try another color:
try another fontsize: 60% 70% 80% 90%
Dr.Seri's Clinic คลินิกหมอเสรี

บันทึกรักนิรันดร์

"หมอ"

"หมอ"

ครั้งนั้น ฉันยัง เยาว์วัย ชีวิต จิตใจ สุขสันต์
คราใด เจ็บป่วย ขึ้นพลัน หมอนั้น รักษา ทันที
เจ็บป่วย มากน้อย เพียงใด หมอได้ ดูแล ถ้วนถี่
ความรู้ มากมาย หมอมี พอที่ ช่วยเหลือ ประชาชน
คิดหวัง ตั้งแต่ ครั้งนั้น ใฝ่ฝัน หลายครั้ง หลายหน
โตขึ้น เป็นหมอ อดทน ช่วยคน เจ็บป่วย ปลอดภัย
จะต้อง เป็นหมอ เก่งกาจ สามารถ บรรเทา ทุกข์ไข้
รอบรู้ โรคร้าย ทั่วไป เร็วไว ขจัดได้ ทุกครา

บัดนี้ ความฝัน เป็นจริง ทุกสิ่ง เรียนรู้ รักษา
โรคภัย ไข้เจ็บ นานา วิชา ทั้งมวล รู้ครบ
คิดว่า เป็นหมอ เก่งกาจ สามารถ รอบรู้ เรียนจบ
เจ็บป่วย ทุกโรค ค้นพบ ประสบ สำเร็จ แท้จริง
แต่ครั้น เวลา ผ่านเลย ที่เคย คิดเอา เขลายิ่ง
โรคใหม่ ยาเก่า ต้องทิ้ง ทุกสิ่ง เปลี่ยนแปลง ตลอดมา
รู้แล้ว "หยุดเรียน" เลิกคิด ชีวิต คือการ ศึกษา
ปฏิบัติ ทบทวน ค้นคว้า ช่วยพา ชีวา ก้าวหน้าเอย

แพทย์หญิง อรวรรณ แสงสุวรรณ

••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
การศึกษาเปรียบเหมือนกับ การพายเรือทวนกระแสน้ำ
หากไม่มุ่งไปข้างหน้า ก็ย่อมจะถอยหลัง
••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

คนไข้ & แพทย์ : เพื่อนผู้หวังดี
"ระยะทางระหว่างคนสองคน จะสั้นที่สุดด้วยเสียงหัวเราะ"

"เมื่อความผิดหวัง ผ่านเข้ามา จงอย่าเสียใจ
สร้างความหวังใหม่ ท้อทำไม ชีวิตยังไม่สิ้น
..................................

"ความใฝ่ฝัน" และ "ความสำเร็จ"

"ความใฝ่ฝัน"

