try another color:
try another fontsize: 60% 70% 80% 90%
Dr.Seri's Clinic คลินิกหมอเสรี

"ความใฝ่ฝัน" และ "ความสำเร็จ"

"ความใฝ่ฝัน"

มีคนเคยบอกว่า "ข้าพเจ้าเป็นคนเพ้อฝัน" ข้าพเจ้าได้แต่ยิ้มไม่ตอบรับ หรือปฏิเสธ
ข้าพเจ้ารู้อยู่แก่ใจตนเองว่า ข้าพเจ้าเป็นคนเช่นไร และไม่ยอมให้ใครมาพิพากษาว่า จะเป็น
อย่างนั้นหรือเป็นอย่างนี้ ข้าพเจ้ายอมรับอย่างเดียวว่า "ข้าพเจ้าเป็นคนใฝ่ฝัน"
"ความใฝ่ฝัน" ย่อมมีในทุกคนและความหมายแตกต่างจาก "ความเพ้อฝัน" เหมือนกับ
อยู่คนละโลกเลย โลกแห่งความใฝ่ฝัน เป็นโลกที่แท้จริง ส่วนโลกแห่งความเพ้อฝัน เป็นโลกที่
ไม่อาจเป็นจริงได้
ความใฝ่ฝันประการหนึ่งของข้าพเจ้า คือ การเขียนหนังสือเพื่อให้ความหมาย ของ
คำว่า "ความใฝ่ฝัน" และ คำว่า "ความสำเร็จ" บางครั้งคำสองคำนี้ก็สามารถเขียนควบคู่กัน
ไปได้ เพราะมี "ความใฝ่ฝัน" จึงก่อให้เกิด "ความสำเร็จ"
"ความสำเร็จ" ของทุกสรรพสิ่งที่มนุษย์ประสบ ย่อมเกิดได้ ด้วยอาศัย "ภูมิปัญญา"
อัลเบิร์ต ไอสไตน์ กล่าวว่า "ปัญญา" ของมนุษย์เกิดขึ้นมาได้ 2 ทาง
ทางหนึ่ง เกิดจาก การเรียนรู้จากภายนอก เช่น การอ่านหนังสือ,การท่องเที่ยว
หาประสบการณ์
อีกทางหนึ่ง เกิดจาก การเรียนรู้จากภายใน เขาเรียกสิ่งนี้ว่า "น้ำพุแห่งปัญญา"
"น้ำพุแห่งปัญญา" นั้น ไม่มีวันเหือดแห้ง ยิ่งใช้ดื่ม,ใช้กิน,ลิ้มรส ยิ่งรู้สึก
ว่า "น้ำพุแห่งปัญญา" ยิ่งมากขึ้น
"น้ำพุแห่งปัญญา" พวยพุ่งขึ้นมาเมื่อเวลาเกิด "สมาธิ" จิตใจที่เป็น "สมาธิ" จะ
เกิดได้ก็เฉพาะแต่ ในคนที่ทำความดีรักษาศีลธรรม เท่านั้น
"ปัญญา" เปรียบประดุจ "อาวุธ" ยิ่งใช้ ยิ่งเฉียบคม คมยิ่งกว่าศาตราวุธใด ๆ
ในโลกนี้ "ปัญญา" ใช้สร้างสรรค์ ก็เกิดคุณอนันต์ ใช้ทำลายก็เกิดโทษมหันต์ ใช้ปกป้องก็ช่วยให้
รอดพ้นปลอดภัย มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีคุณภาพ คนที่รู้จักคิด รู้จักใคร่ครวญ ด้วย "ปัญญา"
ความคิดนั้นจะรวมกัน สร้างสรรค์สานฝันให้เกิดเป็น ความจริงที่ยิ่งใหญ่ได้ในที่สุด

