ชีวิตนี้มีความหมาย (5)

“ไม่กี่วันที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้เข้าไปเยือนในคุกหรือเรือนจำอีกแล้ว คราวนี้ เราไปเยี่ยมคุกบางขวาง..ที่จังหวัดนนทบุรี..วันนั้นเป็นวันคริสมาส …แต่..ไม่มีใครในคุกตื่นเต้นหรือให้ความสนใจใดๆ.. ทุกๆวัน คือความหวังของคนคุก ที่คิดว่า สักวันหนึ่ง พวกเขาจะได้ออกไปสู่โลกภายนอก …ส่วนเราทั้งสามคน กลับสวนทางคนเหล่านี้ พวกเราอยากจะเข้าไปในคุก… เพื่อทำหน้าที่ดังที่เคยทำมาตลอดเกือบ 20 ปี นับแต่ครั้งแรกที่ข้าพเจ้ารับปากเจ้าหน้าที่สถานฑูตไต้หวันว่า ‘จะช่วยดูแลนักโทษไต้หวันในคุกทุกแห่งในประเทศไทย’\r\nตอนเช้าวันนั้น ข้าพเจ้าตื่นสายไปหน่อย…ประมาณ 7 โมงเช้า เพราะกลางคืนราว 3 นาฬิกา ข้าพเจ้าได้ลุกขึ้นมาผ่าตัดคนไข้ท้องนอกมดลูกรายหนึ่ง ณ โรงพยาบาลเอกชนที่ข้าพเจ้าอยู่เวร (ขอสงวนนาม)…พอตื่นขึ้น ข้าพเจ้า ก็รีบกุลีกุจอไปที่ห้องอาหารของโรงพยาบาล เพื่อซื้อกับข้าวทำบุญตักบาตร แล้วก็ดื่มกาแฟเย็น (สด) เพราะข้าพเจ้าเป็นโรค Caffeine addict มิฉะนั้นแล้ว วันทั้งวันของวันนั้น ข้าพเจ้าคงจะปวดหัวจนทนไม่ไหว …จากนั้น ข้าพเจ้า ก็นั่งรถมอเตอร์ไซด์ไปที่สถานีรถไฟBTS ‘อุดมสุข’ เพื่อโดยสารรถไฟลอยฟ้าไปยังโรงพยาบาลตำรวจ..ข้าพเจ้าเดินทางถึง รพ.ตำรวจเมื่อเวลา ประมาณ 8:30 น. \r\n 9 นาฬิกาของวันที่ 25 ธันวาคม 2555..พวกเรา ซึ่งประกอบด้วย ข้าพเจ้า, คุณริน, คุณชาญและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถานฑูตไต้หวันอีกท่านหนึ่ง …พวกเรานั่งรถตู้ เดินทางโดยขึ้นทางด่วนย่านพระราม 4 และแวะลงที่ย่านงามวงศ์วาน จากนั้น ก็มุ่งหน้าสู่ดินแดนแห่งนรกบนดิน…นามว่า ‘คุกบางขวาง’ พวกเราเดินทางถึงที่ทัณฑสถานแห่งนั้นเมื่อเวลา 9:30 น. คุณหมอมาณพ กำลังรอพวกเราที่ห้องตรวจบริเวณส่วนราชการหน้าคุกบางขวาง หลังจากทักทายกันสักครู่ เจ้าหน้าที่ชายคนหนึ่ง ชื่อนายศักรินทร์ ก็เดินนำ..พาพวกเราผ่านด่านของเจ้าหน้าที่ตรวจการ เข้าสู่ภายในแดนนรก \r\nพวกเราทุกคนต้องฝากของใช้ส่วนตัวเสียก่อน อาทิ กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ ไว้ในตู้เหล็กภายนอกคุก….ตามกฎรักษาความปลอดภัย…. เมื่อก้าวพ้นด่านชั้นแรกของกำแพงฑัณทสถานแห่งนี้ ข้าพเจ้าสังเกตเห็นชาวบ้านจำนวนมาก ประมาณ 40 – 50 คน กำลังยืนบ้าง นั่งบ้าง ออกันอยู่หน้าห้องเยี่ยมทางด้านขวา พนมมือรับศีล รับพรจากนักโทษท่านหนึ่ง ซึ่งในอดีต เป็นพระชื่อดัง…ข้าพเจ้าถามเจ้าหน้าที่ผู้พาพวกเราเข้าไปว่า ‘ปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากจะยังคงศรัทธากับพระนักโทษรูปนั้นอีกหรือ??’ ก็ได้รับคำตอบว่า ‘ใช่.. ทุกๆอาทิตย์ยังมีผู้คนที่ศรัทธา พากันหลั่งไหลมาฟังเทศน์อย่างเนืองแน่นทุกวันพฤหัส..’ …..นี่..ก็เป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งบนโลกมนุษย์ …\r\nจากนั้น พวกเราทั้งสี่คน ก็เดินเข้าไปในคุกบางขวางชั้นในโดยผ่านด่านตรวจชั้นที่สองอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ศักรินทร์นำทาง พาพวกเราไปที่ห้องตรวจสุขภาพ หรือ ห้อง’โซล่า’ ที่มีขนาดประมาณ 16 ตารางเมตร (4×4 m^2) ซึ่งมีแผงใช้พลังงานแสงอาทิตย์ติดอยู่บนหลังคา ข้าพเจ้านั่งอยู่กับโต๊ะส่วนในสุด คอยทำหน้าที่ตรวจสุขภาพนักโทษไต้หวัน หลังจากที่นักโทษเหล่านั้นพูดคุยขอความช่วยเหลือเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่ของสถานฑูตไต้หวันทั้งสองแล้ว.. \r\nการเข้ามาในคุกบางขวางของข้าพเจ้าคราวนี้ ไม่เหมือนกับครั้งเก่าก่อน ทั้งสถานที่ตรวจ และวิธีการเรียกตัวนักโทษ สมัยก่อน…ข้าพเจ้าตรวจนักโทษไต้หวันที่สถานพยาบาลหลังใหญ่ของคุกบางขวาง แต่คราวนี้ ข้าพเจ้าต้องตรวจนักโทษที่ห้องตรวจสุขภาพ ‘โซล่า’ หลังเล็กๆ.. สำหรับนักโทษไต้หวันที่เจ้าหน้าที่เรียกมานั้น มีทั้งหมด 43 คน.. ครั้งก่อนๆ เจ้าหน้าที่เรือนจำจะเรียกมาทีเดียวทั้งหมด แต่..เที่ยวนี้ เจ้าหน้าที่ฯเรียกมาทีละแดน..แดนละ 5 – 6 คน\r\nจริงๆแล้ว.. ตามที่ข้าพเจ้าเคยเล่า.. ข้าพเจ้าแทบจะไม่ได้ตรวจร่างกายของนักโทษเหล่านี้เลย เพราะทุกคนมีสุขภาพที่แข็งแรง นักโทษไต้หวันแต่ละคนพยายามออกกำลังกายเป็นประจำ และระวังสุขภาพอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สภาพที่แออัดคับแคบภายในคุก ย่อมก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บแก่นักโทษทุกคนได้ง่าย นักโทษไต้หวันที่มาเข้ารับการตรวจภาคเช้า เป็นนักโทษจากแคน 3, 5 และ 6 มีนักโทษราว 20 คน ตอนใกล้ๆเที่ยง ก็มีนักโทษจากแดน 4 มาสมทบอีก.. รวมๆแล้ว ภาคเช้า ข้าพเจ้าตรวจนักโทษไต้หวันไปราว 30 คน \r\nไม่ใช่เรื่องแปลกเลย!!! นักโทษไต้หวันแต่ละคน จะเตรียมโพยชื่อยาที่ข้าพเจ้าเคยสั่งจ่ายเมื่อปีก่อนๆ ซึ่งใช้แล้วได้ผลดี..มา…พร้อมกับข้อปัญหาสุขภาพใหม่ๆ อาทิ ..ฟันผุ ..แผลพุพองตามง่ามมือง่ามเท้า..เป็นต้น ข้าพเจ้า ก็จะสั่งจ่ายยาตามที่ร้องขอและเพิ่มยาตัวใหม่ให้ไป แต่..บางคนกำลังเป็นโรค เช่น ตากุ้งยิง หรือหวัด พวกเขาก็จะขอให้ข้าพเจ้าสั่งจ่ายยาของที่ห้องตรวจสุขภาพแห่งนั้นทันทีเลย..