เวรกรรม นำชีวิต

“บัดนี้ ชีวิตของข้าพเจ้า เริ่มก้าวเข้าสู่วัยใกล้เกษียณแล้ว ข้าพเจ้าเดินผ่านเส้นทางหฤโหดมานานนับไม่ถ้วน จึงเข้าใจความเป็นไปในโลกเป็นอย่างดี.. ยามที่หันมองย้อนกลับไปทางข้างหลัง ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยกระทำ ล้วนอาศัย บุญกรรมเป็นเครื่องนำทางและแก้ไข ข้าพเจ้าสามารถบอกได้เลยว่า ไม่มีคุณหมอท่านใด ไม่เคยทำผิดพลาด เพียงแต่ว่า คุณหมอผู้นั้น จะมีโชคหรือไม่ในเรื่องราวความผิดพลาดที่เกิดขึ้น… สำหรับตัวข้าพเจ้าเอง… หากบุญกุศลทั้งในอดีตชาติและปัจจุบันชาติไม่มากพอ คิดว่า ข้าพเจ้าคงหลุดวงโคจรไปจากอาชีพแพทย์เมื่อหลายสิบปีก่อน.. และคงไม่สามารถทนต่อแรงเสียดทานของความซับซ้อนแห่งชีวิตคนไข้ในยุคปัจจุบันนี้ได้ หลายเดือนที่ผ่านมา ข้าพเจ้ายังคงทำงานหนักและอยู่เวรรับจ้างในโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง ด้วยว่า เงินเดือนในชีวิตราชการนั้น มันมีจำนวนไม่มากนักเลย เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ถาโถมเข้ามาสู่ครอบครัวของข้าพเจ้า ดุจคลื่นจากท้องทะเลยามพิโรธ.. ไหน!! จะค่าเล่าเรียนลูก ที่กำลังศึกษาอยู่ในต่างประเทศ…. ไหนจะค่าผ่อนส่งรถยนต์ …ไหนจะเป็นค่าเบี้ยประกันชีวิต และค่าอะไร ต่อมิอะไร จิปาถะ อีกมากมาย รวมทั้งค่าภาษี ที่เพิ่มพูนมากขึ้นทุกปี.. เมื่อคืนก่อน ข้าพเจ้าอยู่เวรให้กับโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง (ขอสงวนนาม) มีคนไข้สตรี ชื่อคุณสายสุดา อายุ 30 ปี สมรสแล้ว คุณสายสุดามีรูปร่างอ้วนสูงใหญ่ น้ำหนัก 118 กิโลกรัม เธอเข้ามาอย่างฉุกเฉินด้วยเรื่องปวดท้องน้อยทางด้านขวา 2 วันก่อนมาโรงพยาบาล แต่อาการเพิ่งมาปวดมากอย่างรุนแรงในคืนนั้น จนทนไม่ไหว จึงต้องเข้ามาที่ห้องฉุกเฉิน เมื่อเวลาเวลา 2 นาฬิกาของเช้าวันใหม่ คุณหมอเวรให้การวินิจฉัยเบื้องต้นว่า เป็น ‘ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)’ และได้ปรึกษาศัลยแพทย์ไปทันที..แต่ ศัลยแพทย์ท่านนั้น ขอให้ปรึกษาสูติ-นรีแพทย์ก่อน ข้าพเจ้าสอบถามประวัติคนไข้จากคุณหมอเวร ก็ได้ความว่า ‘คุณสายสุดากำลังมีระดู ลักษณะโดยทั่วไปไม่เหมือนคนไข้ทางนรีเวช ยิ่งกว่านั้น….