“คู่รัก” ที่ใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน

ภรรยาของข้าพเจ้า นอกจากจะเป็นคนสวยงามที่ภายนอกแล้ว จิตใจของเธอยัง
งดงามอีกด้วย ข้าพเจ้าภาคภูมิใจในภรรยาของข้าพเจ้ามาก ซึ่งก็คงเหมือน ๆ กับท่านทั้งหลาย
นั่นแหละ
ด้วยชีวิตที่โชกโชน ผ่านสังเวียนการต่อสู้ชีวิตในโลกธุรกิจมามากต่อมาก ทำให้เธอ
เป็นคนที่แกร่งประดุจเพชร พร้อมที่จะฟันฝ่ากับอุปสรรคทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่อีกด้านหนึ่ง ก็คือ
\”ความสดใส\” ที่ส่องแสงแพรวพรายประกายภายนอก ดูแล้วน่ารักสวยงามให้ความอบอุ่น เธอมัก
จะเตือนและสอนข้าพเจ้าหลายสิ่งหลายอย่าง เป็นกระจกที่คอยชี้แนะข้อบกพร่องให้แก้ไข พร้อมกับ
เป็นดวงตา ให้ข้าพเจ้ามองในทิศทางที่ถูกต้อง สู่ความสำเร็จ โดยใช้ประสบการณ์และสามัญสำนึก
ของเธอเป็นพวงมาลัย
เธอมักจะพูดกับข้าพเจ้าเสมอ ๆ ว่า \”ไม่ต้องไปกลัวหรือกังวลว่า คนอื่นเขาจะคิด
อย่างไรกับเรา ตราบใดที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน\”
ความจริง คำ ๆ นี้ เธอจำมาจาก นักวิทยาศาสตร์ผู้คว้ารางวัลโนเบลคนหนึ่ง
ที่เขียนหนังสือชื่อ \”What do you care what other people think?\” ซึ่งเป็นคำพูดที่
ภรรยาคนแรกสอนเขา เขาเขียนหนังสือขึ้นมาเพื่อบอกถึงว่า ทำไมยานอวกาศ \”ชาแลงเจอร์\”
ถึงเกิดระเบิดกลางอากาศ? แต่ครึ่งค่อนเล่มเป็นเรื่องของภรรยาเพราะเขาไม่ได้กังวล ว่า
\”คนอื่นคิดต่อเขาอย่างไร\” คนเราสำคัญ ก็คือ \”ตัวของเรา\” คิดต่อ \”ตัวของเรา\” อย่างไร
ต่างหาก
ดร.ฟีแมน คือ นามของนักวิทยาศาสตร์ รางวัลโนเบลท่านนี้ รูปหล่อ มนุษย์สัมพันธ์ดี
เป็นสมาชิกคนหนึ่ง ในกลุ่มนักสำรวจข้อผิดพลาดในการที่ยาน \”ชาแลงเจอร์\” ที่ส่งขึ้นในอวกาศ
เกิดระเบิดขึ้น ท่านได้เล่ารายละเอียดไว้มากพอสมควร แต่การที่หนังสือของท่านขายดิบขายดี
คงไม่ใช่จากข่าวคราวอันนี้อย่างเดียว ใครเลยอยากจะอ่านหนังสือที่มีแต่เนื้อหา แต่คงเป็นเพราะ
เรื่องราวของภรรยาของท่านที่สร้างความสะเทือนใจ และเรื่องราวความรัก ที่ท่านมีต่อภรรยา
อย่างมากมายที่สร้างอารมณ์ความรู้สึกหอมหวานเหมือนอ่านนวนิยาย

ดร.ฟีแมน มีความรักในสตรีนางหนึ่ง เขากับเธอมีอายุเท่ากัน เริ่มรู้จักกันตอนศึกษา
อยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ต่อมาก็เกิดเป็นความรัก เขาและเธอมีสัญญากันว่า จะแต่งงานกันเมื่อ
เรียนจบมหาวิทยาลัยฯ และจะไม่โกหกต่อกันตลอดชีวิต
เธอเจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ เข้าโรงพยาบาลเสมือนกับเป็นบ้านแห่งที่สอง ทำให้
ขาดการเรียนเสมอ เธอมักมีอาการอ่อนเพลีย มีไข้ต่ำ ๆ บางทีไอหรืออาเจียนมีเลือดออก มา
พักฟื้นที่โรงพยาบาลไม่นานก็หาย พอเรียนจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เธอก็ไม่มีโอกาสที่จะ
เรียนต่ออีกแล้ว เนื่องจากปัญหาทางสุขภาพ ส่วน ดร.ฟีแมนเรียนต่อมหาวิทยาลัยฯ แผนก
วิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกค์
เมื่อจบมหาวิทยาลัยฯ จึงได้ขอแต่งงานกับเธอ ขณะนั้นอาการป่วยไข้ของเธอมากขึ้น
แล้ว เวลาที่อยู่โรงพยาบาลมากกว่าอยู่บ้าน ความจริงแล้วคณะแพทย์ ต่างก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พากัน
ประชุมค้นหาสาเหตุอยู่เนือง ๆ ต่างคนต่างเสาะแสวงหาวารสารต่างประเทศมาอ้าง และลอง
รักษาคนไข้ตามตำราที่ค้นคว้ามา แต่อาการไม่ได้ดีขึ้นสักนิดเดียว กลับจะเลวลงด้วยซ้ำ
กว่าการแต่งงานจะเกิดขึ้นได้ เสียเวลาไปพอสมควร ญาติ ๆ ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่าย
ชายต่างหวังดี พากันห้ามปราม เพราะคิดว่า การแต่งงานจะไม่ทำให้คนทั้งสองมีความสุขขึ้น และ
อาจทำให้คนทั้งสองยิ่งเป็นทุกข์ขึ้นอีก ที่ต้องมาคอยห่วงจิตใจกัน มีญาติฝ่ายหญิงบางคนบอกเธอว่า
\”ไม่ต้องบอกเขาว่า เธอป่วยเป็นโรคอะไร\” เธอตอบว่า \”ไม่ได้ เราสองคน สัญญากันว่า จะไม่
โกหกต่อกันตลอดชีวิต\” ดร.ฟีแมนทราบเรื่องโรคของเธอมาตลอดเป็นอย่างดี กลับทำให้ความรัก
ที่มีต่อเธอมากขึ้นยิ่งขึ้นไปอีก เออ! การแต่งงานนี้เป็นของญาติ หรือของเขาทั้งสองกันแน่…
คนเรามักจะเป็นอย่างนี้เสมอ ชอบตัดสินใจแทนคนอื่น โดยไม่ได้คำนึงว่า คนอื่นจะคิดอย่างไร
คำอ้างที่ใช้ได้ผลดี ก็คือ ความหวังดี
ขณะที่กำลังทำปริญญาเอกอยู่ก็ได้ทราบข่าวร้ายจากแพทย์ที่รักษาเธอว่า เธอป่วยเป็น
โรคอะไร ความจริงเธอป่วยเป็นโรคที่วินิจฉัยได้ง่าย แต่บรรดาแพทย์คิดไปไม่ถึงพากันเสีย
เวลาด้วยการกล่าวอ้างถึงวารสารต่างประเทศ และการค้นพบโรคใหม่ ๆ นี่แหละ! สิ่งที่ง่าย
ที่สุด คนฉลาดมักจะมองข้ามไป พอพบว่าเป็นโรคอะไร โรคก็กระจายไปทั่วร่างกายแล้ว ตอนนี้
