try another color:
try another fontsize: 60% 70% 80% 90%
Dr.Seri's Clinic คลินิกหมอเสรี

ภาวะมีบุตรยาก

ท้องทีไร แท้งทุกที (RECURRENT ABORTION)

ท้องทีไร แท้งทุกที (RECURRENT ABORTION)

การสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของครอบครัว คือ การสูญเสีย ลูก แม้ว่าจะยังไม่ได้กำเนิด
ออกมาก็ตาม การสูญเสียทารกในครรภ์ ขณะอายุครรภ์น้อยกว่า 20 สัปดาห์ เรียกว่า การแท้ง
บุตร (ABORTION)
โดยทั่วไป การแท้งบุตรเองตามธรรมชาติ (SPONTANEOUS ABORTION) พบ
ประมาณร้อยละ 15 ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ และมักจะเป็นสาเหตุ
จากตัวทารกเอง (FETAL FACTOR) ที่มีโครโมโซมผิดปกติ (พบถึงร้อยละ 50-60 ของการแท้ง
ทั้งหมด) ดังนั้น จึงเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า ไม่จำเป็นต้องหาสาเหตุ เพียงแต่อธิบายให้คนไข้
รู้ว่า ไม่ควรจะเสียใจมากเกินไป เพราะหากได้ทารกที่พิการคลอดออกมา จะทำให้ต้องเป็นภาระ
และทุกข์ใจมากยิ่งขึ้นอีก นอกจากนั้น การตั้งครรภ์ครั้งต่อไปจะไม่เกี่ยวกับการแท้งบุตรครั้งนี้
หมายความว่า ส่วนใหญ่การตั้งครรภ์ครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นมักจะปรกติ
สำหรับในกรณีที่มีการแท้งบุตรติดต่อกันหลายครั้ง (REPEATED ABORTION) โดย
เฉพาะอย่างยิ่งมากกว่า 3 ครั้งขึ้นไป (RECURRENT ABORTION) ควรจะได้หาสาเหตุทุกราย
เพื่อหาทางไม่ให้เกิดการแท้งซ้ำอีก ซึ่งส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้ และประสบผลสำเร็จค่อนข้างดี
ได้ทารกที่ปกติออกมา
KNUDSEN และคณะ ได้ทำการศึกษาการตั้งครรภ์จำนวน 300,500 ครั้ง พบว่า มี
อัตราการแท้งโดยเฉลี่ยร้อยละ 11 เมื่อมีการแท้งซ้ำเกิดเพิ่มขึ้นหนึ่งครั้ง โอกาสที่จะแท้งครั้ง
ต่อไปจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 10 โดยมีอัตราการแท้งเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 16,25,45 และ
54 ตามลำดับภายหลังจากมีการแท้งซ้ำ (REPEATED ABORTION) เกิดขึ้น 1,2,3 และ 4 ครั้ง
ติดต่อกัน
เทคโนโลยี่สมัยใหม่ช่วยเหลือในการควบคุมดูแลการตั้งครรภ์ได้มากทีเดียว SIMPSON
พบว่า อุบัติการของการแท้งบุตรภายหลังจากใช้อัลตราซาวน์วินิจฉัยว่า ทารกมีชีวิตขณะอยู่ครรภ์
8-12 สัปดาห์ มีเพียงร้อยละ 3.2 เท่านั้น นั่นหมายถึงว่า ทารกที่ โครโมโซม ผิดปกติส่วนใหญ่
จะแท้งออกมาก่อนอายุครรภ์ 8 สัปดาห์

การกระตุ้นไข่และชักนำให้ไข่ตก (OVULATION INDUCTION)

การกระตุ้นไข่และชักนำให้ไข่ตก (OVULATION INDUCTION)

