try another color:
try another fontsize: 60% 70% 80% 90%
Dr.Seri's Clinic คลินิกหมอเสรี

ใกล้ชิดชีวิต

"เฉียด"

ใครเลยจะรู้ซึ้งถึงจิตใจของผู้เป็นแม่ที่กำลังจะสูญเสียลูกในท้องไป ว่าทุกข์ทรมานใจ
เพียงใด ภาพของสามีภรรยาคู่หนึ่งที่กอดกันร้องไห้ ด้านนอกห้องประชุมชั้น 4 ของโรงแรม
โซลทวิน ยังติดตาข้าพเจ้าอยู่แลย
สามีภรรยาคู่นี้ เดินทางไกลมาจากจังหวัดสระบุรีอย่างกะทันหัน เพราะข้าพเจ้า
แนะนำว่า ตอนนี้มีคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูอัลตราซาวนด์ระดับโลก จากประเทศนอรเวย์
มาอบรมความรู้เรื่อง "การใช้อัลตราซาวนด์ระดับสูง" แก่สูติ-นรีแพทย์ในเมืองไทย ดังนั้น เรา
ควรฉวยโอกาสให้คณะแพทย์เหล่านี้ตรวจดูลูกในครรภ์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ขณะที่ตรวจดูอัลตราซาวนด์ คณะแพทย์ชาวนอรเวย์เหล่านั้นต่างมีสีหน้าวิตกกังวลมาก
และช่วยกันตรวจซ้ำหลายครั้ง เพื่อย้ำความมั่นใจในสิ่งที่พบ พลางกระซิบบอกกับข้าพเจ้าว่า "เด็ก
คนนี้ไม่มี ไต คงไม่รอดแน่ คุณหมอต้องค่อย ๆ พูดปลอบโยนคนไข้ให้รู้ และทำใจว่า ความสูญเสีย
ที่ยิ่งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น"
ภาพของทารกในครรภ์ ปรากฏขึ้นบนจอผ้าขนาดใหญ่หน้าห้องประชุม โดยอาศัยเทคนิค
พิเศษทางมัลติมีเดียช่วย ข้าพเจ้าแจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงประวัติคร่าว ๆ ของคนไข้ว่า
"ผู้ป่วยสตรีรายนี้ สามีไม่มีอสุจิในน้ำเชื้อ มารักษาภาวะมีลูกยากเมื่อปีที่แล้ว ข้าพเจ้า
ได้ทำกรรมวิธี เทเซ่/อิ๊กซี่ ให้ไปเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2539 ขณะนี้ตั้งครรภ์ได้ 33 สัปดาห์แล้ว
ตอนที่เพิ่งเริ่มตั้งครรภ์ใหม่ ๆ ได้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างรุนแรงขึ้น คือ มีน้ำเพิ่มขึ้น
ในช่องท้องอย่างมากมาย หากไม่เจาะดูดทิ้ง ผู้ป่วยอาจตายด้วยภาวะหายใจล้มเหลว ดังนั้น
ข้าพเจ้าจึงได้ทำการเจาะดูดน้ำออกจากช่องท้อง 4 ครั้ง ในช่วงระยะเวลา 10 วัน ครั้งหนึ่ง ๆ
เจาะดูดประมาณ 2000 ซีซี และให้ยาฆ่าเชื้อโรคด้วยทุกครั้ง
โชคไม่ดี ภายหลังจากเจาะดูดน้ำครั้งสุดท้าย ได้ประมาณ 24 ชั่วโมง คนไข้เกิดมี
อาการไข้สูง หนาวสั่น และช็อก ข้าพเจ้าจึงได้นำส่งห้อง ไอ.ซี.ยู.อุบัติเหตุ ของโรงพยาบาล

ฉันเป็นฉันเอง

"ยามกังหันต้องลม เป็นวงกลมเมื่อลมโชยมา (ซ้ำ)
มองดู โน่นสุริยา (ซ้ำ) ลมโชยมา กังหันต้องลม (ซ้ำ)"

