“ที่สุดของที่สุด”

จะเป็นด้วยนิสัยคนไทยขี้เกียจหรือไม่กล้าก็ไม่รู้ ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างถูกละเลย
ไม่ได้รายงานสู่สาธารณชนทราบ การที่เราไม่กล้าประกาศสิ่งที่น่าสนใจหรือประหลาดหรือใหญ่ที่สุด
ทำให้พลาดโอกาสสำคัญ ๆ ไปด้วย
* โอกาสที่จะมีชื่อเสียงว่า เป็นคนแรกที่ค้นพบ
* โอกาสที่เรื่องราวหรือสิ่งของนั้น จะได้รับการศึกษาค้นคว้าวิจัย เพื่อจะได้เป็น
ประโยชน์ในวันข้างหน้า
* โอกาสที่สิ่งของนั้น จะเป็น \”สิ่งเลอค่า\” แทนที่จะถูกทอดทิ้งไปโดยไร้ประโยชน์
ข้าพเจ้ามีโอกาสพบสิ่งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาในชีวิต 2 สิ่ง ซึ่งบางทีอาจจะเป็น
สิ่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้รายงานแก่สาธารณชน ในช่วงนั้น พวกเรา
หลายคนที่ได้เห็นพากันตื่นเต้นอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ลืมเลือนราวกับว่า เป็นสิ่งธรรมดาอย่างหนึ่ง ซึ่ง
พบเห็นกันโดยทั่วไป
โชคดี ที่โรงพยาบาลตำรวจมีแผนกสถิติ ถึงแม้จะมีข้อมูลละเอียดไม่มากเท่าคุยกับ
คนไข้โดยตรง แต่ถือว่า เป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ สามารถนำมาอ้างอิงได้
สิ่งแรกที่ข้าพเจ้าได้พบและคิดว่า ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ \”เด็กยักษ์\”
กว่าจะหาแฟ้มประวัติคนไข้ \”เด็กยักษ์\” มาได้ ต้องเสียเวลาและยุ่งยากพอสมควร
เพราะไม่รู้ว่า เด็กชื่อ-นามสกุลอะไร พ่อแม่เป็นใครมาจากไหน วันเดือนปีเกิดเมื่อไหร่ จำได้แต่
เพียงว่า น้ำหนักแรกเกิด 6380 กรัม คลอดเมื่อประมาณ 2-3 ปีก่อนแค่นั้น
ข้าพเจ้าเริ่มต้นค้นหาที่มาของคนไข้ \”เด็กยักษ์\” คนนี้ ที่ห้อง ไอ.ซี.ยู. ทารกแรก
เกิด เพราะ ทารกตัวใหญ่อย่างนี้ ต้องมาผ่านสถานที่นี้แน่นอน และคนไข้เด็กใน ไอ.ซี.ยู. แต่ละ
ปีมีไม่มากนัก
ข้าพเจ้าค้นหาจากในสมุดบันทึกรับผู้ป่วย ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน ตั้งแต่ปี
พ.ศ.2536 เป็นต้นมา โดยดูแต่ในช่อง น้ำหนักแรกเกิด เสียเวลาอยู่นานทีเดียว ในที่สุดก็พบจนได้
และมีเครื่องหมายดอกจันให้สังเกตง่ายอีกด้วย
ทารกคนนี้ มีเลขประจำตัวโรงพยาบาล 72629-37 และเลขผู้ป่วยใน 23464-37
เกิดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2537 เวลา 10.31 น. เป็นทารกเพศหญิง หนัก 6380 กรัม
ลำตัวยาว 63 เซนติเมตร เส้นรอบวงของศีรษะ 39 เซนติเมตร เส้นรอบวงของทรวงอก 41
เซนติเมตร ส่วนรกหนัก 1300 กรัม สำหรับคะแนนคุณสมบัติตอนแรกเกิด (APGAR) ของเธอ
เท่ากับ 5 และ 9 (คะแนนเต็ม 10) ณ เวลา 1 และ 5 นาทีภายหลังคลอดออกมา ซึ่งนับว่า
พอใช้ได้
เจาะเลือดเพื่อดูความเข้มข้นได้เท่ากับ 62% ซึ่งไม่ถือว่าผิดปกติ แต่วัดปริมาณ
น้ำตาลในกระแสเลือด ปรากฏว่า ต่ำมาก (HYPOGLYCEMIA) เพียงแค่ 24 มิลลิกรัม % เท่านั้น
หมอเด็กจึงพิจารณาให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด (10% D/W) และเจาะตรวจหาระดับน้ำตาลเป็น
ระยะ ๆ
ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้นตามลำดับ จนอยู่ในระดับที่ปลอดภัย ภายหลังจาก