"ทำไมต้องกระตุ้นไข่ด้วย?" เป็นคำถามที่มักค้างคาใจคนไข้มีลูกยากทั้งหลาย ก็ใน
เมื่อปกติดีทุกอย่าง คำตอบที่ได้รับ มักจะเป็นว่า "เพื่อให้ได้ไข่หลาย ๆ ใบ เพิ่มโอกาสในการตั้ง
ครรภ์ไงละ" อาจมีคำถามต่อไปว่า "สตรีทุกคนมี "ไข่" ตกเพียงใบเดียวในแต่ละเดือนมิใช่หรือ"
ความจริง คือ ธรรมชาติของมนุษย์นั้นมีกระบวนการสร้างไข่ที่สลับซับซ้อน โดยในช่วง
ก่อนที่จะมีประจำเดือน ก็มีการเจริญของเซลล์ "ไข่" แล้ว "ไข่" ในระยะแรกเริ่มเดิมทีนั้น
(PRIMODIAL FOLLICLE) เจริญขึ้นมาเองมากมายด้วยกลไกอะไรไม่ทราบได้ โดยใช้เวลา
นานประมาณ 10 สัปดาห์ ก็จะได้เซลล์ไข่ระยะเริ่มต้นที่พอจะกระตุ้นได้ (ANTRAL FOLLICLE)
ซึ่งตรงกับช่วงที่สตรีกำลังมีประจำเดือนพอดี โดยปกติเซลล์สืบพันธ์ระยะเริ่มแรกของ "ไข่"
(PRIMODIAL FOLLICLE) จำนวนหลายพันใบ จะมีการเจริญเติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่จะไม่เกิน
ข้างละ 20 ใบเท่านั้น ที่ยังเหลืออยู่เมื่อเริ่มต้นของรอบระดูใหม่
การเจริญเติบโตของ "ไข่" เมื่อเริ่มต้นของรอบระดู (ANTRAL FOLLICLE) จำเป็น
จะต้องได้รับการกระตุ้นด้วย "คำสั่งหรือสัญญาณจากสมอง" (GONADOTROPIN : FSH & LH)
เท่านั้น จึงจะเจริญเติบโตต่อไปได้
คำสั่งหรือสัญญาณจากสมอง (GONADOTROPIN) นี้ สร้างจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า
(ANTERIOR PITUITARY) ดังนั้น จึงเป็น ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า (PITUITARY
HORMONE) ชนิดหนึ่ง และจะถูกควบคุมด้วยฮอร์โมนจากสมองส่วน HYPOTHALAMUS อีกที
(NEUROHORMONE)
ฮอร์โมนจากสมองส่วน HYPOTHALAMUS (NEUROHORMONE) ที่ควบคุมการสร้าง
สัญญาณจากสมอง (GONADOTROPIN) มีชนิดเดียวเฉพาะเท่านั้น เรียกว่า GONADOTROPIN
RELEASING HORMONE ซึ่งเรียกง่าย ๆ ว่า GnRH (จี.เอ็น.อาร์.เอช.)
"ไข่" ที่เจริญขึ้นมาตั้งแต่เริ่มต้นของรอบเดือน จะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมาก
ขึ้น ตามขนาดและจำนวน ของ "ไข่" ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะมีผลกระตุ้นเยื้อบุโพรงมดลูกให้

