กาแฟครึ่งแก้ว กับคนครึ่งชีวิต

“ตอนเช้า เกือบทุกเช้า..ก่อนเข้าห้องตรวจคนไข้นรีเวช รพ.ตำรวจ ข้าพเจ้าจะแวะไปซื้อกาแฟเย็นรสลาเต้ที่ร้านค้าประจำ แต่..ข้าพเจ้ากินกาแฟสด เพียงไม่กี่คำ ก็จะวางทิ้งไว้….ทำให้ความเข้มข้นของกาแฟเจือจางปนไปกับน้ำแข็งที่ละลายตัว… ข้าพเจ้าจึงไม่เคยกินกาแฟครบแก้วสักที……. วันเวลา ผ่านล่วงนานปี ..ข้าพเจ้ามักจะถือเอาเรื่องนี้เป็นข้อด้อยเชิงขบขัน นำไปเล่าให้กับคนขายฟังเสมอว่า ‘กินกาแฟของที่ร้าน ไม่คุ้มค่าเลย เพราะกินจริงๆแค่ครึ่งแก้วเท่านั้น’..คนขายกาแฟซึ่งสนิทกัน พยายามคิดค้นหาวิธีลดทอนการขาดทุนทางจิตใจให้กับข้าพเจ้า ในที่สุด ก็พบวิธีแก้ไข ได้อย่างหนึ่ง โดยแบ่งกาแฟออกเป็นสองส่วน.. ครึ่งหนึ่งใส่แก้ว อีกครึ่งหนึ่ง เทใส่ในถุงพลาสติกให้ข้าพเจ้าถือกลับไป ส่วนใหญ่แล้ว กาแฟที่ใส่ถุง ข้าพเจ้ามักนำไปแจกจ่ายให้คนอื่น อาทิ คนงานหรือแม่บ้านแต่.มีอยู่บ่ายวันหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าลืมวางถุงกาแฟทิ้งไว้บนโต๊ะอาหารของหน่วยธุรการ.. พลัน!! ข้าพเจ้า เกิดหิ้วกระหายในรสชาติกาแฟสดขึ้นมา.. ข้าพเจ้าจึงเดินไปหยิบถุงนำเอากาแฟอีกครึ่งถุงนั้น มาใส่น้ำแข็งใส.. นี่เอง..ทำให้พบว่า กาแฟอีกครึ่งหนึ่งนั้น ก็มีค่าพอให้ข้าพเจ้าดับกระหายได้ โดยไม่ต้องเสียสตางค์….นี่แหละ! ชีวิตข้าพเจ้าที่คลุกเคล้ากับกาแฟสด…เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา …มีการสัมนาเรื่องราวอันน่าหดหู่ใจเรื่องหนึ่ง ที่ห้องประชุมของกลุ่มงานสูติฯ โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งข้าพเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย หากมองเผินๆ…ก็คงไม่มีความหมายอะไรมากนัก..แต่…ถ้ามองให้ลึกซึ่ง …….มันมีสิ่งซ่อนเร้นอยู่ในเรื่องราวดังกล่าวมากมาย…..ชวนให้คิดพิจารณา ความหมายของชีวิตคนเรา..คุณชุติมา อายุ 25 ปี ตั้งครรภ์แรก.. เธอฝากครรภ์ที่ศูนย์การแพทย์ใกล้บ้าน นับแต่ เธอรับรู้ว่า มีสิ่งมีชีวิตถือกำเนิดขึ้นมาในอุทร ต่อมา เธอก็ย้ายมาฝากครรภ์ที่ รพ ตำรวจ ตอนอายุครรภ์ได้ 24 สัปดาห์ เมื่อมาถึงหน่วยฝากครรภ์ครั้งแรก สูติแพทย์เวรในวันนั้น ได้ทำอัลตราซาวนด์ผ่านทางหน้าท้องให้กับเธอตามระเบียบของหน่วยฝากครรภ์ ตอนนั้น คุณหมอไม่พบความผิดปกติอะไรเกี่ยวกับทารกน้อย.. ส่วนผลเลือดของคุณชุติมา ก็ไม่มีสิ่งผิดสังเกต..