เสียงร้องเพลงของพวกเราดังกระหึ่มไปทั่วหุบเขา พร้อม ๆ กับมีการแสดงท่าทาง
ประกอบกายบริหารไปด้วย แขกเหรื่อที่มาพักตามบ้านพักรอบ ๆ สนามหญ้า คิดว่า พวกเรากำลัง
เต้นแอโรบิก แท้ที่จริงไม่ใช่ พวกเรากำลังอุ่นเครื่องร่างกาย ก่อนออกวิ่งในตอนเช้าตรู่ของวันนั้น
พวกเราวิ่งเหยาะ ๆ พร้อมกันไปตามถนนด้านหน้า วังรีรีสอร์ท สถานที่ที่พวกเราพัก
เพื่อสัมมนา "สู่ความเป็นหนึ่ง" โครงการต่อเนื่องของ โรงพยาบาลตำรวจ ขณะที่วิ่ง พวกเรา
จะร้องเพลงไปด้วย นัยว่า จะได้ลืมความเหนื่อยและเป็นการผ่อนคลายความรู้สึกว่า การวิ่งเป็น
ภารกิจที่หนัก เนื่องจากสนุกกับเนื้อร้องที่ออกทะลึ่งนิด ๆ
ระยะทางที่วิ่งประมาณ 600 เมตร วิ่งเสร็จพวกเราได้มารวมตัวกัน ณ สนามหญ้า
ที่เดิม เพื่อเล่นเกมส์ 2-3 เกมส์ และจบลงด้วยการอุ่นเครื่องร่างกายอีกครั้ง เป็นการยุติ
กิจกรรมออกกำลังกายยามเช้าวันนั้น
พอกลับจากการฝึกอบรมถึงบ้าน ข้าพเจ้าคิดว่า ร่างกายคงจะเหนื่อยเมื่อยล้า จาก
การวิ่ง แต่เปล่าเลย ภายหลังพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอแล้ว ตื่นขึ้นมา แขนขา กลับรู้สึกมี
เรี่ยวมีแรง จิตใจกระปรี่กระเปร่า และอยากจะวิ่งเช่นนี้อีก
ข้าพเจ้าไม่อยากเสียโอกาสในขณะที่จิตใจอยากจะวิ่ง ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวัน
ทำงานราชการตามปกติ จึงจัดแจงเตรียมเสื้อผ้า รองเท้าสำหรับวิ่ง ผ้าเช็ดตัว สบู่เหลว ใส่
กระเป๋าเรียบร้อย และออกวิ่งในตอน 7 โมงเช้า ที่ลานอเนกประสงค์ บริเวณอาคารจอดรถชั้น
11 ของโรงพยาบาลตำรวจ
เมื่อข้าพเจ้าไปถึง มีคนวิ่งอยู่แล้วที่นั่น 4-5 คน แต่ละคนมีประวัติวิ่งออกกำลังกาย
อย่างนี้ 10 กว่าปีทั้งนั้น ที่เด่นเป็นพิเศษมี 2 คน คือ พ.ต.อ.นพ.วีระชัย และ พ.ต.อ.นพ.กิติ
ข้าพเจ้าวิ่งประมาณ 15 นาที จำไม่ได้ว่า กี่รอบสนาม วิ่งเสร็จ อาบน้ำในห้องน้ำข้างบน และ