นอนพักได้ 3 วัน \”เด็กยักษ์\” นอนรักษาตัวอยู่ใน ไอ.ซี.ยู. 5 วัน จึงได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน
พร้อมมารดา
น่าเสียดาย…ที่ประวัติมารดาของ \”เด็กยักษ์\” แทบไม่มีข้อมูลอะไรบันทึกไว้เลย
เพราะไม่เคยฝากครรภ์ นอกจากนั้น ระหว่างที่นอนพักรักษาตัว ยังไม่มีใครให้ความสนใจใน
การซักประวัติเพิ่มเติมอีกด้วย ตามที่บันทึกไว้ รู้แต่เพียงว่า อายุ 33 ปี ตั้งครรภ์เป็นครั้งที่ 4
มาโรงพยาบาลตำรวจอย่างฉุกเฉิน เนื่องจากน้ำเดินและเจ็บครรภ์
เมื่อมาถึงห้องคลอดไม่นาน ปากมดลูกก็เปิดหมด แต่มารดา \”เด็กยักษ์\” ไม่สามารถ
เบ่งคลอดออกมาได้เหมือนท้องก่อน ๆ ข้าพเจ้าได้รับรายงาน เมื่อมาตรวจดูต้องตกใจ เพราะ
หน้าท้องสูงใหญ่กว่าของสตรีตั้งครรภ์แฝดสามใกล้คลอดเสียอีก ตรวจภายในก็รู้ว่า คลอดไม่ได้แน่
จึงตัดสินใจผ่าตัดให้คลอดทางหน้าท้อง
ในขณะที่ดึง \”เด็ก\” ออกจากมดลูก ข้าพเจ้าต้องตกใจถึงความใหญ่โตมโหฬารของ
เจ้า \”เด็กยักษ์\” คนนี้ ยังเผลอเรียกว่า \”ผีเสื้อสมุทรมาเกิด\” เลย ทำให้ทุกคนในห้องผ่าตัด
หัวเราะขึ้นพร้อมกัน
หลังคลอด ความดันโลหิตของมารดา \”ทารกยักษ์\” พุ่งพรวดขึ้นมาเป็น 190/130
มิลลิเมตรปรอท ซึ่งถือว่า อันตราย อาจเกิดการชักและตายเนื่องจากเส้นโลหิตในสมองแตกได้
ข้าพเจ้าจึงสั่งให้ฉีดยาระงับชักและลดความดันโลหิตทุก 4 ชั่วโมง จนครบ 24 ชั่วโมง หลังจาก
พักรักษาตัวในโรงพยาบาลอยู่นาน 5 วัน จึงได้รับอนุญาตให้กลับบ้านพร้อมลูก
จริง ๆ แล้ว โรคที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวข้างต้นนี้ คือ โรคเบาหวาน
ซึ่งมารดากำลังเป็นอยู่และไม่ได้รับการรักษาควบคุมในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้น ภายหลังจากนี้ไป
จะต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์อายุรกรรมผู้มีความชำนาญเรื่อง \”เบาหวาน\”
นี่คือ เรื่องราวของ \”เด็กยักษ์\” ที่ข้าพเจ้าคิดว่า ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่ไม่ได้
มีข้อมูลอะไรพิเศษมากนัก เพราะไม่มีใครให้ความสนใจ แม้แต่ตัวข้าพเจ้าเอง เนื่องจากคิดว่า
\”จะรายงานไปทำไม ประชาชนคนทั่วไปจะสนใจหรือ\” นั่นเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง
จวบจนเวลาผ่านไปกว่า 2 ปีแล้ว ข้าพเจ้ายังจำภาพ \”เด็กยักษ์\” ผู้นี้ในอุ้งมือได้เลย
แต่จะมีประโยชน์อะไร นอกจากเขียนเล่าสู่กันฟังเล่น ๆ เท่านั้นเอง
ถัดจากนั้นมาประมาณ 1 ปี ข้าพเจ้าได้พบ \”ไข่ยักษ์\” ด้วย ซึ่งแน่นอน ใหญ่ที่สุดเท่าที่
เคยเห็นมาในชีวิต ยังจำได้ สตรีผู้นั้นใคร ๆ คิดว่า ตั้งครรภ์ 9 เดือน มาโรงพยาบาล เพื่อ
คลอด แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ พอตรวจอัลตราซาวนด์ ก็ต้องตกใจที่ภายในท้องเป็น \”ถุงน้ำเนื้อ
งอกรังไข่\” ขนาดใหญ่ ขอบเขตตั้งแต่หัวเหน่าไปจนถึงยอดอกเลยทีเดียว
ข้าพเจ้าตัดสินใจผ่าตัดให้คนไข้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำให้ เพราะสงสัยว่า จะเป็น มะเร็ง
รังไข่ วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2538 ทุกสิ่งทุกอย่างที่สงสัยอยากรู้ ก็กระจ่างขึ้น การผ่าตัด
