ขอโทษที ไม่มีคำอธิบาย

ขอโทษที ไม่มีคำอธิบาย
เรื่องราวต่างๆในโลกนี้ มีมากมาย ที่หาคำตอบและอธิบายไม่ได้ อย่างไรก็ตาม..หลายๆเรื่องสามารถอธิบายได้ แต่..ไม่มีใครอยากอธิบาย…..การเป็น ‘สูตินรีแพทย์’ นั้น หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่ง ก็คือ การอธิบายสภาวะของโรคให้คนไข้ฟัง เพื่อให้เขาเหล่านั้นทราบถึงอนาคตว่า ต่อไปจะเป็นเช่นไร…การรักษาคนไข้นั้น เมื่อเข้าสู่กระบวนการทางปฏิบัติ.. บางที ก็ไม่สามารถหยุดดำเนินการกลางคันขณะผ่าตัดได้ จนกว่า เราจะรู้ว่า คนไข้เป็นอะไร (ผลการวินิจฉัย) ซึ่ง..เป็นเรื่องไม่ง่ายเลย ที่จะบอกคนไข้ว่า ‘จริงๆแล้ว! เขาไม่ได้เป็นโรคอะไรทั้งสิ้น…’
หลายวันมานี้ ข้าพเจ้าป้วยเป็น ‘ฝี (small abscess)’ ขึ้นที่ใบหน้าบริเวณใกล้กับปลายจอนผมด้านขวา ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่า ฝีอันนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร.. แต่..จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า วันหนึ่ง..ลูกชายข้าพเจ้านึกสนุก มาดึงเอาเส้นผมสีขาวที่ขึ้นตรงบริเวณปลายจอนตำแหน่งนี้ หลังจากนั้นไม่นาน.. ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า มีสิวเล็กๆนูนขึ้นมา.. สิวเม็ดนั้น พลัน..มันก็ทำให้ข้าพเจ้าอักเสบ ปวดขึ้นมา  ข้าพเจ้าไดใช้นิ้วมือขวา 2 นิ้ว บีบมัน เพื่อเค้นเอาหนองออก.. แต่..รู้สึกว่า ไม่มีอะอไรออกมา.. ค่ำคืนนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกว่า นอนไม่ค่อยจะหลับ และมีอาการปวดที่กกหูด้านขวามากขึ้นทันที..
คาดไม่ถึงว่า ตอนเช้าวันถัดมา ข้าพเจ้ารู้สึกปวดชาส่วนหน้าด้านขวามากขึ้น ข้าพเจ้ายังคงคิดว่า ‘ไม่น่าจะเป็นอะไร’ ตกเย็น ข้าพเจ้าหนาวสะท้านไปทั้งตัว ข้าพเจ้าถือว่า ตัวเองเป็นหมอ จึงสั่งยาฆ่าเชื้อรับประทานเอง ชื่อ ‘Dicloxacilline (500 mg)’  โดยรับประทาน ครั้งละ 2 เม็ด วันละ 4 – 5 เวลา มากกว่าขนาดยาที่กำหนดไว้ในสลาก แต่…อาการของโรคกลับแย่ลง.. ทั้งมีไข้ ทั้งปวดศีรษะ.. แต่ที่หนักกว่านั้น คือ ..อาการปวดที่ใบหน้าด้านขวากลับลุกลามมากขึ้น ข้าพเจ้าคิดไปต่างๆนานา ว่า ข้าพเจ้าอาจเป็นโรคร้ายแรงของการติดเชื้อจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ คืนนั้น ข้าพเจ้านอนที่บ้าน.. ภรรยาข้าพเจ้าได้บอกกับข้าพเจ้าว่า ‘คุณน่าจะไปหาหมอนะ พรุ่งนี้รีบไปพบคุณหมอผู้เชี่ยวชาญเลยนะ.. อย่าประมาทเด็ดขาด’ ข้าพเจ้านึกเถียงในใจว่า ‘เราเองก็เป็นหมอเหมือนกัน’ แต่..จินตนาการของข้าพเจ้าก็นึกย้อนไปถึงเรื่องราวของคุณหมอผู้หญิงท่านหนึ่ง ที่มีเหตุการณ์ทำนองเดียวกัน เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน … จนเกือบกลายเป็นโศกนาฏกรรม…..