พี่เลี้ยงจอมโหด

"ครอบครัวสมัยนี้ ไม่ใหญ่เหมือนสมัยก่อน ส่วนมากภายในครอบครัว จะมีแต่ พ่อแม่
และลูก เท่านั้น พ่อแม่ต้องออกไปทำมาหากินนอกบ้านเกือบทุกวัน พี่เลี้ยง จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่
หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสังคมยุคปัจจุบัน" นี่เป็นความคิดเห็นของผู้คนจำนวนหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าเห็นด้วย
อย่างยิ่ง
มีหลายครอบครัว ที่ผิดพลาดในการคัดเลือกพี่เลี้ยง เพราะไม่มีเวลาหรือต้องการ
ประหยัด...ไม่อยากจ้างในราคาแพง ซึ่งบางครั้งใช้วิธียกฐานะ "คนใช้" ขึ้นมาเป็นพี่เลี้ยงก็มี
ความผิดพลาดเหล่านี้ อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมได้ จึงควรจดจำไว้ว่า "พี่เลี้ยงไม่ใช่พ่อแม่ จะ
ดูแลเหมือนกัน ย่อมเป็นไปไม่ได้"
ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ครอบครัวฐานะดีครอบครัวหนึ่ง มีพี่เลี้ยงของลูกชายวัย 2
ขวบ เป็นสาวชาวอังกฤษ อายุประมาณ 20 ปี ลักษณะภายนอกจัดว่าค่อนข้างดี ท่าทางเรียบง่าย
พูดจาไพเราะ มาทำงานอยู่กับครอบครัวนี้เป็นเวลาหลายเดือน ไม่เคยปรากฏมีเรื่องเลวร้ายออก
มาให้เห็น ดังนั้น จึงเป็นที่ไว้วางใจอย่างมาก
ทุกครั้งที่พ่อแม่ของหนูน้อยกลับถึงบ้านในตอนเย็น มักจะพบลูกชายในสภาพที่สะอาด
สะอ้าน เสื้อผ้าเรียบร้อย นอนหลับสนิท ชวนให้คิดว่า หนูน้อยคงจะมีความสุขอย่างมาก
วันหนึ่ง มีสิ่งผิดสังเกตเกิดขึ้น ตอนเย็นวันนั้น ภายหลังกลับจากที่ทำงานมาถึงบ้าน
พบว่า คราวนี้ลูกไม่ได้อยู่ในสภาพนอนหลับ แต่กลับร้องไห้อย่างทุรนทุราย เอามือกุมบริเวณทรวง
อกตรงราวนมตลอดเวลา ตามลำตัว,ใบหน้า และศีรษะ มีบาดแผลแตก และรอยฟกช้ำหลายแห่ง
สอบถามเอากับพี่เลี้ยง ก็ไม่ได้คำตอบชัดเจน พี่เลี้ยงบอกเพียงว่า เด็กซุกซนมาก วิ่ง
ชนกับขอบโต๊ะและหกล้มศีรษะฟาดพื้น
เด็กน้อยวัย 2 ขวบ พูดยังไม่ค่อยได้ ไม่สามารถอธิบายความ พูดแต่เพียงว่า "เจ็บ,
เจ็บ,เจ็บ" ลักษณะท่าทางที่แสดงออกบ่งบอกว่า น่าจะเจ็บปวดทุกข์ทรมานมากจริง ๆ
ไม่รอช้า รีบพาไปหาหมอ พอผลเอ๊กซเรย์ทรวงอกออกมา ทุกคนต่างพากันตกใจ

พ่อแม่รังแกลูก

คืนนั้นอากาศหนาวเย็นมาก จนลมหายใจที่ออกจากปากกลายเป็นไอสีขาว เหมือนพ่น
ควันบุหรี่ คนไข้ที่เข้ามาในคลินิกล้วนใส่เสื้อผ้ากันหนาวหนา ๆ ทั้งนั้น หลังจากรับยา ต่างพากัน
ทยอยออกไปทีละคน ๆ จนหมด เรากำลังจะปิดคลินิกแล้ว ขณะนั้น เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มเศษ
ข้าพเจ้ากำลังเตรียมตัวจะกลับบ้าน จู่ ๆ ปรากฏร่างของชายวัยกลางคนแต่งตัวปอน ๆ เดินอุ้ม
ประคองสิ่งของอะไรสักอย่างหนึ่งเข้ามา สิ่งของนั้นห่อด้วยผ้าห่มเก่า ๆ ขาดวิ่น มีรอยปะชุนหลาย
แห่ง เขาทำท่าเอียงอายคล้ายนักเรียนทำผิด กลัวถูกครูลงโทษอย่างนั้น
เขาค่อย ๆ เอามือเปิดผ้าห่มออกอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่า สิ่งของภายในจะ
แตกร้าว ทันทีที่เห็นภาพภายในผ้าห่ม ข้าพเจ้าถึงกับผงะหงายด้วยความตกใจ
ที่แท้สิ่งที่อยู่ภายในผ้าห่มนั้น คือ เด็กน้อยคนหนึ่ง อายุ 2 ขวบครึ่ง ลักษณะเหมือน
ซากศพมากกว่าสิ่งมีชีวิต เพราะไม่มีส่วนใดของร่างกายเคลื่อนไหว เธอนอนแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น
นัยน์ตาเปิดค้างอยู่ แต่ไร้ความรู้สึก และไม่มีแววแห่งความมีชีวิต เหม่อลอยอย่างไม่มีจุดหมาย
ใบหน้าคล้ายกับจะบอกว่า ผ่านความทุกข์ทรมานมามาก ตามลำตัวและศีรษะมีบาดแผลเก่าและใหม่
เต็มไปหมด หายใจเบามาก จนมองไม่ออกว่า ยังหายใจอยู่หรือเปล่า รูปร่าง ผอมโซ ซูบซีด
ตัวเล็กมาก เหมือนถูกย่อส่วนหรือฉีดยาสต๊าฟไว้ไม่ให้โต มีน้ำหนักเพียง 7 กิโลกรัม แทนที่จะ
เป็น 2เท่า สำหรับเด็กอายุขนาดนี้
ที่สะดุดตามากที่สุด คงจะเป็น ส่วนท้องของเด็กที่ถูกรัดด้วยเข็มขัดจนเห็นรอยกดเป็น
แนวรอบ ๆ เอว เขาทำอย่างนั้นเพื่อจุดประสงค์อะไร
อ๋อ...รู้แล้ว เพื่อไม่ให้เด็กหิวไงล่ะ...
ไม่น่าเชื่อเลยว่า จะมีคนใจร้าย ทำกับเด็กเล็ก ๆ อย่างนี้ได้ลงคอ
"ทำไมไม่มีใครขัดขวางการกระทำที่ชั่วร้ายครั้งนี้" เป็นคำถามที่เกิดขึ้นมาในใจ แต่
ไม่กล้าถาม กลัวว่า คำตอบจะเป็นเพียงการแก้ตัวให้พ้น ๆ ไป
"คุณเป็นอะไรกับเด็กคนนี้" ข้าพเจ้าถาม
"เป็นพ่อเด็ก" ชายวัยกลางคนตอบห้วน ๆ

