ถึงว่า ‘ณ สถานที่รอรถ มีช่องเก้าอี้นั่งรอรถถึง 4 แถว’ ข้าพเจ้าได้สอบถามเจ้าหน้าที่ที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ว่า “จะไปโรงพยาบาลฉางกินไทเป จะต้องนั่งรถมล์คันไหน?” เจ้าหน้าที่บอกว่า ‘ให้ไปต่อคิวช่องเก้าอี้แถวที่ 1’ ข้าพเจ้าจึงเดินไปต่อคิว พลันรู้สึกว่า ‘ช่องก้าอี้แถวนี้ ทำไมมีคนน้อยจัง’ แต่ก็ปล่อยเลยตามเลย ตอนขึ้นรถ ข้าพเจ้าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ยกมือชูบัตรประจำตัวแพทย์ให้กับคนขับรถ แล้วก็เดินผ่านเข้าไปนั่งอย่างสบายใจ โดยไม่ได้จ่ายค่าโดยสาร
รถเมล์ที่นั่ง แล่นไปอย่างช้าๆ รถจอดเพียง 3 ป้ายเท่านั้น ข้าพเจ้าพยายามมองออกไปทางช่องหน้าต่างรถ เพื่อจดจำบางสิ่งบางอย่าง โดยเฉพาะตำแหน่งต่างๆที่รถจอด เผื่อว่า จะเป็นแผนที่ในใจเวลาเดินทางกลับ ในที่สุด รถเมล์คันนั้นก็จอดที่ป้ายสุดท้าย ริมถนนบริเวณสี่แยกไฟแดงแห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าสังเกตว่า ‘ที่นี่ไม่เห็นมีโรงพยาบาลใดตั้งอยู่เลย มีแต่ธนาคารเฟิร์ส แบงค์ ตรงข้างถนนบริเวณที่รถจอด และมีร้านแมคดอแนลกับร้านเค. เอฟ. ซี. อยู่ตรงหัวมุมถนนด้านตรงข้าม’ ข้าพเจ้าพยายามสอบถามคนไต้หวันแถวนั้นถึง ‘โรงพยาบาลฉางเกินไทเป’ ทุกคนพากันส่ายหัว พร้อมกับบอกว่า “โรงพยาบาลฉางเกินไทเปไม่ได้อยู่แถวนี้” ข้าพเจ้าจึงโทรศัพท์ติดต่อน้องสาวคุณกาญจน์ เธอบอกให้ข้าพเจ้า ‘อย่าเดินไปที่แห่งอื่น’ และให้ส่งมือถือกับคนไต้หวันแถวนั้น เพื่อที่เธอจะสอบถามว่า เป็นถนนสายอะไร และอยู่ตรงไหน.. อย่างไรก็ตาม เธอสามารถแวะมารับข้าพเจ้าได้และพาไปยังงบ้านของเธออย่างปลอดภัย

อ่านต่อ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น