เศษกระดาษ หากอยู่ในมือ ศิลปินนักเขียน ก็กลายเป็นร่ายคำประพันธ์มหากาพย์
เศษวัสดุ หากอยู่ในมือ ศิลปกรช่างศิลป์ ก็กลายเป็นปฏิมากรรมอันล้ำค่า
เศษไม้ หากอยู่ในมือ ช่างผู้ชำนาญการแกะสลัก ก็กลายเป็น เสือ,สิงห์,กระทิง,
ช้างที่ดูแล้วมีชีวิตเหมือนจริง
ฉันใดก็ฉันนั้น ความคิดสร้างสรรค์เพียงน้อยนิด หากจุดประกายขึ้นในบุคคลที่เห็นคุณค่าแห่ง
"ความคิด" ก็จะกลายเป็น จินตนาการที่ยิ่งใหญ่ และสามารถทำให้ปรากฎเป็นจริง
ได้ตามที่ฝัน

คนที่มีปัญญาเฉียบแหลมในโลกนี้ ส่วนใหญ่ไม่ใช่มีมาเองตั้งแต่เกิด คนเราต้องมี "ครู"
ด้วยกันทั้งนั้น "ครู" เป็นผู้ให้ "ปัญญา" และให้อีกหลายสิ่งหลายอย่าง ใครก็เป็น "ครู"
ของเราได้ สุภาษิตจีน กล่าวว่า "คน 3 คนเดินมาด้วยกัน ต้องมี "ครูหนึ่งคน" หมายความว่า
เพียงแค่คนเพียง 3 คน ก็มีคนหนึ่งแล้วที่สอนเราได้ เพราะมีความรู้มากกว่าเราอย่างใด
อย่างหนึ่ง ข้าพเจ้าชอบความหมายของคำว่า "ครู" ที่เขียนขึ้น โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
"กวีรัตนโกสินทร์" ที่แต่งไว้ว่า
ใครคือครู ครูคือใครในวันนี้
ใช่อยู่ที่ปริญญามหาศาล
ใช่อยู่ที่เรียกว่าครูอาจารย์
ใช่อยู่ที่สอนนานในโรงเรียน
ครูคือผู้ชี้นำทางความคิด
ให้รู้ถูกรู้ผิดคิดอ่านเขียน
ให้รู้ทุกข์รู้ยากรู้พากเพียร
ให้รู้เปลี่ยนแปลงสู้รู้สร้างงาน
ครูคือผู้ยกระดับวิญญานมนุษย์
ให้สูงสุดกว่าสัตว์เดรัจฉาน
ครูคือผู้สั่งสมอุดมการณ์
มีดวงมานเพื่อมวลชนใช่ตนเอง
ครูจึงเป็นนักสร้างผู้ใหญ่ยิ่ง
สร้างคนจริงสร้างคนกล้าสร้างคนเก่ง
สร้างคนให้ได้เป็นตัวของตัวเอง
ขอมอบเพลงบทนี้มาบูชาครู