ทำไมถึงต้องเป็นเรา?...

พอวางหัวตรวจอัลตราซาวนด์ลงบนหน้าท้องของคนไข้ ข้าพเจ้าต้องตกใจที่มองเห็น
"ภาพเด็กในครรภ์เคลื่อนไหว แต่ไร้ซึ่งกะโหลกศีรษะ" คำถามที่เกิดขึ้นในใจขณะนั้น คือ "จะพูด
อย่างไร คนไข้และสามีจึงจะไม่ตกใจหรือช็อกไปเสียก่อน"
ในระหว่างที่กำลังหาคำตอบอยู่ ข้าพเจ้าตัดสินใจส่งคนไข้ไปแผนกเอ๊กซเรย์เพื่อตรวจ
ดูอัลตราซาวนด์ซ้ำอีกครั้ง คนไข้รู้สึกแปลกใจ แต่ไม่กล้าถาม
สามีภรรยาคู่นี้หายไปนานเกินกว่าครึ่งชั่วโมง และกลับมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ไม่
ค่อยพูดจาสนุกสนานเหมือนแต่ก่อน
พอฟิล์มและผลการอ่านจากแผนกเอ๊กซเรย์มา ข้าพเจ้าจึงพูดว่า "เป็นที่ยืนยันอย่าง
แน่นอนแล้วว่า ลูกในครรภ์ไม่มีกะโหลกศีรษะ" คนไข้น้ำตาไหลออกมาทันที สามีของคนไข้อุทาน
ว่า "ทำไมต้องมาเกิดกับเราด้วย" และสิ่งที่สามีภรรยาคู่นี้อยากทราบมากที่สุด คือ "มันเกิดขึ้น
ได้อย่างไร..."
ข้าพเจ้าพยายามปลอบใจด้วยคำพูดว่า "ไม่มีใครรู้ว่า สาเหตุเกิดจากอะไร แต่ท้อง
ต่อไปอาจจะไม่เกิดอีก"
จากการศึกษาวิจัย พบว่า สาเหตุที่แท้จริงไม่มีใครรู้ น่าจะมีหลาย ๆ ปัจจัยมา
ประกอบกัน สิ่งแวดล้อมและกรรมพันธุ์ น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่าอย่างอื่น
ในส่วนของกรรมพันธุ์ มีรายงานใน ปี ค.ศ.1958 (พ.ศ.2501) โดย HORNE ว่า
เกิดซ้ำในครอบครัวเดียวถึง 4 ครั้งติดต่อกัน แต่โดยทั่วไป ถือว่า มีโอกาสเกิดซ้ำเพียงร้อยละ
5 เท่านั้น
ในส่วนของสิ่งแวดล้อม อาจจะเกี่ยวเนื่องกับสารอาหาร เช่น สารโฟลิค แอซิด
(FOLIC ACID) มีส่วนสำคัญในการสร้างระบบประสาทเป็นอย่างยิ่ง หากร่างกายสตรีขาดสาร
ชนิดนี้ในระหว่างตั้งครรภ์ระยะแรก มีโอกาสเกิดภาวะนี้ได้ จึงมีคำแนะนำว่า ควรรับประทาน
วิตามินรวมก่อนการตั้งครรภ์ จะช่วยป้องกันภาวะดังกล่าวข้างต้น
คนไข้และสามี ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรดี เพราะเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน
ถัดมาได้ 2 วัน สามีภรรยาคู่นี้ พร้อมคุณพ่อคุณแม่และญาติมิตร พากันมาโรงพยาบาล

Syndicate content