‘แท้ง’ ดีกว่า เกิดมาอย่างคนไร้ค่า

ที่ประเทศไต้หวัน มีชายหนุ่มคนหนึ่ง อายุ 23 ปี หน้าตาผิวพรรณดี รูปร่างสูงสง่า 183 เซนติเมตร ท่าทางเป็นคนมีการศึกษา แต่เที่ยวนอนตามสวนสาธารณะ และขอข้าวจากโรงทานของรัฐ ชาวบ้านเห็นเข้า ต่างเห็นเป็นเรื่องแปลกและพากันนินทาว่าร้าย นักข่าวได้ไปสอบถามเอาความ ปรากฏว่า หนุ่มผู้นี้พูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก สอบถามถึงความเป็นมา ก็พบว่า คุณพ่อเป็นถึงเอกอัครราชทูต เพิ่งเสียชีวิตไปไม่กี่เดือน ก่อนหน้านี้ คุณพ่อได้วางแผนชีวิตให้เขาทุกอย่าง เขาจึงไม่เคยทำอะไรด้วยตนเองเลย จวบจนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในสหรัฐ และเหลือการศึกษาอีกเพียง 1 ปี คุณพ่อก็มาด่วนจากไปด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตก หนุ่มรายนี้จึงต้องออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน ตอนนั้น เขายังไม่ได้มีใบประกาศนียบัตรรับรองการศึกษาใดๆ อันเป็นใบเบิกทาง เพื่อทำงาน ดังนั้น เมื่อไปสมัครงาน ก็ได้งานแต่ระดับต่ำๆ ซึ่งเขาไม่สามารถทนได้ เขาเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ จึงตกงานอยู่เรื่อย เขาชอบซ่อนตัวอยู่ในบ้าน เป็นเหตุให้ทะเลาะกับคุณแม่และน้องสาว ต่อมา เขาได้เลือกที่จะเดินออกจากบ้าน ไปรอนแรมเหมือนขอทาน และขออาหารกินตามสถานที่มีผู้ใจบุญหรือรัฐจัดให้ เมื่อผู้สื่อข่าวไปถ่ายทำทีวีและสอบถาม เขาไม่ได้รู้สึกอาย เขาตอบคำถามต่างๆอย่างตรงไปตรงมาและสรุปด้วยคำง่ายๆ ว่า “ตอนนี้ เขากำลังอยู่ในช่วงพักผ่อน” …….แต่..จริงๆแล้ว!!! เขาคือคนไร้ค่าคนหนึ่ง

บุคคลดังที่กล่าวมาข้างต้น มีมากมายเหลือเกินในสังคมยุคนี้ พวกเขาเหล่านั้น มีข้ออ้างร้อยแปดพันประการที่จะไม่ทำงาน ทั้งไม่มียางอายที่จะเดินเฉิดฉายในสังคม…..ว่าไปแล้ว!!! คนพวกนี้น่าจะตายไปตั้งแต่อยู่ในท้องของมารดา หรือถูกทำแท้ง เพื่อไม่ให้ชีวิตรอดออกมาสู่โลกภายนอก…..

1 เดือนที่ผ่านมา ข้าพเจ้าเกือบได้กระทำบาปอย่างมหันต์ด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตลูกมนุษย์ ภายใต้ชื่อสวยหรูว่า ‘ทำแท้งเพื่อการรักษา (therapeutic abortion)’ แต่ก็โชคดี!!! ที่ไม่ได้ลงมือกระทำ มิฉะนั้น ข้าพเจ้าคงไม่สบายใจอย่างมาก…. เรื่องมีอยู่ว่า