ซึ่ง..พยาบาลของที่นั่น ก็อำนวยความสะดวกจ่ายยาให้ตามต้องการ…ชนิดละ 10 – 20 เม็ด.. พอถึงเที่ยงวัน พวกเราทุกคน ก็ต้องออกมาข้างนอกคุกก่อน เพื่อรับประทานอาหาร วันนั้น คุณหมอมาณพ รับอาสาเป็นไกดิ์พาพวกเราไปรับประทานอาหารอร่อยๆแถบย่านนั้น โดยให้พวกเราเป็นผู้เลือก พวกเราเลือกที่จะไปทานก๊วยเตี๋ยวเป็ดรสเด็ด จากนั้น ก็ไปกินไอ้ติมริมทาง ซึ่ง..รสชาดอร่อยมาก จนรัฐมนตรีหลายท่านเคยแวะมารับประทานตอนเยี่ยมคุก…\r\nภาคบ่าย..พวกเรากลับเข้ามาในคุกบางขวางอีกครั้ง และเข้าประจำการตรวจเหมือนเดิม นักโทษไต้หวันที่ถูกเกณฑ์มาคราวหลังนี้ มักมาจากแดนที่อยู่ห่างไกลจากห้องตรวจ..นักโทษแดนสุดท้ายที่เข้ามารับตรวจ คือ นักโทษแดน 10 หรือแดนประหาร มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 6 คน …เท่าที่สอบถาม ทุกคนเป็นนักโทษเด็ดขาดแล้ว เกือบทุกคนได้รับพระราชทานอภัยโทษ ไม่ต้องเข้ารับการประหาร แต่ต้องติดคุกราวๆ 40 ปี นักโทษส่วนใหญ่ติดคุกกันมาแล้ว 7 – 8 ปี ดังนั้น จึงยังเหลือเวลาจองจำอีก 30 กว่าปี อย่างไรก็ตาม..เท่าที่มองดู นักโทษพวกนี้ ยังมีสีหน้า ที่สดใสอยู่…แม้ภายในจิตใจจริงๆ จะทุกข์ตรอมอย่างแสนสาหัส ทุกคนยังมีความหวังว่า..สักวันหนึ่ง พวกเขาจะได้ออกจากคุก และได้สูดอากาศสดชื่น แบบที่พวกเราสูดหายใจกันทุกวัน…แค่นี้แหละ.คือ ความหวังเดียวที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้น มีกำลังใจ ที่จะมีชีวิตอยู่ในเรือนจำ \r\nระหว่างนี้…พวกเราจะรับรู้สึกถึงได้กับบรรยากาศอึดอัดของเจ้าหน้าที่และนักโทษจากกฏข้อบังคับใหม่ๆของคุกบางขวางว่า ‘มีกฏข้อบังคับที่เข้มงวดมากเกี่ยวกับการลักลอบขน ยาเสพติดเข้าออก หรือติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์เรื่องซื้อขายยาเสพติดกับบุคคลภายนอก’ เนื่องจากผู้อำนวยการคุกบางขวางคนใหม่ เคยเป็นที่ปรึกษาของทัณฑสถานหลายแห่งมาก่อน จึงทราบถึง กลวิธีที่กลุ่มนักโทษและญาตใช้ในการนำเอายาเสพติดเข้ามาในคุก รวมทั้งวิธีการจัดจำหน่ายอีกด้วย ผลของการนำกฏข้อบังคับเหล่านี้มาใช้ ก็คือ นักโทษบางคนที่มีอาการของโรคฉุกเฉินรุนแรง อาจเสียชีวิตก่อนที่จะถูกนำส่งออกสู่ภายนอกไปยังโรงพยาบาลศูนย์..ในอดีต..