มีคนเคยบอกว่า "ข้าพเจ้าเป็นคนเพ้อฝัน" ข้าพเจ้าได้แต่ยิ้มไม่ตอบรับ หรือปฏิเสธ
ข้าพเจ้ารู้อยู่แก่ใจตนเองว่า ข้าพเจ้าเป็นคนเช่นไร และไม่ยอมให้ใครมาพิพากษาว่า จะเป็น
อย่างนั้นหรือเป็นอย่างนี้ ข้าพเจ้ายอมรับอย่างเดียวว่า "ข้าพเจ้าเป็นคนใฝ่ฝัน"
"ความใฝ่ฝัน" ย่อมมีในทุกคนและความหมายแตกต่างจาก "ความเพ้อฝัน" เหมือนกับ
อยู่คนละโลกเลย โลกแห่งความใฝ่ฝัน เป็นโลกที่แท้จริง ส่วนโลกแห่งความเพ้อฝัน เป็นโลกที่
ไม่อาจเป็นจริงได้
ความใฝ่ฝันประการหนึ่งของข้าพเจ้า คือ การเขียนหนังสือเพื่อให้ความหมาย ของ
คำว่า "ความใฝ่ฝัน" และ คำว่า "ความสำเร็จ" บางครั้งคำสองคำนี้ก็สามารถเขียนควบคู่กัน
ไปได้ เพราะมี "ความใฝ่ฝัน" จึงก่อให้เกิด "ความสำเร็จ"
"ความสำเร็จ" ของทุกสรรพสิ่งที่มนุษย์ประสบ ย่อมเกิดได้ ด้วยอาศัย "ภูมิปัญญา"
อัลเบิร์ต ไอสไตน์ กล่าวว่า "ปัญญา" ของมนุษย์เกิดขึ้นมาได้ 2 ทาง
ทางหนึ่ง เกิดจาก การเรียนรู้จากภายนอก เช่น การอ่านหนังสือ,การท่องเที่ยว
หาประสบการณ์
อีกทางหนึ่ง เกิดจาก การเรียนรู้จากภายใน เขาเรียกสิ่งนี้ว่า "น้ำพุแห่งปัญญา"
"น้ำพุแห่งปัญญา" นั้น ไม่มีวันเหือดแห้ง ยิ่งใช้ดื่ม,ใช้กิน,ลิ้มรส ยิ่งรู้สึก
ว่า "น้ำพุแห่งปัญญา" ยิ่งมากขึ้น
"น้ำพุแห่งปัญญา" พวยพุ่งขึ้นมาเมื่อเวลาเกิด "สมาธิ" จิตใจที่เป็น "สมาธิ" จะ
เกิดได้ก็เฉพาะแต่ ในคนที่ทำความดีรักษาศีลธรรม เท่านั้น
"ปัญญา" เปรียบประดุจ "อาวุธ" ยิ่งใช้ ยิ่งเฉียบคม คมยิ่งกว่าศาตราวุธใด ๆ
ในโลกนี้ "ปัญญา" ใช้สร้างสรรค์ ก็เกิดคุณอนันต์ ใช้ทำลายก็เกิดโทษมหันต์ ใช้ปกป้องก็ช่วยให้
รอดพ้นปลอดภัย มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีคุณภาพ คนที่รู้จักคิด รู้จักใคร่ครวญ ด้วย "ปัญญา"
ความคิดนั้นจะรวมกัน สร้างสรรค์สานฝันให้เกิดเป็น ความจริงที่ยิ่งใหญ่ได้ในที่สุด

ความสุขจากครอบครัว 2

"ลูก" มีความหมายเกินค่ากว่าที่จะบอกว่า "เป็นเพียงเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา"
เท่านั้น "ลูก" มีคุณค่าต่อจิตใจ และแทรกอยู่ในความรู้สึกนึกคิดตลอดเวลาของผู้เป็นบุพการี จึง
ควรที่พ่อแม่จะต้องเฝ้าทนุถนอมกล่อมเลี้ยงอย่างดี เพื่อให้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพทั้งร่างกายและ
จิตใจ
แต่ก็ยังมีใครบางคนที่ประพฤติตนไม่สมควรเป็น "พ่อแม่" บุพการี นี่...เป็นเพราะ
อะไร ใครรู้บ้าง
ในความคิดของข้าพเจ้า "ความรัก ความผูกพัน" ซึ่งกันและกันระหว่างพ่อแม่ลูก จะ
เป็นตัวกำหนดบทบาทพฤติกรรมของพ่อแม่และลูก
เรื่องราวของ พ่อแม่ลูก ในแง่ความรักความผูกพันซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญกันมาก จนถึงขั้น
ฟ้องร้องเป็นคดีดังและประหลาดระดับโลก คงหนีไม่พ้น เรื่องราวต่อไปนี้