มีคนท้องรายหนึ่ง ชื่อ คุณรวิวรรณ อายุ 37 ปี ตั้งครรภ์ที่ 5 เธอมีประวัติทำแท้งเถื่อนในครรภ์แรก, บุตรคนแรกของเธอคลอดในครรภ์ที่ 2 อายุ 10 ขวบ, เธอตั้งครรภ์ที่ 3 เมื่อ 8 ปีก่อน แต่เป็นท้องนอกมดลูก และได้รับการผ่าตัดเอาปีกมดลูกออกไปข้างหนึ่ง, เธอคลอดบุตรคนที่ 2 ในท้องที่ 4 ปัจจุบันอายุ 5 ขวบ, สำหรับครรภ์นี้ เป็นการตั้งครรภ์ครั้งที่ 5 ด้วยความระมัดระวัง คุณรวิพิมพ์ ได้รีบมาฝากครรภ์ที่อนามัยตั้งแต่อายุครรภ์น้อยๆ และมาฝากต่อที่โรงพยาบาลตำรวจตอนอายุครรภ์ 15 สัปดาห์ เธอได้รับคำแนะนำให้เจาะน้ำคร่ำ ซึ่งเธอได้ปฏิเสธในเบื้องต้น เนื่องด้วยคิดว่า บุตรสองคนก่อนไม่มีปัญหาใดๆ ครรภ์นี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหา คุณหมอหน่วยฝากครรภ์ ได้ระบุในใบฝากครรภ์ว่า ‘อีก 1 – 2 สัปดาห์ จะดูอัลตราซาวนด์ เพื่อยืนยันอายุครรภ์และวางแผนจะเจาะน้ำคร่ำให้กับคนไข้ด้วย ’

1 สัปดาห์ถัดมา คุณรวิวรรณได้รับการเจาะตรวจเลือดเพื่อหาภาวะเลือดจางธาลาสซีเมียและเบาหวาน แต่ได้ปฏิเสธที่จะเจาะน้ำคร่ำ ดังนั้น การตรวจอัลตราซาวนด์ จึงได้เลื่อนออกไป ต่อมา ตอนอายุครรภ์ 23 สัปดาห์ คุณรวิวรรณได้รับการตรวจอัลตราซาวนด์ เพื่อสืบเสาะหาภาวะความผิดปกติของทารก และเป็นการยืนยันอายุครรภ์ เทียบกับอายุครรภ์จากการนับระดู เพราะอายุครรภ์ ถือเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจให้คลอดยามจำเป็น ซึ่งคนไข้ท้องที่มีอายุเกิน 35 ปี สมควรเข้ารับการตรวจอัลตราซาวนด์ในทุกไตรมาส แต่ก็ต้องปรับใช้ตามความเหมาะสมของสถานที่ด้วย

สูติแพทย์ท่านแรกเมื่อดูอัลตราซานด์ให้กับคุณรวิวรรณ ก็พบว่า ภายในส่วนหัวของทารกมีถุงน้ำเล็กอยู่ในเนื้อสมองข้างหนึ่ง คุณหมอจึงชักชวนให้คนไข้เจาะน้ำคร่ำ พร้อมกับส่งคุณรวิพิมพ์ไปปรึกษากับสูติแพทย์ผู้ชำนาญด้านการดูอัลลตราซาวนด์ ผลปรากฏยืนยันว่ามี ’ถุงน้ำในสมองของเด็ก’จริง คุณหมอจึงแนะนำให้คุณรวิวรรณเข้ารับการเจาะน้ำคร่ำตอนนั้นเลย ซึ่งมีอายุครรภ์มากถึง 23 สัปดาห์ (ปกติ สูติแพทย์มักจะเจาะน้ำคร่ำให้กับคนไข้ในช่วงอายุครรภ์ 16 – 18 สัปดาห์) ผลคือ ลูกของคุณรวิวรรณมีโครโมโซมผิดปกติคู่ที่ 18 เรียกง่ายๆว่า เป็นเด็กดาวน์ นั่นเอง [Down’s syndrome,TRISOMY 18 in a female karyotype ( 47,XX+18)] และมีเพศเป็นผู้หญิง