คุณหมอผู้หญิงท่านนี้ เมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้น คุณหมอทำงานอยู่โรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง.. จู่ๆ เธอก็มีไฝหรือก้อนสีดำออะไรไม่รู้.. ขนาดประมาณเท่า เม็ดถั่วเขียว ขึ้นที่ใบหน้าบริเวณโหนกแก้ม ศัลยแพทย์ที่มีชื่อเสียงในสถาบันเดียวกัน ต่างก็ช่วยผ่าตัดเอามันออก แบบรักษาความงาม.. ชิ้นเนื้อที่ว่านั้น ถูกส่งไปอ่านพยาธิสภาพ ปรากฏว่า ผลเป็น ‘มะเร็งผิวหนังชนิดหนึ่ง’ ซึ่งทำให้คุณหมอตกใจมาก..อย่างไรก็ตาม..ชิ้นเนื้อทางพยาธิ (สไลด์)นี้ ได้ส่งไปอ่านตามโรงเรียนแพทย์ต่างๆด้วย.. ผลก็สรุปออกมาเหมือนกันว่า เป็นมะเร็งผิวหนังชนิดนั้น แน่….ที่สำคัญคือ คุณหมอผู้หญิงท่านนั้น แทบช็อคกับแนวทางการรักษามะเร็งผิวหนังดังกล่าว..เพราะต้องมีการผ่าตัดเลาะใบหน้าครั้งใหญ่… แม้จะใช้วิธีการทางศัลยศาสตร์พลาสติก ก็ตาม
ก่อนถึงกำหนดวันผ่าตัด 1 สัปดาห์ มีคนแนะนำเธอว่า ‘น่าจะนำสไลด์พยาธิสภาพ ไปปรึกษาอาจารย์แพทย์เก่าท่านหนึ่ง..ซึ่งเชี่ยวชาญพยาธิอย่างหาตัวจับได้ยาก…แต่…..เกษียณไปแล้ว’ คุณหมอผ็หญิงท่านนั้น ซึ่งในตอนนี้อยู่บทบาทของคนไข้ จึงนำแผ่นกระจก (สไลด์) พยาธิสภาพไปปรึกษาอาจารย์แพทย์ท่านดังกล่าว
พออาจารย์แพทย์ท่านดูสไลด์ ท่านก็ยิ้มออกมาและบอกกับคุณหมอผู้หญิงให้สบายใจว่า ‘คุณหมอพยาธแพทย์ทุกท่านที่อ่าน แผ่นสไลด์ ท่านก่อนๆ อ่านพยาธิสภาพไม่ผิดหรอก.. แต่..หนูลองมองดูพยาธิรอบๆของส่วนที่เป็นมะเร็งสิ.. นั่นไม่ใช่ชิ้นเนื้อของผู้หญิงวัยสาว..มันเป็นของผู้หญิงแก่ อายุราว 70 – 80 ปี.. สไลด์นี้คงมีการสลับสับเปลี่ยนกับของเรา เป็นแน่..’ นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า ‘คำอธิบายที่ถูกต้อง มีค่ามากกว่าทอง’ คุณหมอผู้หญิงท่านนั้น จึงไม่ต้องเสียโฉมใบหน้าจากการผ่าตัด และยังคงมีความสุขกับครอบครัวตลอดมาจนถึงทุกวันนี้…
ข้าพเจ้าเอง ก็คิดไปต่างๆนานาดังที่เล่ามา จนเกรงไปว่า ‘สุดท้าย สิวของข้าพเจ้าจะเป็นมะเร็งหรือเปล่า??’ ในที่สุด ข้าพเจ้าก็หยิบเอายา ‘Meiact’  ของภรรยาบนหัวเตียงจำนวน 2 เม็ดมา รับประทาน และนอนหลับไป.. พอตื่นขึ้น.. ข้าพเจ้า ก็พบว่า ใบหน้าของข้าพเจ้าลดน้อยความเจ็บปวดอย่างมาก และไม่ชาเหมือนก่อน.. ตอนนี้ สภาพร่างกายของข้าพเจ้าดีขึ้นมากแล้ว ข้าพเจ้าเดินไปปรึกษาศัลยแพทย์ท่านหนึ่งเมื่อเย็นที่ผ่านมา.. ท่านก็บอกว่า ‘ไม่เป็นไรแล้ว ฝีบนใบหน้าอันนี้ไม่ใช่มะเร็งหรอก’….