ผลการตรวจทดสอบการตั้งครรภ์ ยังให้ผลลบอีกด้วย’ ข้าพเจ้าคิดในใจเอาเองว่า ‘ศัลยแพทย์ท่านั้น คงขี้เกียจ ไม่อยากมาดูคุณสายสุดาในยามดึก จึงขอให้ข้าพเจ้าเข้าไปตรวจคนไข้เสียก่อน’ ข้าพเจ้าได้พูดตอบคุณหมอเวรไปแบบปัดว่า ‘รอตอนเช้า.. ผมจะเข้าไปตรวจพร้อมๆกับศัลยแพทย์.. ก็แล้วกัน’ จากนั้น ก็ล้มตัวลงนอนต่อ ยามสายใกล้เที่ยง ข้าพเจ้าได้เข้าไปตรวจดูคุณสายสุดา สังเกตว่า หน้าท้องของคุณสายสุดาสูงนูนใหญ่มาก เหมือนคนท้อง 8 เดือน.. จากการตรวจภายใน และอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอด ก็เห็นว่า มดลูกมีขนาดปกติ ด้านข้างของมดลูกมองดูไม่ชัดเจน แต่..มีของเหลวอยู่จำนวนหนึ่ง ตอนนั้น ข้าพเจ้าเอง ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เมื่อถามกับพยาบาลหอผู้ป่วยเกี่ยวกับการดูแลของศัลยแพทย์ ก็ได้ความว่า ‘ศัลยแพทย์นัดจะผ่าไส้ติ่งให้คุณสายสุดาตอน 2 ทุ่ม’ ข้าพเจ้า ก็เออ..ออ..ห่อหมก ..พูดออกไปว่า ‘อย่างนั้น.. ผมก็รอดูผล จากศัลยแพทย์ก่อน ก็แล้วกัน ’ที่ไหนได้..หากศัลยแพทย์ ไม่ทำการผ่าตัดไส้ติ่งในค่ำคืนนั้น และคุณสายสุดายังคงเฝ้ารอสังเกตอาการต่อไป..โดยไม่ได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้กับเธอ นอกจากสั่งการฉีดยาแก้ปวดมอร์ฟีนระงับเป็นครั้งเป็นคราว ..ข้าพเจ้ามีหวังถูกยึดใบประกอบโรคศิลป์เป็นแน่.. เพราะ… ทันที่ศัลยแพทย์ลงมือผ่าตัดไส้ติ่งคนไข้ ก็พบว่า ‘ไส้ติ่งของเธอปกติ’ แต่… ลึกๆลงไปภายในช่องท้อง.. นั้น.. กลับเป็นถุงน้ำรังไข่ขนาดใหญ่ ลักษณะสีดำคล้ำซุกซ่อนอยู่ข้างใต้รอยแผลที่ผ่าตัด ในแนวลงเฉียงขนานกับรอยหนีบของต้นขาขวา ข้าพเจ้าขอให้ศัลยแพทย์เย็บปิดรอยแผลที่หน้าท้องนั้นเสียก่อน เพราะขนาดของก้อนถุงน้ำรังไข่ที่คลำทางหน้าท้อง หลังจากคนไข้ได้รับการดมยาแล้ว มีขนาดใหญ่มาก พอๆกับลูกแตงโมนครศรีธรรมราช.. ข้าพเจ้าแทบช็อคกับความผิดพลาดครั้งนี้ แต่..ก็แอบยิ้มในใจ.. ที่ข้าพเจ้ามีโอกาสแก้ตัว….