คุณกฤษณะ กฤตมโนรถ ผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ในวงการประกันชีวิตฯ ของ
บริษัท เอ.ไอ.เอ จำกัด อยู่หลายปี ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับ "ครู" ไว้ ดังนี้
คนทุกคนมีโอกาสไปถึงเส้นชัยด้วยกันทั้งนั้น ในการเรียนรู้เพื่อการแสวงหา ไม่ได้ถูก
กำหนดไว้ว่า ใครก่อนหรือใครหลัง แต่ใครที่ไปถึงเส้นชัยก่อนคนอื่น ๆ.... คนนั้น คือ "ครู"
ใครไปถึงก่อน คนนั้น คือ ตัวอย่างของนักเดินทางผู้ต้องการจะประสบความสำเร็จ
"ครู" คือ ผู้ที่ยอมถ่ายทอด "หลักและวิธีการทำงาน" ที่ตนเองใช้เวลาทั้งชีวิต เข้า
ไปสัมผัสคลุกคลี จนเห็นแนวทางที่สมควรทำ เพื่อนำสู่ความสำเร็จให้กับเรา เมื่อเรานำไปใช้
จะเป็นผลอย่างไรก็ดี นั้นก็เป็นเรื่องของตัวเราเอง "ครู" ไม่ได้เป็นผู้ที่เราจะนำมาอ้างอิง
ในเวลาที่ล้มเหลว แต่จะนำมาอ้างยามที่สำเร็จ เราควรมีแต่จะเคารพ,เชื่อฟัง,กตัญญู และสำนึก
ในพระคุณของครูเท่านั้น
ดอกเตอร์ เจ ผู้ล่วงลับไปแล้ว เกิดในรัฐแมรีแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านเป็น
นักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ คิดสิ่งประดิษฐ์ได้มากกว่า 200 ชนิด ก่อนตาย ได้เปิดเผยวิธีการให้เกิด
"ความคิดสร้างสรรค์" ดังนี้
ท่านจะสร้างห้องทำงานไว้หนึ่งห้อง มีลักษณะพิเศษ คือ ฝาผนังภายในห้องจะบุด้วย
วัสดุที่กันเสียงรบกวน จึงเก็บเสียงได้เงียบสนิท ภายในจะมีโต๊ะทำงานและเก้าอี้ชุดหนึ่ง บนโต๊ะ
ไม่มีสิ่งใดนอกจากกระดาษและดินสอปากกา
เวลาที่จะหาความคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ ก็จะปิดไฟให้ห้องมืดสนิท แล้วจึงทำสมาธิให้
แน่วแน่เพื่อให้จิตใจ "วาดภาพจินตนาการ" ท่านจะให้เวลาแก่ จิตใจ ใช้ "ปัญญา" วาดภาพ
ขีดเขียนอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนสำเร็จ จากนั้นก็จับปากกาดินสอเขียนภาพนั้นออกมาและ
ทดลองใช้
มีคำกล่าวว่า "จิตใจที่จัดระเบียบดีแล้ว ย่อมมีพลังมหาศาล" ความสำเร็จของ
ดอกเตอร์ เจ ก็เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นแล้ว
ในขณะที่ทุกคนมุ่งมองไปสู่ความสำเร็จ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่คู่ขนานกันไป นั่นคือ ความ
ล้มเหลว หรือความผิดพลาด หากขาดความระมัดระวังหรือประมาท ทุกคนมีสิทธิ์เหยียบพลาดหล่น
จากสะพานที่พาดไปสู่ความสำเร็จได้
มีคำกล่าวที่ทุกคนรู้ดีว่า "ผิดเป็นครู" คุณเทียม โชควัฒนา เพิ่มเติมอีกคำ ว่า "ถูก
ก็เป็นครู" แต่มีความเห็นอีกทางหนึ่งเพิ่มเติมขึ้นไปอีก ว่า "เรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น"
คนเรานั้น คนที่ไม่เคยผิดพลาดนั้นไม่มีหรอก แต่ "ความผิดพลาดเป็นแม่บทให้เรียนรู้ไปสู่ความ
สำเร็จ" หากเราเรียนรู้ ทั้งความผิดพลาดจากตนเองและผู้อื่น ก็จะทำให้เราประสบความ
สำเร็จเร็วขึ้น
In this more and more ในโลกที่จะต้อง
competitive world, แข่งขันกันมากยิ่งขึ้นนี้
you can't afford your own mistake มันสายเกินไป
to be your lesson. ถ้าเอาความผิดพลาดของคุณเอง
มาเป็นบทเรียน

Let someone else's mistake จงเอาความผิดพลาดของผู้อื่น
be your lesson มาเป็นบทเรียน
and his success และเอาความสำเร็จของผู้อื่น
be your guide. มาเป็นเครื่องนำทางคุณ