การฝากครรภ์ดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ข้อผิดสังเกตแต่อย่างใด จวบจนกระทั่ง คุณชุติมาตั้งครรภ์ได้ 40 สัปดาห์ สูติแพทย์เวรประจำวัน ได้ขอตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางหน้าท้องให้กับเธออีกครั้ง เพื่อประเมินสภาพทารกก่อนจะตัดสินใจว่า จะให้คลอดทางใด จึงจะเหมาะสม ซึ่ง..หมายถึง จะให้คลอดเอง (Normal delivery) หรือเข้ารับการผ่าตัดคลอด (Cesarean section)…พอหัวตรวจอัลตราซาวนด์วางทาบลงบนหน้าท้องของคุณชุติมา.. คุณหมอสูติท่านนั้น ก็ต้องตกใจอย่างมากที่พบว่า ‘ลูกคุณชุติมา มีศีรษะที่โตผิดปกติ’ ซึ่งภาษาทางการแพทย์ เรียกสั้นๆว่า ‘Hydrocephalus’ สูติแพทย์ห้องฝากครรภ์รีบปรึกษา คุณหมอสูติผู้เชี่ยวชาญทางด้านอัลตราซาวนด์ (MFM) ของกลุ่มงานสูติฯ ซึ่ง…ผลปรากฏว่า ‘พบสิ่งที่น่าตกใจยิ่งขึ้น’ กล่าวคือ ‘ภายในกระโหลกศีรษะของทารกน้อย แทบไม่มีเนื้อที่ของมันสมองส่วนของความคิด (Cerebellums) อยู่เลย, บริเวณดังกล่าวถูกแทนที่ด้วยน้ำไขสันหลังในสมอง, บริเวณเนื้อสมองส่วนที่เหลืออยู่ให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างบ้าง ก็คือ ก้านสมอง (Brainstem) อันทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ เท่านั้น ภาวะดังกล่าวนี้ มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า ‘Hydranencephalus’ แปลว่า สมองที่เต็มไปด้วยน้ำ…..แน่นอน!!…. คุณชุติมาคงไม่สามารถคลอดบุตรได้เองตามธรรมชาติ เนื่องด้วยศีรษะทารกที่ใหญ่โตมาก จนไม่อาจเข้าสู่อุ้งเชิงกรานได้….. คนไข้ถูกกำหนดให้ผ่าตัดคลอดในวันอังคารต่อมา เนื่องจากวันจันทร์ เป็นวันหยุดราชการชดเชย.. วันนั้น ข้าพเจ้าอยู่เวรประจำการ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าในการผ่าตัดคลอด.. ข้าพเจ้ารู้สึกเห็นใจคุณชุติมาเป็นกำลัง จึงกรีดลงมีดในแนวขวางที่ผนังหน้าท้องส่วนล่างตามแนวของขอบกางเกงใน (Pfannenstiel incision) เพื่อความสวยงาม.. ข้าพเจ้าคาดไม่ถึงว่า ความหวังดีดังกล่าว จะสร้างปัญหาในการทำคลอดศีรษะทารกให้กับข้าพเจ้าอย่างมากทีเดียว…ยังจำได้ว่า..หลังจากลงมีดกรีดเลาะจากผนังหน้าท้อง ผ่านกล้ามเนื้อและชั้นไขมันของผนังหน้าท้องคุณชุติมา ไปตามลำดับจนถึงตัวมดลูก ข้าพเจ้าไม่พบอะไรที่ผิดปกติ.. ตอนนั้น ปากก็พร่ำบ่นกับนักศึกษาแพทย์ ถึงเรื่องบุญกรรมของมนุษย์ว่า ‘บางครั้งมัน ก็ไม่ยุติธรรมสำหรับมนุษย์ โดยเราไม่อาจทราบได้เลยว่า เราเคยทำกรรมอะไรไว้ และมันจะส่งผลต่อเราอย่างไร??’เมื่อเจาะถุงน้ำคร่ำ และเอามือล้วงลงไป ข้าพเจ้า ก็ต้องตกใจที่ศีรษะของทารกน้อยนั้น ใหญ่โตเอาการทีเดียว .. “ตายแล้ว!!!