เธอป่วยเป็นโรคร้ายแรง \”วัณโรค\” ระยะท้าย ๆ แล้ว ถึงไม่ใช่มะเร็ง ก็อยู่ในอาณาจักรวังวน
แห่งมัจจุราชเหมือนกัน เธอจะมีอายุต่อไปได้อีกประมาณ 2 – 5 ปี แม้จะให้การรักษาด้วยยาที่ดี
ที่สุดแล้วก็ตาม เธอมักมีความรู้สึกว่า มีมดปลวกชอนไช อยู่ในส่วนลึกของหู มีเสียงอื้ออึงอยู่ตลอด
เวลา หาสาเหตุไม่ได้อยู่นานหลายปี เมื่อมาพบว่าเป็นโรคอะไร ก็รู้แล้วว่า มัจจุราชอยู่ไม่ห่าง
จากเธอไปสักเท่าไร ร่างกายภายนอกดูแล้วดี ไม่มีบาดแผล แต่ภายในถูกกัดกร่อนด้วยโรคร้าย
มีแต่จิตใจเท่านั้นที่แข็งแกร่งดุจเพชร กั้นเป็นเขื่อนแบกความทุกข์ที่ประดังเข้ามา รอว่าเมื่อไร
เขื่อนจะพัง จะได้สบายซะที
เมื่อทราบข่าวร้าย จิตใจของคู่รักทั้งสองยิ่งเข้มแข็งขึ้นอีก ฝ่ายหญิงก็ทำใจว่า ความ
ตายเคลื่อนเข้ามาใกล้เต็มที ไม่ควรจะพยายามหนีห่างออกไปแล้ว ควรจะทำตัวเป็นเพื่อนที่คุ้นเคย
จะดีกว่า ฝ่ายชายรู้ว่า ความรักนั้นไม่มีอะไรมาทำลายได้แม้แต่ความตาย เขาและเธอรักกันมาก
ไม่ใช่ว่าจะแต่งงานกันเพื่อรักษาสัญญา เขาทั้งสองแต่งงานกันเพราะ ความรักอันมีไม่รู้จบ เขาจะ
เอาชีวิตของเขาเป็นเดิมพันให้ความสุขกับเธอจนกว่าเธอจะจากโลกนี้ไป
เธอไม่มีโอกาสที่จะออกจากโรงพยาบาลอีกเลย เพราะที่นี่ถูกสวรรค์กำหนดแล้วว่า
เป็นบ้านหลังสุดท้ายของเธอ เมื่อแต่งงานกันอย่างมีความสุขแล้ว ดร.ฟีแมน ต้องไป ๆ กลับ ๆ
ระหว่างมหาวิทยาลัยฯ กับโรงพยาบาล มีคนมากมายพูดจาเกี่ยวกับเรื่องของเขา \”คนที่แต่งงาน
กับความตาย\”! เขาไม่สนใจ ยังคงตักตวงหาความสุขจากช่วงเวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดของภริยา
ภริยาเป็นคนสอนเขาเองแหละใน \”คำพูด\” ที่ว่า \”ไม่ต้องไปกังวลว่า คนอื่นเขาจะคิดต่อเรา
อย่างไร\”? คนที่มีการศึกษาเพียงแค่ระดับมัธยมศึกษาสอนคนระดับปริญญาเอก สิ่งที่ถูกต้องนั้น
ใครจะเป็นคนสอนไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เขาและเธอได้ใช้ชีวิตแต่งงานอย่างมีความสุข แม้จะไม่ได้พบเจอกันทุกวัน แต่หัวใจ
ของทั้งสองอยู่ใกล้กันเสมอ รวมเวลาที่ใช้ชีวิตร่วมกัน 2 ปี
เธอจากโลกนี้ไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข และขอให้สามีประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่