เคยมีนักโทษไต้หวันคนหนึ่ง จู่ๆ ก็เป็นเกิดภาวะเบาหวานกำเริบเฉียบพลัน ผลเลือดมีน้ำตาลขึ้นสูงมาก.. คนไข้ทำท่าจะไม่รอดอยู่เหมือนกัน แต่… คุณหมอมาณพก็ได้ช่วยเหลือชีวิตเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที ด้วยการลัดขั้นตอนการนำตัวผู้ต้องหาออกนอกทัณฑสถาน…หากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในช่วงนี้ เชื่อว่า นักโทษคนนี้ คงเสียชีวิตไปแล้ว เพราะกฏระเบียบการเข้าออกคุกของนักโทษตอนนี้ เข้มงวดมาก\r\nวันที่ 27 ธันวาคม 2555 เป็นอีกวันหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าออกเดินทางไปตรวจนักโทษไต้หวันในคุก….คราวนี้ พวกเราเดินทางไปตรวจนักโทษที่คุกคลองเปรม… ที่จริงแล้ว สถานที่ที่พวกเราไป ไม่ใช่คุก…แต่เป็นโรงพยาบาล ชื่อว่า โรงพยาบาลทัณฑสถานคลองเปรมประชา…โรงพยาบาลแห่งนี้ มีสภาพเป็นโรงพยาบาลจริงๆ…มีขนาดใหญ่ระดับปานกลาง คือ มีเตียงรองรับคนไข้ถึง 500 เตียง ขนาดเล็กกว่าโรงพยาบาลตำรวจนิดเดียว มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอยู่มากมายเกือบครบทุกสาขา นักโทษไต้หวันที่ข้าพเจ้าไปตรวจนั้น มีทั้งสิ้น 33 คน นับว่า มากโขทีเดียว…\r\nพอไปถึง..เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์หญิงคนหนึ่ง ก็บรรยายเกี่ยวกับโรงพยาบาลคร่าวๆให้พวกเราฟัง ระหว่างนั้น นักโทษไต้หวันยังมารอตรวจจำนวนไม่มากนัก เธอจึงรับอาสาพาพวกเราไปดูห้องฟอกไตของโรงพยาบาล ซึ่ง…..คุณหมออายุรกรรม ผู้เชี่ยวชาญโรคไตของโรงพยาบาลตำรวจได้มาดำเนินการให้ในช่วงแรก..ภายในห้องนั่น มีเตียงฟอกไตอยู่ทั้งหมด 5 เตียง.. เครื่องมือที่ใช้ในการฟอกไต จัดว่า อยู่ในระดับโรงพยาบาลศูนย์ทีเดียว การฟอกไตใช้วิธีฟอกผ่านทางเลือดเท่านั้น ซึ่ง….มีความทันสมัยเป็นที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ นอกจากนั้น ที่นี่ยังมีห้องพักคนไข้อายุรกรรมใหญ่อีก 2 ห้อง รวมทั้งห้อง ไอ.ซี.ยู. อย่างดีอีกด้วย ความก้าวหน้าทางการแพทย์ของทัณฑสถานแห่งนี้ นับว่า ดีมากๆ.. แต่..คุณหมอต่างๆ ที่มาทำงาน ณ สถานที่แบบนี้ จะมีความตั้งใจมากน้อยขนาดไหน คงบอกยาก เพราะทุกท่านรู้ตัวดีว่า กำลังรักษานักโทษในคุก ที่มีประวัติร้ายๆทั้งนั้น \r\nข้าพเจ้าพยายามตรวจนักโทษทุกคนอย่างตั้งใจ โดยใช้เวลาส่วนหนึ่งซักถามเรื่องราวของพวกเขาเหล่านั้นด้วย เก็บไว้เป็นข้อมูลเขียนเรื่องราวต่างๆในคุก ที่ข้าพเจ้าตรวจเยี่ยมมาเกือบ 20 ปี …ตอนนี้ ข้าพเจ้าได้ทราบจากคุณชาญว่า ‘ตลอดปีที่ผ่านมา ทางการไทยได้เนรเทศนักโทษไต้หวันออกไปกว่า 200 คน ซึ่ง..โทษของคนที่ถูกเนรเทศส่วนใหญ่ เป็นพวก call centre ซึ่ง..ติดคุกไม่นานมาก.. เฉลี่ยแล้ว…นักโทษพวกนี้จะติดคุกคนละประมาณ 3 ปี’ ข้าพเจ้าคิดว่า นักโทษ call centre เหล่านี้ สร้างความเสียหายให้กับคนในประเทศไทยไม่น้อย ..