"ครู" ของข้าพเจ้าท่านหนึ่ง สอนว่า "การกระทำซ้ำ ๆ กัน ทำให้เกิดความชำนาญ"
แต่ "ความผิดพลาด" จะให้ "ผิดพลาด" ซ้ำ ๆ กันบ่อย ๆ ไม่ได้ ความผิดพลาดที่ไม่รุนแรง ยัง
พอให้อภัยได้บ้าง แต่ผิดซ้ำ ๆ กันมากกว่าสองครั้ง ก็ไม่ควรให้อภัยเช่นกัน
ส่วนความผิดพลาดที่รุนแรงนั้นเพียงครั้งเดียวก็มากเกินพอแล้ว จะต้องคิดไว้เสมอ ว่า
ผิดพลาดครั้งที่สอง ชีวิตของเราอาจจะไม่รอดได้
ในโลกทุกวันนี้ ทุกคนต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด คนดีมีข้อเสีย คือ "ไม่กล้า" จึง
เปิดช่องทางให้คนไม่ดีทำร้ายเอาบ่อย ๆ ถึงกับหลายคนคิดว่า โลกได้ย้อนยุคไปสู่สมัยดึกดำบรรพ์
อีกแล้ว "ผู้ที่แข็งแกร่งกว่า รังแกผู้อ่อนด้อยกว่า เพื่อความอยู่รอด" ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่
คนที่ชอบเอาเปรียบคนอื่น ไม่ใช่เพราะเพื่อความอยู่รอด นั่นเป็นเพราะ ความเคยชินที่จะ
เอาเปรียบในทุก ๆ คนที่ถอยหลังหลีกทางให้ คนเรานั้นจะไม่กล้ารังแก "คนกล้า" หรอก,
รังแกได้เฉพาะคนอ่อนแอเท่านั้น โชคดีจึงเป็นของคนกล้าเสมอ
ภรรยาของข้าพเจ้า ได้เล่าให้ฟังว่า "เวลาที่มีโชคร้าย โชคร้ายมักจะไม่ได้มาเพียง
ครั้งเดียว โชคร้ายจะพากันมาเป็นระลอก ถาโถมใส่ตัวเรา ถ้าเราไม่แกร่ง ต้านทานไม่ได้ ก็จะ
ต้องเอาชีวิตสังเวยไป มีทางเดียวที่จะอยู่รอดได้ คือ "กล้า" เผชิญ
ภายหลังจาก บริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ จากไต้หวันถอนตัวออกไป เธอก็ปักหลักอยู่ทำมา
หากินในประเทศไทย ร่วมกับผู้อื่น ทำร้านเบเกอรี่ แห่งแรกในประเทศไทย ขาดทุนย่อยยับอยู่
ประมาณ 2 ปี เพราะคนไทยยังไม่รู้จัก เมื่อขายให้ผู้อื่นไปดำเนินกิจการ อีกประมาณ ครึ่งปี
ธุรกิจเบเกอรี่ ก็บูมขึ้นมาเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อย ๆ เธอเริ่มต้นทำเร็วเกินไป "ผิดจังหวะ"
จากนั้น หันมาทำ "นมผึ้ง" ก็ถูกญาติพี่น้องโกง,ทำกิจการ "ส่งคนไปทำงานยังไต้หวัน"
ก็ต้องถูกหน่วยราชการกีดกัน ขาดทุนซ้ำอีก จนครั้งสุดท้าย ร่วมทุนกับนักธุรกิจใหญ่ ชาวไต้หวันซึ่ง
มีชื่อเสียงมาก และนักธุรกิจใหญ่ชาวจีนแดงด้วย ใครจะรู้ว่า คนที่มีชื่อเสียงในเชิงธุรกิจ ชาว
ไต้หวันจะกล้าโกง ทำสัญญาการขายจากบริษัท A (ซึ่งมี เขา,นักธุรกิจจีนแดงและภรรยาของ
ข้าพเจ้า) ให้กับ บริษัท B (ซึ่งมีเขาและภรรยาน้อย เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่) คนเลว เหมือนสัตว์ป่า
ไม่มีหวังดีต่อใคร ภายนอก ดูแล้ว น่าเข้าใกล้ พูดเพราะ อ่อนหวาน ชวนให้อบอุ่น แต่ภายใน