ได้ผ่าตัดคุณสายสุดา ก่อนที่ก้อนถุงน้ำรังไข่นั้นจะแตกทันทีที่ข้าพเจ้าสัมผัสก้อนถุงน้ำผ่านทางหน้าท้องของคนไข้ ก็สามารถวินิจฉัยได้เลยว่า มันเป็น ‘Twisted ovarian cyst’ การวินิจฉัยขณะนี้ นั้น มันช่างง่ายเหลือเกิน เพราะข้าพเจ้าคลำก้อนถุงน้ำนั้นได้อย่างชัดเจน เนื่องจากผนังหน้าท้องของคนไข้หย่อนคลายตัวแล้ว คุณสายสุดาไม่ได้เกร็งผนังหน้าท้องเหมือนตอนแรกรับที่ข้าพเจ้าตรวจครั้งแรก… ประกอบกับ ตอนนั้น ข้าพเจ้าสอบถามจากเจ้าหน้าที่ ได้ความว่า คุณหมอแพทย์เวรได้ตรวจดูอัลตราซาวนด์ผ่านทางหน้าท้องแล้ว ไม่พบความผิดปกติอะไร ซึ่ง…คงเป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง.. คุณหมอแพทย์เวรคงตรวจอัลตราซาวนด์แบบไม่ได้เฉลี่ยวใจ จึงตรวจผิดพลาด ส่วนพยาบาลผู้ถ่ายทอดคำพูดของคุณหมอให้ข้าพเจ้าฟัง ก็อาจถ่ายทอดผิดๆตามความเข้าใจของตนเอง.. โดยแปลผลสรุปจากการสอบถามผิดๆ.. .แต่….คนที่ทำผิดมากที่สุด ก็คือ ข้าพเจ้า เพราะโดยหลักการ.. แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะต้องลงมือตรวจคนไข้ด้วยตัวเองอย่างถ้วนถี่.. แล้ว… วินิจฉัยตามสิ่งที่ตรวจพบ หากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญเอาข้อมูลจากคุณหมอเวร มาทั้งหมด มาประมวล โดยไม่กลั่นกรอง.. ผู้เชี่ยวชาญท่านนั้น ย่อมมีโอกาสผิดพลาด อย่างมาก เช่นเดียวกับข้าพเจ้า ที่ห้องผ่าตัด…ข้าพเจ้าลงมีดกรีดแนวตรง ตั้งแต่สะดือจนถึงเนินหัวเหน่าของคุณสายสุดา ซึ่งเป็นแผลค่อนข้างยาว แม้กระนั้น ข้าพเจ้ายังคะเนว่า ‘อาจล้วงเอาก้อนถุงน้ำนั้นออกไม่ได้ เพราะขนาดของมันสูงเหนือระดับสะดือขึ้นไป ประมาณ 1 ฝ่ามือ’ ข้าพเจ้าค่อยๆ ใช้มีดกรีดลงลึกพร้อมกับใช้กรรไกรตัด แผ่นพังผืดที่แผ่ปกคลุมเหนือช่องท้อง (Abdominal sheaths) เพื่อกันไม่ให้ลำไส้ทะลักออกมาตามแนวอ่อนแรงของผนังหน้าท้อง จากนั้น ก็เจาะทะลุเยื่อบุลำไส้ ตามแนวที่กรีดมีดข้างต้น.. พอข้าพเจ้าเห็นก้อนถุงน้ำรังไข่นั้น ก็ต้องตกใจ เพราะก้อนมันมีขนาดใหญ่มหึมาจริงๆ.. เส้นผ่าศูนย์ของก้อนถุงน้ำ น่าจะมากกว่า 20 เซนติเมตร มันมีสีผิว ดำทะมึน… นั่น..คงเพราะมีของเหลวสะสมขังอยู่ข้างใน จนบวมเป่ง…. รอเพียงเวลาที่จะระเบิดเท่านั้น ซึ่ง คงกินเวลาอีก…ไม่น่าจะนาน… ว่าถึงกลไก การแตกของถุงน้ำรังไข่ของคุณสายสุดา ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ถุงน้ำที่มีขนาดใหญ่ ย่อมต้องมีน้ำหนัก.. พอเกิดแรงเหวียง ก้อนมันก็จะหมุดบิดตัวตรงขั้ว. ซึ่งหมายถึง ตรงบริเวณปีกมดลูกที่ติดกับตัวมดลูก