…ล้วงไม่ออก หัวเด็กใหญ่เกินไป…” ข้าพเจ้าอุทานออกมา โดยไม่รู้ตัว…จากนั้น ก็ลุกลี้ลุกลน หาวิธีจะล้วงหัวทารกออกมาให้ได้ “เอา Sim forceps (คีมคีบหัวเด็ก) มา ผมเอาหัวเด็กออกมาไม่ได้ ซะแล้วซิ” ข้าพเจ้าพูดต่อ เมื่อหยิบได้อุปกรณ์นั้นมาในมือ ก็รีบสอดใส่ขาข้างหนึ่งของคีม [Sim forceps] เข้าไปรองรับด้านข้างของศีรษะทารกน้อย ส่วนอีกข้างหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่กล้าใส่เข้าไปประกบ เพราะคีมชนิดนี้ สร้างมาสำหรับหัวเด็กปกติ ซึ่ง..หากข้าพเจ้าประกบ และบีบคีมนี้ ลงบนศีรษะลูกคุณชุติมาโดยไม่ระมัดระวัง หัวเด็กก็อาจจะแตกออกได้ “ทำยังไงดีละ..คราวนี้” ข้าพเจ้าพูดปลอบใจตัวเอง พลางใช้วิธี inverted T ซึ่ง..หมายถึง การกรีดมีดตัดขอบมดลูกตรงกึ่งกลางขอบแผลด้านบน เป็นแนวตั้งฉากขึ้นไป เพื่อให้มีพื้นที่กว้างขึ้นในการดึงตัวเด็ก ข้าพเจ้าค่อยๆตัดกล้ามเนื้อมดลูกตามแนวดังกล่าวอย่างระมัดระวัง.. เมื่อ‘คีม’ ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ข้าพเจ้าก็ต้องถอนเอาออกมาก่อน แล้วเอามือล้วงเข้าไปในโพรงมดลูกใหม่.. พอตัดกล้ามเนื้อมดลูกแนว inverted T แล้ว หัวเด็ก ก็อยู่ในอุ้งมือพอดี…. แต่.. ก็ไม่ใช่ง่ายเลย ในการทำคลอดหัวเด็ก …ข้าพเจ้าใช้เวลานานกว่า 10 นาที ในการนำเอาหัวลูกคุณชุติมาออกจากตัวมดลูก…‘เกือบเอาออกไม่ได้แล้วซิ’ ข้าพเจ้าบ่นออกมาดังๆ ให้เจ้าหน้าที่ฟัง เพื่อคลายความวิตกกังวลให้กับตนเอง เนื่องจากเป็นกรรมวิธีที่ลำบากมาก ข้าพเจ้ากลัวเหลือเกินว่า จะทำให้ทารกเสียชีวิตจากการทำคลอดครั้งนี้ อย่างไรก็ดี ทารกก็หลุดรอดออกมาได้ โดยไม่ได้รับความเสียหาย กระทบกระเทือนของสมอง ทารกน้อยร้องส่งเสียงดังพอสมควร ซึ่ง..แสดงว่า สิ่งมีชีวิตได้อุบัติขึ้นมาในโลกนี้อีกคนหนึ่งทารกลูกคุณชุติมา เป็นเพศหญิง น้ำหนักแรกคลอด 3,520 กรัม คะแนนศักยภาพแรกคลอด เท่ากับ 9 และ 10 (จากคะแนนเต็ม 10) ณ เวลา ที่ 1 และ 5 นาที ตามลำดับ ซึ่ง..นับว่า ทารกแข็งแรงทีเดียว แต่..จะมีประโยชน์อันใด ในเมื่อสมองของเขาไม่สามารถรับนรู้สิ่งต่างๆในโลกนี้ได้..ทารกน้อย ถูกส่งไปอยู่ในห้องความเสี่ยง (High risk room) ของแผนกเด็ก โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อสังเกตอาการ แต่.. หนูน้อยสามารถดูดนม, นอน, ขับถ่ายได้ดีตามสัญชาตญาณของสัตว์โลก โดยไม่มีการติดเชื้อในปอด หรือตามส่วนต่างๆของร่างกายในการสัมนาครั้งนี้ ทำให้ได้ความรู้จากคุณหมอผู้ชำนาญด้านการดูอัลตราซาวนด์ (MFM = Maternal fetal medicine) อย่างหนึ่งว่า สาเหตุของภาวะ (Hydanencephaly) นี้ เกิดจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองถูกอุดตันหรือทำลาย ตอนที่ยังเป็นตัวอ่อน ในช่วงอายุครรภ์น้อยๆ.. สมองส่วนการคิดและรับรู้ (Cerebrum) จึงไม่เติบโต, ถูกทำลายไปเรื่อยๆ และแทนที่ด้วยน้ำไขสันหลังที่มาหล่อเลี้ยง.. ขณะที่สัมนาอยู่นี้.. มีภาพหนึ่งฉายให้เห็นถึงตอนที่คุณแม่ชุติมา ได้พาลูกน้อยมาตรวจตอนอายุครบ 1 เดือน ปรากฏว่า หนูน้อยลูกของเธอแข็งแรงดี หัวก็ไม่โตขึ้นมาก ลักษณะการรับรู้ของลูกคุณชุติมา ก็ดูคล้ายกับเด็กปกติในอายุพอๆกัน..การกินการขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติดี ข้าพเจ้าถามคุณหมอศัลยกรรมเด็กที่มาเข้าร่วมประชุมว่า “ลูกของคุณชุติมาจะมีชีวิตยืนยาวหรือไม่?? ” ก็ได้คำตอบว่า อาจมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 10 ขวบ ข้าพเจ้าถามต่อว่า “เด็กหัวโต จะเสียชีวิตจากอะไร?” ได้รับคำตอบว่า “จากการติดเชื้อในปอดหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย แล้วลุกลามไป จนชีวิตทนไม่ได้” ข้าพเจ้าฟังแล้ว ให้รู้สึกสะท้อนใจว่า ‘กรรมเวรของมนุษย์ ทำไมมันถึงมีมากนัก… เมื่อไหร่หนอ.. กรรมเหล่านี้จะสิ้นสุดเสียที…’ข้าพเจ้าถามคุณหมอผ้เชี่ยวชาญเรื่องการดูอัลตราซาวนด์ (Perinatologist) ว่า “เป็นไปได้หรือไม่ว่า ร่างกายจะมีการซ่อมแซมมันสมองของตัวทารกน้อยเอง ขณะอยู่ในครรภ์มารดา” คำตอบคือ “เป็นไปไม่ได้” ซึ่ง…เมื่อเป็นเช่นนั้น หากเราทราบ ตอนคุณแม่ตั้งครรภ์น้อยๆ เราก็ควรทำแท้งให้กับคุณแม่.. ซึ่งเป็นคำอธิบายในเวลาต่อมา ….ถึงแนวทางปฏิบัติ ยามที่พบเห็นคนท้องเหล่านี้…..ใครที่เข้าประชุมในวันนั้น ฟังแล้ว ย่อมรู้สึกหดหู่ใจมาก เพราะทารกหัวโตที่เกิดมานั้น มีแต่จะสร้างความทุกข์ยาก ให้กับคุณพ่อคุณแม่ ทำให้เวลาทั้งชีวิตของคุณแม่ หมดไปกับการดูแล บุคคลที่มีชีวิต เพียงเพื่อรอความตาย…ทารกน้อย ก็คงคล้ายกับตุ๊กตาชีวิต ที่รอวันเวลาแห่งการเสื่อมสลาย และทิ้งร่างไว้ในอีกไม่นานนัก…ทารกน้อยเหล่านี้ จะไม่มีโอกาสที่จะมีความสุขจากการดูโลก, หัวเราะต่อกระซิกยามขบขัน, ร้องไห้ยามเสียใจ หรือ โกรธ ยามมีคนยั่วเย้า…เขา ย่อมจะไม่มีโอกาส ที่จะเติบโตขึ้นมา รับรู้รสของกาแฟ แม้เพียงสักครึ่งแก้ว…… &&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&พ.ต.อ. นพ. เสรี ธีรพงษ์ ผู้เขียน “,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น