เช้าวันหนึ่ง เจ้าหน้าที่ห้องตรวจพิเศษทางสูติกรรม ได้นำเอาแฟ้มประวัติและผลการตรวจน้ำคร่ำของคุณรวิวรรณมาให้กับข้าพเจ้า และขอร้องให้เป็นผู้ทำแท้ง เนื่องจากเป็นคนไข้ฝากครรภ์วันจันทร์ที่รับผิดชอบ ข้าพเจ้าแทบจะเป็นลม เพราะไม่อยากจะเป็นคนทำแท้ง แม้จะเป็นการช่วยเหลือคนไข้ ก็ตาม อีกประการหนึ่ง อายุครรภ์ของคุณรวิวรรณ ก็ค่อนข้างมาก ( 25 สัปดาห์)

ข้าพเจ้าเชิญคุณรวิวรรณมาพบและอธิบายถึงวิธีการทำแท้งให้ฟัง เธอตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ เธอบอกว่า ‘ไม่นึกว่า จะเกิดเรื่องราวเช่นนี้กับเธอ เพราะลูก 2 คนแรก ก็ปกติแข็งแรงดี โดยไม่เคยเจาะน้ำคร่ำ แต่เมื่อลูกคนนี้พิการปัญญาอ่อน เธอก็ไม่อยากเอาไว้’ ข้าพเจ้าพูดให้กำลังใจแก่เธอ และวางแผนจะทำแท้งให้ทันที โดยให้เธอนอนพักที่หอผู้ป่วยชั้น 5 และสั่งการเหน็บยา (Cytotek) ทุก 6 ชั่วโมง เพื่อให้แท้งบุตรออกมาในวันถัดไป ซึ่งข้าพเจ้าเข้าเวรประจำการ ตอนบ่ายของวันนั้น พยาบาลห้องตรวจพิเศษ เดินมาบอกกับข้าพเจ้าว่า ‘โชคดี โชคดีของหมอ! คนไข้ไม่มีเงิน เพราะทำแท้งเพื่อการรักษา คนไข้ต้องจ่ายเงินเอง หากกลับไปทำแท้งที่โรงพยาบาลในเครือประกันสังคม เธอจะต้องไม่เสียเงิน ซึ่งเธอเลือกที่จะไปทำแท้งที่นั่น’ ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนยกภุเขาออกจากอก กล่าวคำสาธุการออกมา

ถัดมาอีก 1 สัปดาห์ คุณรวิวรรณกลับมาที่โรงพยาบาลตำรวจ พยาบาลคนดังกล่าว นำแฟ้มประวัติมาหาข้าพเจ้า พร้อมกับบอกว่า ‘หมอ!! โรงพยาบาล (ขอสงวนนาม) นั้นไม่ยอมทำ หมอคงต้องทำเอง’ ข้าพเจ้าถึงกับอุทานว่า “ซวยละซิ!!” จากนั้น ก็ได้วางแผนให้คนไข้มานอนโรงพยาบาลวันจันทร์ เพื่อให้เกิดการแท้งในวันอังคารที่อยู่เวร

วันอาทิตย์ก่อนทำแท้ง 1 วัน ข้าพเจ้าได้ไปออกตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง หัวหน้าพยาบาลแผนกสูติแนะนำว่า “อาจารย์! คุณหมอที่นี่ เวลาเจอเหตุการณ์แบบนี้ ก็จะส่งคนไข้ไปที่โรงพยาบาลรามาฯ ที่นั่น เขาจะช่วยทำแท้งให้ในกรณีทารกมีความผิดปกติทางโครโมโซม” ข้าพเจ้าเห็นทางที่จะหลีกเลี่ยงการทำบาปใหญ่ ก็คิดในใจถึงการส่งต่อคุณรวิพิมพ์ไปโรงเรียนแพทย์ดังกล่าว พอถึงวันจันทร์ ข้าพเจ้าได้อธิบายให้คนไข้ฟังว่า จะส่งตัวไปทำแท้งที่โรงเรียนแพทย์ พร้อมทั้งเขียนประวัติการฝากครรภ์ รวมถึงผลการเจาะน้ำคร่ำแนบไปด้วย