เมื่อวานนี้ มีคนไข้รายหนึ่งมาตรวจติดตามการรักษากับข้าพเจ้าที่โรงพยาบาลตำรวจ เธอเป็นผู้หญิง ชาวกัมพูชา ชื่อ คุณจักริยา ออ.. ซึ่งพวกเราเรียกเธอง่ายๆว่า คุณจริยา.. อายุ 28 ปี อาชีพกรรมกร เธอเคยมีบุตรแล้ว 1 คน (อายุ 2 ขวบ) คุณจริยา ชาวเขมรคนนี้ ได้มาที่โรงพยาบาลเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน ด้วยอาการปวดท้องน้อย และมีเลือดออกจากช่องคลอด.. ลักษณะการปวดเป็นแบบปวดทั่วๆไปบริเวณท้องน้อย.. ไม่มีร้าวไปที่ใด เธอซื้อกินยาแก้ปวดกินเอง แล้วไม่ดีขึ้น.. จากการตรวจภายใน พบว่า ช่องคลอด ไม่มีเลือด, ปากมดลูกปิด มีเลือดจุกอยู่, มดลูกขนาดปกติ และคล้ายมีก้อนเลือดเล็กน้อยในโพรงมดลูก, ปีกมดลูก และรังไข่  ปกติ.. เมื่อเจาะตรวจเลือด หาค่า เบต้า เฮสซีจี (hCG)  ให้กับคุณจริยา ปรากฏว่า มีค่าสูงถึง 11,787 หน่วย (mIU/ml) [ซึ่ง..ค่าที่มากกว่า 25 ถือว่า ‘ท้อง (pregnant)’  และค่าที่มากกว่า 3,000 หน่วย หากดูด้วยอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดย่อมจะต้องมองเห็น ถุงการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูก (Intra-uterine gestational sac)] ข้าพเจ้าตกใจมากที่คนไข้รายนี้ เราไม่พบถุงการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูก ซึ่งนั่นหมายถึงว่า เธอน่าจะเป็นท้องนอกมดลูก อย่างไรก็ตาม..อาการปวดท้องน้อยของคุณจริยา ก็ไม่มากจนเหมือนกับมีการตกเลือดภายในช่องท้อง (Hemoperitonium) จนต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้อง (Explor-lap)
ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงสั่งการให้เจาะท้องส่องกล้อง กับคุณจริยา ชาวเขมร เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ … แต่..เผอิญว่า ตอนบ่ายวันนั้น ข้าพเจ้ากำลังง่วนอยู่กับการผ่าตัดส่องกล้องให้กับคนไข้รายหนึ่งและยังผ่าตัดไม่เสร็จ คุณหมอสูติอีกท่านหนึ่งได้อาสาช่วยผ่าตัดโดยเลือกวิธีผ่าตัดแผลเล็กๆ (Mini-explor..) บริเวณเหนือหัวเหน่าของคุณจริยาให้ ….ผลการผ่าตัด…เป็นที่น่าตกใจอย่างยิ่ง จนคุณหมอท่านนั้น ต้องร้องขอให้ข้าพเจ้าหยุดผ่าตัดผ่านกล้องชั่วคราว และเดินออกมา ดูมดลูกของคุณจริยาในห้องผ่าตัดอีกห้อง เพราะ มดลูกคุณจริยา มีรูปร่างปกติ แต่มี ก้อนเนื้อเป็นโหนกที่ยอดมดลูกทางด้านข้างขวา ขนาดเท่ากับผลมะนาว (Horn) ซึ่งลักษณะเช่นนี้ ในทางการแพทย์ จะเรียกว่า ‘เขา (Uterine Horn) [หรือ ติ่งก้อนเนื้อ..บนยอดมดลูกด้านข้าง])’ ซึ่ง..ก่อนไปดู.. ข้าพเจ้าคิดในใจว่า คุณจริยาน่าจะมีมดลูกเป็น ‘มดลูกแฝด (Double uterus)’ อย่างไรก็ตาม เมื่อเหตุการณ์กลับเป็นเช่นนั้น…  ข้าพเจ้า ก็ต้องขอให้คุณหมอช่วยเย็บปิดแผลหน้าท้องเล็กๆนั้นเสีย หมายความว่า คุณจริยา ตั้งครรภ์ในตำแหน่ง ติ่งเนื้อก้อนนั้น (Uterine Horn) ..ไม่ได้ตั้งครรภ์ที่ท่อนำไข่แบบท้องนอกมดลูก..ที่เราเข้าใจกัน…การตัดปีกมดลูกจึงไม่ใช่วิธีการรักษาสำหรับเธอ…วิธีการรักษาจริงๆสำหรับคุณจริยา คือ ปล่อยให้การตั้งครรภ์ในติ่งเนื้อนั้นสลายตัวแท้งออกมา…