ทางเลือกในการช่วยเหลือให้เกิดการตั้งครรภ์

ทางเลือกในการช่วยเหลือให้เกิดการตั้งครรภ์

การช่วยเหลือให้เกิดการตั้งครรภ์ มิใช่มีเพียงแต่ การฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก,การทำ
กี๊ฟ และการทำเด็กหลอดแก้ว วิธีอื่น ๆ ที่มีผู้นำมาใช้รักษา และได้ผลพอสมควร ได้แก่
1. การฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่อุ้งเชิงกรานโดยตรง (DIRECT INTRAPERITONEAL
INSEMINATION ชื่อย่อ "DIPI")
2. การนำเอา "ไข่" และ "เชื้ออสุจิ" เข้าไปใส่ไว้ในอุ้งเชิงกราน (PERITONEAL
OOCYTE SPERM TRANSFER ชื่อย่อ "POST")
3. การนำเอา "ไข่" และ "เชื้ออสุจิ" ไปใส่ไว้ในโพรงมดลูก โดยตรง (DIRECT
OOCYTE TRANSFER) ทุกวิธีการดังกล่าวข้างต้น มีกระบวนการขั้นตอนช่วงแรกเหมือนกัน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การกระตุ้นไข่ โดยใช้ยากิน หรือยาฉีด หรือทั้งสองชนิดร่วมกัน เพื่อต้อง
การให้ได้ "ไข่" ที่จะนำมาใช้จำนวนหลายใบ ในระหว่างที่ "ไข่" จำนวนมากเหล่านี้กำลัง
เจริญเติบโต จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ด้วยการดูอัลตราซาวน์ผ่านทางช่องคลอดเป็นระยะ ๆ
และเจาะเลือดตรวจฮอร์โมนที่ "ไข่" สร้างขึ้น เมื่อ "ไข่" เหล่านี้มีขนาดโตมากกว่า 17
มิลลิเมตร ตั้งแต่ 2 ใบขึ้นไป จึงฉีดยา (HUMAN CHORIONIC GONADOTROPIN) กระตุ้นให้
"ไข่" ตกออกมาตามเวลาที่ต้องการ
ขั้นตอนที่ 2 การเตรียมเชื้ออสุจิ "เชื้ออสุจิ" ที่จะนำมาใช้ในวิธีการดังกล่าวขั้นต้น
ต้องผ่านกระบวนการ "คัดเชื้อ" ตามวิธีมาตรฐานเสียก่อน เพื่อให้ได้ "เชื้ออสุจิ" ที่แข็งแรงและ
สามารถปฏิสนธิกับ "ไข่" ได้ทันที
การฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่อุ้งเชิงกรานโดยตรง (DIRECT INTRAPERITONEAL INSE-
MINATION)
สืบเนื่องจากความไม่แน่ใจว่า การฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูกนั้น "เชื้ออสุจิ" อาจจะ
เดินทางไปไม่ถึงปีกมดลูก เพื่อรอปฏิสนธิกับ "ไข่" ที่ตกออกมา จึงมีผู้คิดว่า หากนำเอา
"เชื้ออสุจิ" เข้าไปไว้ในตำแหน่งอุ้งเชิงกรานที่ต่ำสุด (CULDESAC) ซึ่งเป็นบริเวณที่ "ปีกมดลูก"
ทั้งสองข้างมักมาวางอยู่ จะทำให้เกิด การปฏิสนธิง่ายขึ้น เพราะ "เชื้ออสุจิ" จะว่ายเข้าไปใน

อิ๊กซี่ 6

การใช้ "อสุจิ" แช่แข็งจากอัณฑะของผู้ชายที่เป็นหมัน

สวรรค์คงไม่ได้กลั่นแกล้งมนุษย์ไม่ให้มีลูกหลาน ด้วยการลงโทษคนบาปให้เป็นหมัน
การที่ผู้ชายบางคนไม่มี "อสุจิ" ในน้ำเชื้อ อาจเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม,อาหารการกินหรือไว้รัส
บางชนิดที่เป็นตัวทำลายเซลล์สืบพันธุ์ในอัณฑะ ยังดีที่มีวิธีการ "อิ๊กซี่" มาช่วยแก้ไข โดยการสกัด
เอา "ตัวอสุจิ" จากอัณฑะมาเจาะใส่เข้าไปใน "ไข่" ซึ่งเรียกว่า "เทเซ่/อิ๊กซี่" จึงทำให้
โอกาสในการมี "ลูก" ยังไม่หมดไป
การนำเสนอความสำเร็จครั้งแรกของกรรมวิธี "อิ๊กซี่" ในปี พ.ศ.2535 (ค.ศ.
1990) นั้น ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของวงการรักษาภาวะมีบุตรยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณี
คู่สมรสมีปัญหาเรื่อง "เชื้ออ่อนมาก" จากสามี
SILBER และคณะได้เพิ่มเติมประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นไปอีก ด้วยการนำกรรมวิธี "มีซ่า"
หรือ "เทเซ่" สกัดหา "ตัวอสุจิ" จากอัณฑะชายที่เป็นหมัน มาทำ "อิ๊กซี่"
NAGY และคณะ ได้ศึกษาเปรียบเทียบแสดงให้เห็นว่า อัตราส่วนของทารกคลอดครบ
กำหนดจากการทำ "อิ๊กซี่" ด้วย "อสุจิ" ที่สกัดจากอัณฑะกับที่หลั่งออกมาตามธรรมชาติ ไม่
แตกต่างกันมากนัก
สมัยก่อน ชายที่เป็นหมัน มักได้รับคำแนะนำให้ทำการตรวจชิ้นเนื้อจากอัณฑะ
(TESTICULAR BIOPSY) ครั้งหนึ่งก่อนที่จะรักษา เพื่อตรวจดูว่า มี "ตัวอสุจิ" ในอัณฑะหรือไม่
หากไม่มี "อสุจิ" ก็ต้องเปลี่ยนไปใช้ "อสุจิ" บริจาคหรือรับเด็กมาเลี้ยง แต่หากพบ "ตัวอสุจิ"
ชายผู้นั้นยังคงต้องกลับมาตัดชิ้นเนื้อจากอัณฑะอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ทำการรักษาจริง
ปัจจุบัน การแพทย์ก้าวหน้าไปมาก ไม่มีใครสงสัยที่จะใช้ "อสุจิปกติ" แช่แข็งในการ
รักษาภาวะมีบุตรยากแล้ว คงเหลือแต่ ความไม่สบายใจในการใช้ "อสุจิ" แช่แข็งจากอัณฑะของ
ชายที่เป็นหมันมาทำ "อิ๊กซี่" เท่านั้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ ข้อมูลในเมืองไทยเรายังมีน้อย
นักวิทยาศาสตร์การแพทย์หลายท่าน มีความเห็นว่า ขณะที่ทำการตรวจชิ้นเนื้อจาก