นั่นเอง ที่ทำหน้าที่เป็นขั้วหรือจุดหมุน.. พอก้อนถุงน้ำรังไข่บิดตัว สัก 2 – 3 รอบ กระแสเลือดดำจะหยุดทันที แต่.. กระแสเลือดแดงในเส้นเลือด จะยังคงไหลเข้าไปในก้อนถุงน้ำนั้นอยู่ จนกระทั่งความดันโลหิต ภายในก้อนนั้น สูงกว่า แรงดันของเลือดแดง จากหัวใจ … อะไร ก็ไม่สำคัญเท่ากับ ‘ของเหลวที่อยู่ภายในก้อนถุงน้ำนั้น’ ซึ่ง…หากว่า เป็นถุงน้ำรังไข่ธรรมดา (Benign ovarian cyst) จำพวก Mucinous cystadenoma หรือ Serous cystadenoma แตก ก็แย่มาก.. แล้ว เนื่องจาก ลำพังกรดแลคติก ที่เกิดจากการขาดเลือดนานๆ ของก้อนถุงน้ำ ก็เป็นอันตรายต่อลำไส้ อย่างมากทีเดียว แต่…ถ้าเป็น ถุงน้ำประเภท Dermoid cyst .. ของเหลวภายใน ซึ่งเป็นสารเคมีร้ายแรง เหนียวข้น เมื่อมีการแตกกระจาย ของเหลวเหล่านั้น จะทำลายลำไส้ และอวัยวะใกล้เคียง อีกทั้งทำให้เกิดลำไส้อุดตัน ด้วย… นี่เอง.. ที่ข้าพเจ้าบอกว่า ข้าพเจ้าเกือบโชคร้าย ถึงขั้นถูกยึดใบประกอบโรคศิลป์ เพราะผลที่เกิดขึ้นจากการแตกของถุงน้ำครั้งนี้ น่าจะรุนแรงมาก อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้า ก็สามารถผ่านพ้นเรื่องร้ายๆ ครั้งนี้ไปได้ด้วย ผลบุญกุศลเก่าที่ได้สั่งสมมา…ข้าพเจ้าใช้ Dever ซึ่งเป็นเครื่องมือ ที่คล้ายกับ ช้อนขนาดใหญ่ ตักเอา ถุงน้ำรังไข่ถุงนี้ออกมา ซึ่ง…ก่อนจะใช้เจ้าช้อนยักษ์อันนี้ ตักออกมา ข้าพเจ้าจำเป็นต้องขยายแผลบนหน้าท้องของคุณสายสุดา ให้ยาวออกเลยสะดือขึ้นไปอีกเล็กน้อยประมาณ 3 เซนติเมตร พอใช้ช้อนตกและงัดเอาถุงน้ำออกกมาได้ ข้าพเจ้าก็ใช้ คีมหนีบขนาดใหญ่ (Heeny Clamp) จับที่ขั้วของก้อนถุงน้ำรังไข่ 2 ครั้ง ซ้อนกัน จากนั้น ก็ใช้กรรไกร ตัดให้ก้อนถุงน้ำขาดออกจากขั้ว นั่น…หมายถึง ลูกระเบิด ถูกถอดออกจากสลักแล้ว ข้าพเจ้าเย็บที่ขั้วบริเวณส่วนต้นของปีกมดลูกด้านขวาที่ตัดออกไปแล้ว 2 ทบ ในลักษณะรูปเลขแปด (Figure of eight) แค่นี้..ก็ถือว่า ภารกิจของข้าพเจ้าสิ้นสุด… จากนั้น ก็เย็บปิดหน้าท้องของคุณสายสุดาอย่างสบายใจ…ข้าพเจ้าบอกกับพยาบาลห้องผ่าตัดคนหนึ่ง ให้ช่วยเอาเจ้าถุงน้ำก้อนนี้ไปชั่งน้ำหนักสักหน่อย ปรากฏว่า มันมีน้ำหนักมากถึง 2.5 กิโกรัม. หรือเท่ากับ น้ำหนักทารกน้อยแรกเกิด 1 คน ในระหว่างนั้น ..