เรื่องที่ 1

ที่ประเทศไต้หวัน เมื่อ 10 กว่าปีก่อน มีคดีสะเทือนขวัญสั่นประสาทคนทั่วเมือง เรื่อง
หนึ่ง เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาติดตามหาความจริงอยู่หลายปี
มีผู้ชายคนหนึ่ง ภรรยาได้ถึงแก่กรรมไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ทิ้งทรัพย์สมบัติไว้ให้ครอบ
ครัวมากมาย พร้อมทั้งคำสั่งเสียสุดท้ายว่า "ขอให้เลี้ยงดูลูกให้ดี"
ดังนั้น เขาจึงทำประกันชีวิตชนิดเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูกทั้ง 2 คน โดยกำหนดไว้
ว่า เมื่อลูกทั้งสองมีอายุครบ 20 ปี จะได้รับเงินจากบริษัทประกันชีวิตฯ เป็นเงินทุนการศึกษา
คนละ 3 ล้านเหรียญ
แต่ที่ไหนได้ เมื่อเวลาผ่านไปได้ 2 ปี ลูกสาวคนโตอายุได้ 6 ขวบ ซึ่งกำลังน่ารัก
ช่างพูด ขี้เล่น ไร้เดียงสา ก็ต้องมาตายเนื่องจากตกรถไฟที่วิ่งด้วยความเร็วสูง ขณะที่เดินทางกับ
พ่อ เพื่อไปท่องเที่ยวทางภาคใต้ของประเทศในช่วงปิดภาคเรียน
ความเศร้าสลดใจได้แผ่ซ่านเข้ามาในครอบครัวนี้ และผู้คนที่ได้ทราบเรื่อง บริษัทประ
กันชีวิตฯ ตกลงจ่ายค่าสินไหมชดเชยการเสียชีวิตครั้งนี้ให้เป็นเงิน 3 ล้านเหรียญ โดยไม่มีการ
บิดพริ้วแม้แต่น้อย
เมื่อเป็นดังนี้ คุณพ่อจึงตกลงใจเพิ่มวงเงินประกันชีวิตให้กับลูกชายคนเล็กอีก 3 ล้าน

"ความสุขจากครอบครัว"

มีนักเขียนที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง อายุเพียง 39 ปี ก็มีผมขาวมากกว่าผมดำแล้ว
มองดูคล้ายคนแก่อายุกว่า 50 ปี วันหนึ่ง เขาป่วยเป็นโรคตับอักเสบและอาการหนัก จนต้องส่ง
โรงพยาบาล ยังดีชะตาไม่ถึงฆาต แต่ต้องรักษาตัวที่นั่นนานถึง 3 เดือน ในระยะแรกทุก ๆ วัน
เวลาเย็น จะมีผู้หญิงท่าทางสง่า หน้าตาเรียบร้อย แต่งตัวธรรมดาง่าย ๆ อายุราว 40 ปีเศษ
มาคอยดูแลอย่างดี เป็นเพื่อนคุยอยู่จนดึก ดูแล้วช่างเป็นคู่ที่เหมาะสม ทำให้รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้
เป็นคนโชคดี มีภรรยาที่น่ารัก คอยเป็นห่วงเป็นใย ให้กำลังใจ ไม่ทอดทิ้งแม้ยามเจ็บป่วย ใคร
เห็นเข้าต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ช่างเป็นครอบครัวที่อบอุ่นจริง ๆ
ถัดจากนั้นไม่นาน มีผู้หญิงสวยนางหนึ่ง อายุ 30 ปีเศษ มาเยี่ยมในตอนกลางวัน
สตรีผู้นี้สวยกว่าสตรีที่มาก่อนหน้านี้อีก แต่งตัวเก่ง เครื่องประดับรอบตัว ท่าทางไม่กลัวใคร มา
ครั้งหนึ่งอยู่ไม่นานนัก ประมาณ 1-2 ชั่วโมง และไม่ได้มาทุกวันด้วย ทุกครั้งที่มาจะวางท่า
เหมือน "ผึ้งนางพญา" ที่ต้องการคนเอาอกเอาใจ ใคร ๆ พากันคิดว่า "ภรรยานั้นแสนดีไม่มีที่ติ
ยังคิดนอกใจแอบไปมีภรรยาน้อยจนได้"
หลังจากนั้นอีกไม่นาน ชายคนนี้อาการดีขึ้น ผู้หญิงคนสวยก็มาเยี่ยมถี่ขึ้น และจูงลูกมา
ด้วยทุกครั้ง พยาบาลพากันตำหนิผู้ชายคนนี้ ที่นอกใจภรรยา แล้วยังปล่อยให้มีลูกอีก ดูท่าทางกลัว
"ภรรยาน้อย" คนสวยเสียเหลือเกิน แต่เวลาอยู่กับ "ภรรยาหลวง" ก็เห็นรักกันดี จนดูไม่ออกว่า
แกล้งหรือเปล่า? ภรรยาทั้งสองไม่เคยประจันหน้ากันเลย ทุกครั้งที่ภรรยาคนสวยกลับไปไม่นาน
ภรรยาหญิงมีอายุก็จะมา ราวกับว่านัดหมายกันล่วงหน้า
เหตุการณ์เป็นอยู่เช่นนี้ จนชายผู้นี้หายดีและเตรียมตัวจะกลับบ้าน ภรรยาคนสวย
พร้อมกับลูกมารับ พอมองดูไปรอบ ๆ เห็นพยาบาลจับกลุ่มคุยกัน ในใจจึงคิดว่า คงนินทาให้ร้าย
เธอเป็นแน่ เมื่อเธอเดินไปดูสมุดเยี่ยมเห็นมีบันทึกไว้ว่า ญาติและบุตรมารับ นั่นหมายถึง ทุกคน