ก่อนตาย…ยังคงย้ำเตือน ด้วย \”คำพูด\” ที่พูดเสมอ ๆ อีก ว่า \”ไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นเขาจะ
คิดอย่างไร\”
ความรักที่ยิ่งใหญ่ในโลกนี้ ใช่ว่า จะไม่มี และไม่จำเป็นต้องไปเกิดกับคนที่มีชื่อเสียง
ความรักเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นกับคนธรรมดา เรา ๆ ท่าน ๆ ได้เสมอ โดยไม่ต้องไปประกาศให้
ใครมารับทราบ
ดร.ฟีแมน (Richard P. Feymann) ได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกค์ เมื่อปี
ค.ศ.1965 (พ.ศ.2508) และตายเมื่อปี ค.ศ.1988 (พ.ศ.2531) ด้วยโรคมะเร็ง

ทำไมข้าพเจ้าจึงเขียนบทนี้ขึ้นมา

ข้าพเจ้าอยากให้คนในโลกนี้ทุกคนรักครอบครัว คนที่ไม่รักครอบครัว ก็ไม่น่าจะมีลูก
ลูกเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของครอบครัว หากเกิดอยู่ในครอบครัวที่แตกแยก ก็เสมือน เพชรที่มี
รอยร้าวเกิดขึ้น เพชรนั้นย่อมไร้ค่าไปในทันที
ครอบครัวที่มีสุข ย่อมไม่สมควรที่จะมีการนอกใจซึ่งกันและกัน สามีไม่ควรมีเมียน้อย
มีเมียน้อยแล้วจะแก้ปัญหาอะไรได้ ภรรยาไม่ควรประชดประชันสามีโดยไปคบชู้ชายอื่น ย่อมนำ
ความเสื่อมเสียมาสู่วงศ์ตระกูล สามีภรรยาควรจะรักกัน เป็นมิตรที่ดี พึ่งพากันไปตลอดชีวิต ไม่ใช่
เป็นศัตรูกัน ศัตรูภายนอก ยังพอหลบเลี่ยงได้ ถ้านอนกับศัตรูเตียงเดียวกัน เราจะแน่ใจได้
อย่างไรว่า เราจะมีโอกาสที่จะตื่นขึ้นมาอีกในวันพรุ่งนี้!
สมัยก่อน ข้าพเจ้าไม่เคยเชื่อว่า ความรักจะมีจริงในโลกนี้ กับทั้งไม่เชื่อว่าจะมีใคร
ตายแทนกันได้ มาบัดนี้ข้าพเจ้ารู้แล้วว่า…มี
เมื่อปีก่อน ภายหลังจากแต่งงานมาได้เกือบหนึ่งปีแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่า สิ่งที่เป็นหลัก
ประกันว่า หากว่าข้าพเจ้าตายไป ภรรยาของข้าพเจ้าจะไม่ลำบาก ทำได้โดย การทำประกันชีวิต
ข้าพเจ้ารู้เรื่องประกันชีวิตเป็นอย่างดี เพราะเคยอบรมเป็นตัวแทนประกันชีวิตมา ทำให้รู้ว่า
ประกันชีวิตสำคัญต่อครอบครัวอย่างไร
ข้าพเจ้าได้ทำประกันชีวิตอีกฉบับหนึ่ง เป็นฉบับที่หกหรือเจ็ด จำไม่ค่อยได้แน่ชัด แต่
จำนวนวงเงินประกันสูงทีเดียว ข้าพเจ้าไม่ได้คิดอะไรมาก ภายหลังทำประกันฯ ก็ไปตรวจ
ร่างกายตามปกติ ได้ตรวจน้ำลายสำหรับโรคเอดส์ด้วย
หลังจากนั้นไม่นาน ได้จดหมายฉบับหนึ่งส่งจากบริษัท จดหมายฉบับนี้ ทำให้ข้าพเจ้า