ข้าพเจ้ารู้สึกมีอารมณ์สดใสเสียเหลือเกิน พูดจาเชิงหยอกล้อกับพยาบาลห้องผ่าตัดตลอดเวลาที่ทำการเย็บปิดหน้าท้อง ด้วยเพราะ…ความผิดพลาดครั้งนี้ ข้าพเจ้าสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี… แต่..ใครจะรู้ว่า คราวต่อไป ..จะมีเรื่องเช่นนี้ เกิดขึ้นอีกหรือไม่ และ…ข้าพเจ้าจะผ่านพ้นได้หรือเปล่า………..จินตนาการดูแล้ว!!!!….ช่างเป็นเรื่องที่น่ากลัวจริงๆ…เวลาผ่านไป 5 วัน ผลชิ้นเนื้อก็เผยออกมา ปรากฏว่า เจ้าถุงน้ำรังไข่ก้อนนี้ เป็น Serous Cystadenoma of ovary หมายความว่า มันเป็นเพียงถุงน้ำรังไข่ ชนิดธรรมดา (Benign tumor) ไม่ใช่มะเร็ง (Ovarian Cancer)…และไม่ใช่ถุงน้ำชนิด Dermiod cyst ……..นั่น คือ โชคดีของคุณสายสุดาและข้าพเจ้า …..โลกทุกวันนี้ วุ่นวาย อยู่กับผู้คนรอบข้าง.. ทุกคนจ้องแต่จะหาเงิน เพื่อมาเลี้ยงชีพ ซึ่งเงินทองจากหยาดเหงื่อแรงงาน ก็หายากขึ้นทุกวัน.. ผู้คนจำนวนมาก ขายของเหมือนๆกัน… ทำงานคล้ายๆกัน…ทำให้ต้องแย่ง แข่งขันกัน ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้เล่ห์ เพทุบาย ด้วย.. พ่อค้าบางคน ใช้กลวิธี ‘ขายของถูก’ ทำให้ค้าขายของได้จำนวนมาก.. พวกที่ขายของแพง จึงมักจะเสียโอกาสทางการค้า… วิธีการหาเงิน ที่ง่ายประการหนึ่งของผู้คนยุคนี้ ก็คือ การแสดงความไม่พอใจต่อการให้บริการทางการแพทย์และฟ้องร้องเอากับสถานพยาบาลนั้นๆ…ซึ่งบางที ก็เป็นสิ่งที่สมควรกระทำ… ดั่งเช่น…. กรณีของคุณสายสุดา เป็นตัวอย่างที่ดีของการฟ้องร้องศาลยุติธรรมหรือร้องเรียนแพทยสภา….. หากศัลยแพทย์ ไม่มาผ่าตัดไส้ติ่งให้เธอ ในคืนนั้น ข้าพเจ้ามีโอกาสผิดพลาด จากการด่วนวินิจฉัย ด้วยประวัติคร่าวๆของคุณหมอเวร….คุณสายสุดาคงต้องฟ้องร้องอย่างแน่นอน เพราะถุงน้ำรังไข่นั้น ย่อมต้องแตกก่อนผ่าตัดอย่างแน่นอน และผลเลวร้าย ที่เธอได้รับ จะค่อนข้างรุนแรง ประกอบกับ ข้าพเจ้าละเลย ประมาท โดยไม่ได้ไปดูคนไข้ในเบื้องต้น..ด้วย… แต่…เพราะกรรมดี ที่เคยสั่งสมมา …ทำให้ข้าพเจ้ารอดพ้นจากการถูกฟ้องร้องครั้งนี้ไปได้อย่างหวุดหวิด …&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&พ.ต.อ. นพ. เสรี ธีรพงษ์ ผู้เขียน “,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น