"คู่รัก" ที่ใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน

ภรรยาของข้าพเจ้า นอกจากจะเป็นคนสวยงามที่ภายนอกแล้ว จิตใจของเธอยัง
งดงามอีกด้วย ข้าพเจ้าภาคภูมิใจในภรรยาของข้าพเจ้ามาก ซึ่งก็คงเหมือน ๆ กับท่านทั้งหลาย
นั่นแหละ
ด้วยชีวิตที่โชกโชน ผ่านสังเวียนการต่อสู้ชีวิตในโลกธุรกิจมามากต่อมาก ทำให้เธอ
เป็นคนที่แกร่งประดุจเพชร พร้อมที่จะฟันฝ่ากับอุปสรรคทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่อีกด้านหนึ่ง ก็คือ
"ความสดใส" ที่ส่องแสงแพรวพรายประกายภายนอก ดูแล้วน่ารักสวยงามให้ความอบอุ่น เธอมัก
จะเตือนและสอนข้าพเจ้าหลายสิ่งหลายอย่าง เป็นกระจกที่คอยชี้แนะข้อบกพร่องให้แก้ไข พร้อมกับ
เป็นดวงตา ให้ข้าพเจ้ามองในทิศทางที่ถูกต้อง สู่ความสำเร็จ โดยใช้ประสบการณ์และสามัญสำนึก
ของเธอเป็นพวงมาลัย
เธอมักจะพูดกับข้าพเจ้าเสมอ ๆ ว่า "ไม่ต้องไปกลัวหรือกังวลว่า คนอื่นเขาจะคิด
อย่างไรกับเรา ตราบใดที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน"
ความจริง คำ ๆ นี้ เธอจำมาจาก นักวิทยาศาสตร์ผู้คว้ารางวัลโนเบลคนหนึ่ง
ที่เขียนหนังสือชื่อ "What do you care what other people think?" ซึ่งเป็นคำพูดที่
ภรรยาคนแรกสอนเขา เขาเขียนหนังสือขึ้นมาเพื่อบอกถึงว่า ทำไมยานอวกาศ "ชาแลงเจอร์"
ถึงเกิดระเบิดกลางอากาศ? แต่ครึ่งค่อนเล่มเป็นเรื่องของภรรยาเพราะเขาไม่ได้กังวล ว่า
"คนอื่นคิดต่อเขาอย่างไร" คนเราสำคัญ ก็คือ "ตัวของเรา" คิดต่อ "ตัวของเรา" อย่างไร
ต่างหาก
ดร.ฟีแมน คือ นามของนักวิทยาศาสตร์ รางวัลโนเบลท่านนี้ รูปหล่อ มนุษย์สัมพันธ์ดี
เป็นสมาชิกคนหนึ่ง ในกลุ่มนักสำรวจข้อผิดพลาดในการที่ยาน "ชาแลงเจอร์" ที่ส่งขึ้นในอวกาศ
เกิดระเบิดขึ้น ท่านได้เล่ารายละเอียดไว้มากพอสมควร แต่การที่หนังสือของท่านขายดิบขายดี
คงไม่ใช่จากข่าวคราวอันนี้อย่างเดียว ใครเลยอยากจะอ่านหนังสือที่มีแต่เนื้อหา แต่คงเป็นเพราะ
เรื่องราวของภรรยาของท่านที่สร้างความสะเทือนใจ และเรื่องราวความรัก ที่ท่านมีต่อภรรยา
อย่างมากมายที่สร้างอารมณ์ความรู้สึกหอมหวานเหมือนอ่านนวนิยาย

Syndicate content