3 สัปดาห์ต่อมา มีจดหมายเปิดผนึกจากโรงพยาบาลรามาฯส่งถึงแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ใจความต่อว่าอย่างมากมาย ถึงความไม่เหมาะสมที่ข้าพเจ้าส่งคนไข้รายนี้ไปทำแท้งที่นั่น เพราะโรงพยาบาลรามาฯ ไม่ใช่สถานพยาบาลรับทำแท้ง

ข้าพเจ้ายอมรับในความผิดพลาดนี้ พร้อมกับชี้แจงกับหัวหน้าแผนกฯว่า ‘เดิมที ข้าพเจ้าเองได้วางแผนจะทำแท้งให้ แต่พอทราบข่าวมาว่า ทางโรงพยาบาลรามาฯ มีโครงการที่จะทำแท้งให้กับคนท้องที่มีผลโครโมโซมผิดปกติจากน้ำคร่ำ ซึ่งเป็นประโยชน์ สำหรับนักศึกษา ที่ยังไม่เคยเห็นทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติว่า ทารกนั้นมีความผิดปกติร่างกายส่วนใหนบ้าง และมีความพิการเป็นเช่นไร? ซึ่งถ้าหากโรงพยาบาลตำรวจเป็นโรงเรียนแพทย์ เราก็คงอยากได้คนไข้เหล่านี้มาศึกษา เพราะนอกจากจะได้ช่วยคนไข้แล้ว ขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นประโยชน์ด้านความรู้ทางการแพทย์ด้วย’

ข้าพเจ้าเฝ้ารอคอยคุณรวิวรรณกลับมาที่โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อจะได้ทำแท้งให้…เวลาผ่านไป วันแล้ววันเล่า เป็นเวลากว่า 1 เดือน คนไข้ก็ยังไม่ได้กลับมาที่แผนกฝากครรภ์ของโรงพยาบาลตำรวจ ตอนนี้ ข้าพเจ้าเข้าใจเอาเองว่า ‘คุณรวิวรรณคงได้รับการทำแท้งเรียบร้อยแล้วที่โรงพยาบาลรามาฯ แต่อาจารย์ที่นั่นคงไม่สบายใจที่ต้องมาทำแท้งคนไข้ให้กับโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งมีศักยภาพพอในการทำแท้งเพื่อการรักษา จึงได้เขียนจดหมายต่อว่าต่อขานมา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

ครั้งนี้ นับว่า ข้าพจ้ารอดพ้นจากการทำบาปอย่างมหันต์ไปได้ แม้ทางโลกจะว่า เป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ก็ตาม… ว่าไปแล้ว!!!!

การเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น ถือเป็นสิ่งล้ำค่าอันหาที่เปรียบมิได้ แต่หากมันเป็นไป โดยที่ตัวคนผู้นั้นไม่สมบูรณ์ ดั่งกรณีลูกคุณรวิวรรณ ก็ถือว่า ตายไปตั้งแต่อยู่ในท้อง ก็คงจะดีกว่า.. คนเราเกิดมา ก็เช่นกัน หากเป็นดังเช่นชายหนุ่มชาวไต้หวัน ที่เลือกที่จะขอทานแบบสมัยใหม่ ในลักษณะที่ดูดี คือ ขออาหารจากโรงทานรัฐหรือผู้ใจบุญบริจาค ย่อมถือเป็นคนไร้ค่าในสายตาของเพื่อนมนุษย์ ข้าพจ้าหวังว่า พ่อแม่ทุกคนจงหมั่นสอนลูก ให้เป็นนักสู้ อย่ายอมงอมืองอตีน สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เรามีคุณค่า ก็คือ การศึกษา ดังนั้น ในวัยเรียน ก็ไม่ควรทิ้งโอกาสใฝ่เรียน บากบันศึกษา จนจบปริญญา เพื่อมาต่อสู้บนเวทีโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน คนที่ขยันและมีความรู้เท่านั้น ที่จะอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี……

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

พ.ต.อ. นพ. เสรี ธีรพงษ์ ผู้เขียน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น