สับสนร้อนรนอย่างบอกไม่ถูก ในจดหมายระบุว่า ให้ไปทำการเจาะเลือดตรวจเอดส์ซ้ำ ที่ตึก AIA
TOWER ชั้นที่ 18 ข้าพเจ้าได้โทรศัพท์ไปถามหัวหน้าหน่วยจักรวาล 16 ว่า \”การเจาะเลือดตรวจ
เอดส์ซ้ำนั้นหมายความว่าอะไร\” ท่านตอบไม่ได้ ตามความเข้าใจของข้าพเจ้าในฐานะแพทย์
การตรวจซ้ำเป็นการย้ำความแน่ใจ ถ้าการตรวจเอดส์ด้วยน้ำลายแน่นอน ทำไมต้องตรวจซ้ำ
และในวงการแพทย์ เขาตรวจเอดส์ด้วยผลการวิเคราะห์เลือด หากได้ผลบวก เราจะให้ทำการ
ตรวจซ้ำด้วยอีกวิธีหนึ่งเป็นการวิเคราะห์จากเลือดอีกเช่นกัน เหตุที่ต้องทำซ้ำ ก็เพื่อย้ำความมั่นใจ
โรคเอดส์เป็นมหันตภัยใหญ่หลวง ถ้าผลไม่แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ย่อมทำลายอนาคตคนคนหนึ่งได้
ทีเดียว
การตรวจเอดส์ด้วยการใช้เลือด ยังต้องตรวจซ้ำ แล้วผลจากการวิเคราะห์น้ำลาย
ยิ่งห่างไกลจากเลือดไปอีก
\”นี่! ข้าพเจ้ามีเอดส์อยู่ในตัวแล้วหรือ?\” ข้าพเจ้าคิด \”ข้าพเจ้าไม่เคยเที่ยวผู้หญิง
ไม่เคยเสพยาเสพติด หรือจะติดจากคนไข้?\” หมอทุกคนระมัดระวังเต็มที่อยู่แล้วในการผ่าตัด
สวมแว่นตาป้องกันเลือดกระเด็นเข้าตา ชุดที่สวมใส่และรองเท้าก็ป้องกันเลือดได้ดี ยิ่งคิดยิ่งไม่
สบายใจ พยายามหาเหตุผลต่าง ๆ นานา
ข้าพเจ้าตัดสินใจไม่ทำประกันชีวิตแล้ว ถ้าทำแล้ว เป็นหลักประกันชีวิต \”อนาคต\”
ของตนเองไม่ได้ อย่าไปทำมันเลย ตอนนี้จิตใจของข้าพเจ้าตายไปแล้ว แม้ว่าร่างกายยังดีอยู่ก็
ตาม นี่คืออะไร ฟ้าลิขิตหรือ? ทำไมถึงมีเรื่องเช่นนี้ เกิดขึ้นกับครอบครัวของเรา ภรรยาไม่รู้
เรื่องอะไร จะมาพลอยรับเคราะห์จากเราไปด้วย ต่อแต่นี้ไปเราจะทำอะไร อยู่ในโลกนี้อีกครึ่ง
ชีวิต คงไม่มีความสุข ข้าพเจ้าไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนเลย ว่าจะพบสภาพอย่างนี้ สภาพที่เป็นคน
ที่ไม่เหมือนคน ไม่มีใครรู้ ก็จริง แต่ตัวเรารู้และเราต้องให้ภริยารู้ด้วย ฟ้าก็รู้ ดินก็รู้ ใครจะ
ปกปิดเรื่องนี้ได้ตลอด
ข้าพเจ้าตกลงใจเล่าเรื่องนี้ให้ภรรยาฟัง และขอโทษเธอ ที่ข้าพเจ้าอาจจะต้องจาก
เธอไป ไปที่ไหนยังไม่รู้เลย เราสองคนเครียดมากและนอนไม่หลับกันทั้งคืน ข้าพเจ้าตัดสินใจที่
จะไปเจาะเลือด ที่คลีนิคนิรนาม ที่สถานเสาวภาสภากาชาด เราสองคนไปด้วยกัน ตราบใดที่ยัง
ไม่ทราบผลที่แน่นอน ข้าพเจ้าและภรรยาก็ยังไม่สบายใจ ถ้าไม่รู้เรื่องเลยตั้งแต่ต้น เรายังมี