ทำไม พวกเขาถึงได้รับโทษฑัณท์เพียงน้อยนิด ..หากเป็นประเทศอื่น อาทิ ไต้หวัน ..จีนแผ่นดินใหญ่.. ละก็ พวกเขาเหล่านั้นอาจถูกตั้งข้อหา ‘บ่อนทำลายเศรษฐกิจชาติ’ อันนี้ จะมีผลให้พวกเขาต้องติดคุกนานหลายสิบปี หรือถูกประหารชีวิตไปเลย..\r\nพอตรวจนักโทษชุดแรกเสร็จ พวกเราก็ออกมานอกคุกคลองเปรม เพื่อรับประทานอาหาร ณ ภัตตาคาร ‘ครัวชวนชม’ ข้าวปลาอาหาร ถือว่า ใช้ได้ทีเดียว ผู้คนผ่านไปมา ได้ให้ความสนใจ แวะรับประทานไม่น้อย..พอรับประทานอาหารเสร็จ พวกเราก็รีบเดินทางไปตรวจนักโทษไต้หวันอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง\r\nI ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง มีนักโทษไต้หวันเพียง 5 คนเท่านั้น หลายคนยังไม่เป็นนักโทษเด็ดขาด หมายถึง ยังไม่ได้ตัดสินขั้นฎีกา แต่ก็ติดคุกมาแล้วคนละ 4 – 5 ปี… มีนักโทษรายหนึ่ง ที่ทางการไทย มีหลักฐานไม่เพียงพอ… นักโทษสู้คดี จนชนะในศาลชั้นต้น…ปัจจุบัน…กำลังรอคำพิพากษาจากศาลชั้นอุทธรณ์ หากชนะคดีอีก..เขาก็จะเป็นอิสระ..และเดินทางออกไปจากประเทศไทยไป…โดยไม่มีย้อนกลับมา…ข้าพเจ้าตรวจนักโทษเหล่านี้เสร็จอย่างรวดเร็ว ก่อนกลับ พวกเราได้แวะไปทักทาย.. พี่ผู้หญิง…ผู้คุมในคุกแห่งนี้…ชื่อ “ พี่เพ็ญ ” …กำลังจะเกษียรในเดือนตุลาคม ปีนี้ …ข้าพเจ้าบอกกับพี่เพ็ญว่า ‘อยากจะขอนัดสัมภาษณ์สักวันหนึ่ง’ แด่คนทั่วไป เพื่อจะได้รับรู้ถึงความเป็นไปในคุกว่า มันเป็นอย่างไร…เพราะมีเรื่องสนุกสนานหลายเรื่อง ที่พี่สาวคนนี้จะเล่าให้ฟัง…ข้าพเจ้าคิดว่า..น่าจะเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อผู้คนทั่วไป ที่ยังเคยกระทำผิด… \r\nคุกหรือแดนนรกบนดิน ที่ทุกคนรู้จักกันดี…แต่.จะมีสักกี่คนรู้จักความเป็นจริงภายในนั้น… การที่ข้าพเจ้าได้เข้าไปตรวจนักโทษไต้หวันนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะต้องการกระทำความดีไว้บ้าง..แต่ที่สำคัญ คือ ข้าพเจ้าอยากเข้าไปในคุก โดยไม่ต้องกระทำผิด…คุณรินที่จะเข้าไปพร้อมๆกับข้าพเจ้า บอกว่า มันเป็นการสะเดาะเคราะห์ ไปในตัว ทำให้เราไม่ต้องติดคุก ในอนาคต..\r\nท่านเชื่อในคุณความดีหรือไม่…ข้าพเจ้าเชื่ออย่างสนิทใจและเชื่อว่า กฎแห่งกรรมนั้น เป็นจริงเสมอ…ไม่ว่า เราจะเกิดมาในชาตินี้หรือไม่…ก็ตาม…..\r\n&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&\r\nพ.ต.อ. นพ. เสรี ธีรพงษ์ ผู้เขียน.. \r\n \r\n\r\n\r\n \r\n\r\n”,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น