ทำด้วยความระมัดระวังอย่างเต็มที่ เพราะกลัว \”ถุงน้ำรังไข่\” จะแตกและ \”มะเร็ง\” กระจาย
ไปในช่องท้องส่วนอื่น ๆ แน่นอน แผลผ่าตัดที่หน้าท้องต้องใหญ่เป็นพิเศษ ยาวจากยอดอกถึง
หัวหน่าว ข้าพเจ้าค่อย ๆ ใช้สันมือปาดไปรอบ ๆ \”ไข่ยักษ์\” นั้น เพื่อให้ร่อน เสร็จแล้วปลิ้นให้
ผ่านขอบแผลหน้าท้องออกมา ผูกและตัด \”ขั้ว\” ที่ยึด \”ไข่ยักษ์\” พร้อมกับ \”ยกเครื่อง\” มดลูกและ
รังไข่ที่เหลือทั้งหมด รวมทั้งเยื่อไขมันในช่องท้องออก
\”ไข่ยักษ์\” และชิ้นเนื้อส่วนอื่น ๆ ได้ส่งไปตรวจยังแผนกพยาธิวิทยา ผลการตรวจตาม
หลักฐาน เลขประจำตัวผู้ป่วย 57310/2538 เลขที่ภายใน 21915/2538 และ หมายเลขทาง
พยาธิวิทยา 38-2932 พบว่า \”ไข่ยักษ์\” ใบนี้เป็น \”ถุงน้ำรังไข่\” ขนาดใหญ่ ใหญ่กว่าลูกบาสเกต
บอลเสียอีก กว้าง 32 เซนติเมตร ยาว 25 เซนติเมตร และหนา 20 เซนติเมตร หนัก 8.4
กิโลกรัม หนักกว่า \”เด็กยักษ์\” อีก ภายในประกอบด้วย ถุงน้ำเล็ก ๆ จำนวนมาก และมี \”วุ้น
เมือกข้นสีขาวปนดำ\” บรรจุอยู่ ผลการอ่านด้วยพยาธิแพทย์ ปรากฏว่า ไม่เป็นมะเร็งของรังไข่
(BORDERLINED MUCINOUS TUMOR OF OVARY) ส่วนอวัยวะอื่น ๆ ที่ตัดออกมาพร้อมกันไม่พบ
ความผิดปรกติอย่างใด
เรื่องราวของ \”ไข่ยักษ์\” ก็เช่นเดียวกับ \”เด็กยักษ์\” คือ กว่าจะค้นหาประวัติคนไข้
มาได้ ต้องเสียเวลาอยู่นานถึง 2 วัน เมื่อค้นหามาได้แล้ว ศึกษาภายในประวัติก็ไม่มีข้อมูลอะไร
มาก นอกจาก \”ใบรายงานชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา\” แผ่นเดียวที่สำคัญ
การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ในโลกนี้มีอีกมากมาย ที่ยังไม่ได้ประกาศให้โลกรู้ ชาวเขา ค้นพบ
\”หยกล้ำค่า\” ชาวป่า ค้นพบ \”พันธุ์ไม้โบราณ\” ชาวบ้าน ค้นพบ \”ยาสมุนไพร\” คนเหล่านี้
ไม่เคยประกาศความสำเร็จ เพราะไม่รู้ว่า จะประกาศไปทำไม ได้ประโยชน์อะไร โดยอาจ
คิดว่า สิ่งเหล่านั้นคงเป็นสิ่งธรรมดาที่หาได้ตามธรรมชาติ พวกเขาไม่รู้จักฉกฉวยโอกาส เขา
จึงเป็นเพียง ชาวบ้าน ชาวป่า และ ชาวเขา
ใช่แล้ว ! สิ่งที่ยิ่งใหญ่ล้วนมีอยู่แล้วในธรรมชาติ แม้แต่ \”หลักธรรม\” คำสั่งสอนของ
พระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ ทรงตรัสว่า \”ตถาคต จะเกิดขึ้นมาในโลกนี้หรือไม่ ก็ตาม ความ
จริง (หลักธรรม) ก็ดำรงค์ของมันตามธรรมดาอย่างนั้นอยู่แล้ว เพียงแต่ เรามาชี้แจงแสดงให้
ง่ายขึ้นเท่านั้น\”
วันหนึ่ง ท่านอาจจะค้นพบสิ่งที่ยิ่งใหญ่อะไรสักอย่างหนึ่ง เหมือนกับข้าพเจ้า หากกล้า
ที่จะประกาศออกไปให้ทุกคนรู้ ท่านก็จะได้ประโยชน์ดุจเดียวกับพระพุทธองค์ แต่ถ้าปล่อยให้สิ่งที่
ยิ่งใหญ่เหล่านั้นผ่านเลยไปตามยถากรรม นอกจากจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเหมือนกับ ชาวป่า
ชาวเขา แล้ว บางที ยังอาจถูกหัวเราะเยาะ หาว่า \”อวดอ้าง\” อีกด้วย

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
พ.ต.อ. นพ. เสรี ธีรพงษ์ ผู้เขียน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น