ความสุขไปได้อีกหลายสิบปี
ระหว่างทางที่ขับรถไป ภรรยาของข้าพเจ้าได้พูดสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าสะเทือนใจอย่าง
ยิ่งเธอพูดว่า \”สมมตินะ ถ้ามีเลือดเอดส์บวกจริง ๆ เราก็ไม่ต้องไปบอกใครหรอก เธอจะอยู่กับ
ข้าพเจ้า ดูแลและเป็นเพื่อนกับข้าพเจ้าจนตาย ความรักที่เธอมีต่อข้าพเจ้านั้นมากมาย กว่าชีวิต
ของเธอเองอีก ไม่เป็นไรหรอก ต่อไปโรคเอดส์อาจมีคนค้นพบวิธีรักษาก็ได้\” โรคต่าง ๆ ใน
โลกนี้ที่คร่าชีวิตคนตายดุจใบไม้ร่วง ปัจจุบันนี้ก็สามารถรักษาได้แล้วเป็นส่วนใหญ่ จนบางโรค
สูญหายไปจากโลกนี้แล้ว เหลือเพียงเขียนไว้ในตำราเท่านั้น ข้าพเจ้าถึงกับน้ำตาไหลซาบซึ้งใจ
ในความรักของภรรยา
ในความคิดของข้าพเจ้า ความรักของสตรีนั้น ลึกซึ้งละเอียดอ่อน และเสียสละอย่าง
มากมาย เหมือนกับน้ำในทะเลมหาสมุทรที่ไม่มีวันเหือดแห้ง บางคนยอมสละได้ แม้กระทั่งชีวิต
ของตนเองเพื่อคนที่ตนรัก คำกล่าวที่ว่า \”เสียทองเท่าหัว ไม่ยอมเสียผัวให้ใคร\” นั้น ข้าพเจ้า
คิดว่า มีความหมายยังน้อยไปด้วยซ้ำ
ที่คลีนิคนิรนาม ข้าพเจ้าเข้าคิวรับหมายเลขมานั่งรอ ความรู้สึกเหมือนกับ \”คนที่กำลัง
รอการประหาร\” เมื่อถึงคิวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถูกเรียกไปพบนักจิตวิทยาก่อน หลังจากพูดคุยให้
กำลังใจกันสักพัก ก็เชิญให้ไปเจาะเลือด แล้วจะทราบผลอีกประมาณ 2 ชั่วโมงข้างหน้า
ข้าพเจ้าและภรรยาออกมาข้างนอกฆ่าเวลาไปพลาง ๆ ก่อน ใจหนึ่งอยากให้ถึงเวลานั้นเร็ว ๆ
อีกใจหนึ่ง อยากให้เวลาหยุดเดิน
เมื่อครบ 2 ชั่วโมง ข้าพเจ้ามาเข้าประจำที่อีกครั้ง เมื่อถูกเรียกหมายเลข ก็เหมือน
ถูกเรียกตัวไปยังแดนประหาร ข้าพเจ้าเข้าไปพบนักจิตวิทยาคนเดิม ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ได้ยิน
เสียงหัวใจของข้าพเจ้าเต้นดังออกมาข้างนอก นักจิตวิทยาคนนั้นบอกว่า \”ยินดีด้วยคะ ผลเลือด
ตรวจเอดส์ของคุณให้ผลลบ\” คำ ๆ นี้เหมือนกับคำที่บอกว่า \”นักโทษที่รอการประหาร ไม่มีความ
ผิด ให้ปล่อยตัวได้\”
ข้าพเจ้าและภรรยาดีใจมาก \”ไปเถอะ! เราไปกินหูฉลาม ฉลองการมีชีวิตใหม่กัน\”
&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&
พ.ต.อ.นพ.เสรี ธีรพงษ์ ผู้เขียน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น