2 วันถัดมา ข้าพเจ้าได้สั่งให้เจาะเลือดหาค่า เบต้า เฮสซีจี (ค่าการตั้งครรภ์) ของคุณจริยา อีก ปรากฏว่า ได้ค่าเพียง 5,556 หน่วยเท่านั้น …ถัดมาอีก 4 วัน อาการของคุณจริยา ดีขึ้นมาก แต่..เธอยังคงมีเลือดไหลกะปิดกะปรอยจากช่องคลอด.. เมื่อติดตามเจาะเลือดหาค่าเบต้า เฮสซีจี (ค่าการตั้งครรภ์) พบว่า ลดลงเหลือ 3,082 หน่วย และลดลงอีก เหลือเท่ากับ 1,994 หน่วยในอีก 2 วันต่อจากนั้น… เมื่ออาการของเธอดีขึ้นจนปลอดภัย….คุณจริยา จึงได้รับอนุญาติให้กลับหลังจากนอนพักรักษาตัวถึง 7 วัน และได้นัดคนไข้มาตรวจที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอก ประมาณ 1 สัปดาห์ นั่นก็คือ เมื่อวานนี้….  ซึ่ง…ผลเลือดค่าการตั้งครรภ์ ของเธอ ก็ลดลงเหลือ เพียง 500 หน่วย เท่านั้น
ข้าพเจ้าตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดให้กับคุณจริยา พบว่า  ก้อนการตั้งครรภ์ (Gestational mass) ที่เราตรวจนั้น ภายในของก้อนนั้น.. มันกำลังมีการสลายตัว…เพราะเห็นมีพื้นที่สีดำเป็นหย่อมๆ ลักษณะเคลื่อนที่ไปมา ซึ่ง..หมายถึงเลือด (Fresh Blood) ..ไม่ใช่เนื้อ (Mass)  ความจริงแล้ว…ก้อนดังกล่าวที่เห็นนี้…คุณหมอแพทย์ประจำบ้านที่มาปรึกษาข้าพเจ้าเห็นตั้งแต่แรก..แต่…พอข้าพเจ้าเดินไปดู…คุณหมอแพทย์ประจำบ้านกลับเน้นให้ข้าพเจ้าดูเฉพาะภายในโพรงมดลูก (Uterine cavity) ของคุณจริยา…เท่านั้น..ข้าพเจ้าจึงวินิจฉัยเป็น ‘สงสัยท้องนอกมดลูก (Rule out ectopic pregnancy) ’ อันนำไปสู่การเจาะท้องส่องกล้อง เพื่อการวินิจฉัย…(Laparoscopy) และการผ่าตัดแผลเล็กๆเหนือหัวเหน่าดังที่เล่ามา..
คุณจริยา ถามข้าพเจ้าเมื่อวานนี้ เพื่อหาคำตอบว่า เธอเป็นอะไรกันแน่..ข้าพเจ้าก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน เนื่องจากเธอเป็นคนต่างชาติ…ฟังภาษาไทยได้น้อยมาก…เธอเล่าให้ฟังว่า หลายวันมานี้ มีเลือดออกจากช่องคลอดมาก 2 วัน แล้ว ก็หยุด…ตอนนี้เริ่มมีเลือดไหลออกมาอีกแล้ว จะทำยังไงดี…ข้าพเจ้าบอกเธอว่า ‘ไม่เป็นไรมากหรอก เดี๋ยวจะให้ยาหยุดเลือด และวิตามินธาตุเหล็กไปรับประทาน เพื่อเสริมสร้างเม็ดเลือด’ ข้าพเจ้านัดคุณจริยา กลับมาตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดอีกหนึ่งสัปดาห์ คิดว่า อาการเลือดออกของเธอคงจะหายไป.. ก้อนการตั้งครรภ์ดังกล่าว ก็คงจะยุบตัวลงมาก…นี่แหละ..เรื่องราวยุ่งๆของภาวะแรกซ้อนการตั้งครรภ์ช่วงแรก..ซึ่งไม่ค่อยจะได้พบเห็นบ่อยนัก……ข้าพเจ้าอยากจะเล่าอธิบายเรื่องราวความเป็นมาของโรคให้กับคนไข้อย่างมากมาย..แต่..ก็อดใจไว้… พร้อมกับ..กล่าวขอโทษเธอ..ที่ไม่สามารถทำได้..เพราะถึงจะอธิบายอย่างไร…เธอก็คงฟังไม่รู้เรื่อง…
&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&
พ.ต.อ.  นพ. เสรี  ธีรพงษ์  ผู้เขียน
 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น