อิ๊กซี่ 5

"หนูน้อยอิ๊กซี่"

พลัน หนูน้อยอิ๊กซี่ คนแรก กำเนิดขึ้นมาในโลก ทุกคนที่ใกล้ชิด ต่างจับตามองดูว่า
วันข้างหน้า หนูน้อยคนนี้จะเป็นเช่นไร ปัจจุบัน ใครก็ตาม ที่มีลูกหลานที่เกิดจากวิธีการ "อิ๊กซี่"
ย่อมต้องมีความรู้สึกเดียวกันว่า จะมีปัญหาต่อไปในอนาคตหรือไม่
เมื่อไม่นานมานี้ มีงานฉลองความสำเร็จของ สถาบันรักษาภาวะมีบุตรยากแห่งหนึ่ง
ซึ่งทำ "อิ๊กซี่" มากที่สุดในประเทศไทย ในงานนี้ มีหนูน้อย "อิ๊กซี่" มาร่วมงานประมาณ 100
คน หนูน้อยทุกคน ช่างน่ารัก สนุกสนาน ลักษณะเหมือน ๆ กับลูกหลานของชาวบ้านทั่ว ๆ ไป จะ
แตกต่างก็เพียง คุณพ่อคุณแม่ ที่เฝ้าดูแลทนุถนอมลูกมากเป็นพิเศษ แค่นั้น ตามรายงานของกุมาร-
แพทย์วันนั้นทำให้ทราบว่า เด็กทุกคนปรกติ จึงเป็นนิมิตรหมายอันดีที่กระบวนการทำ "อิ๊กซี่" จะ
ดำรงคงอยู่ตลอดไป ตราบเท่าที่ทุกคนมีความมั่นใจในกรรมวิธีนี้
เมืองไทยเรา เริ่มมีการทำ "อิ๊กซี่" สำเร็จรายแรกในปี พ.ศ.2538 (ค.ศ.1995)
ห่างจาก การทำ "อิ๊กซี่" สำเร็จรายแรกของโลกเพียง 3 ปี เท่านั้น ซึ่งหมายถึง เทคโนโลยี่
ทางด้านนี้ได้เข้ามาสู่ประเทศไทยไม่ช้าจนเกินไป ปัจจุบัน จำนวนของ หนูน้อยอิ๊กซี่ ในประเทศ
ไทยทั้งหมดรวมกันยังไม่ถึง 1000 คน ซึ่งนับว่า น้อยมาก เมื่อเทียบกับในต่างประเทศ การ
ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ หนูน้อยอิ๊กซี่ ในประเทศไทย จึงอาจจะยังไม่ละเอียดเพียงพอ
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของสถาบันรักษาภาวะมีบุตรยาก และศูนย์การศึกษาวิจัยพันธุกรรม
แห่งกรุงบรัสเซลส์ (CENTER FOR MEDICAL GENETICS AND CENTER FOR REPRODUCTIVE
MEDICINE, DUTCH-SPEAKING BRUSSELS FREE UNIVERSITY) ของประเทศเบลเยี่ยม
ศึกษาติดตามเด็กที่เกิดจากกระบวนการทำ "อิ๊กซี่" ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2534 (ค.ศ.1991)
จนถึงเดือนกันยายน พ.ศ.2540 (ค.ศ.1997) จำนวน 1987 ราย จากการตั้งครรภ์ 2375
ครั้ง โดยศึกษาตั้งแต่ยังเป็นทารกอยู่ในครรภ์
การศึกษาวิจัย ประกอบด้วย การให้คำปรึกษาทางด้านพันธุกรรม และการวิเคราะห์

Syndicate content