ซ่อนแผนการร้ายพร้อมที่จะทำลายทุกคนที่อยู่ใกล้หรือเผลอไผลไป ในที่สุด นักธุรกิจชาวไต้หวัน
และภรรยาน้อย ก็สูญหายไปจากโลกนี้โดยไม่พบศพ ทิ้งความเสียหายแก่ ภรรยาของข้าพเจ้า จน
เธอแทบจะล้มละลาย
ยามมั่งมี ผู้คนนบนอบ ยามล้มลง ใครจะมาเหลียวดูบ้าง เป็นธรรมดาของเธอที่จะ
ต้องถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างเดียวดาย หันหน้าไปทางไหน มีแต่คนกลัวถูกยืมเงิน คนที่เคยมีบุญคุณ
กันมาแต่ก่อน ให้ได้แต่คำพูด 2-3 คำปลอบใจ คนเราจะรู้ว่า ใครเป็นเพื่อนแท้ก็ตอนพลาดล้มลง
นั่นแหละ เธอต้องประหยัดค่าใช้จ่ายทุกบาททุกสตางค์ แม้แต่ค่าสระผม 30 บาท คนเคยใช้จ่าย
ฟุ่มเฟือย อยากได้อะไรก็ได้ ใครขออะไรก็ให้ มาเจอสภาพแบบนี้ ถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งพออาจจะ
ฆ่าตัวตายไปก็ได้ แต่คนเราทุกคนมีสิทธิ์ก้าวพลาด ขอเพียงอย่าให้ผิดพลาดเป็นครั้งที่สอง ชีวิต
เราอาจรักษาไว้ไม่ได้ก็เป็นได้ ยังโชคดี ที่ซื้อบ้านไว้หลังหนึ่งที่ไต้หวัน ตัดใจขายขาดทุนยังมีเงิน
จำนวนหนึ่งเหลือมารักษาแผลใจ
คนที่ใช้จ่ายเงินอย่างระมัดระวัง เป็นคนที่ควรยกย่อง เมื่อรวยอย่าลืมวันเก่าก่อนที่
เคยลำบาก เงินทุกบาททุกสตางค์ มีค่าอย่าให้ใครยืมหรือให้ใครง่าย ๆ "คนที่รักเงิน เงินถึงจะ
ไม่หนีไปจากตัวเรา" สุภาษิตจีนกล่าวไว้ดังนี้
เราต้องรู้จักที่จะรักตัวเอง ปกป้องตัวเอง ในยามที่จำเป็นต้องรักษาผลประโยชน์
ของเรา ก็อย่าไปคิดกริ่งเกรงใจใคร โชคดีที่ภรรยาของข้าพเจ้า ยังเหลือชีวิตรอดมาได้พร้อม
บทเรียนราคาแพง ก็คือ อย่าไว้ใจคน อย่าเกรงใจใครในเรื่องธุรกิจ และเอาตัวรอดให้ได้
ด้วยการ "คิดถึงตัวเอง" และ "รักตัวเอง" ให้มาก ทำสิ่งใดให้คิดถึงตัวเอง ก่อนที่จะคิดถึง
คนอื่น ในบางครั้ง เราอาจเป็น "คนเห็นแก่ตัว" ในสายตาของคนอื่นก็อย่าไปสนใจเพราะเรา
ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน

ความจริง "การเห็นแก่ตัว" ของคนเรานั้นไม่ใช่สิ่งเสียหาย หากนำมาใช้ในทางที่ดี
พระพุทธเจ้าเองยังทรงสอนให้คนเราเห็นแก่ตัวเลย แต่ให้เห็นแก่ตัวอย่างฉลาด เพราะคนที่
เห็นแก่ตัวเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ
"ความเห็นแก่ตัว" ในทรรศนะของพระพุทธองค์ ก็เช่นเดียวกับของทุก ๆ ศาสนา
ที่ให้ความหมายว่า เห็นแก่ตนเองมากกว่าคนอื่น ยังประโยชน์ให้เกิดแก่ตนเอง มากกว่ายัง
ประโยชน์ให้คนอื่น การเห็นแก่ตัวแก่ตนเอง จะต้องเป็นไปเพื่อตนเองโดยเฉพาะและไม่ทำให้
คนอื่นเดือดร้อน คนเราต้องประสบความสำเร็จก่อน ถึงจะสอนคนอื่นให้ประสบความสำเร็จได้
ดังนั้น การทำสิ่งใดเพื่อตนเองจึงไม่ใช่สิ่งเสียหาย ตรงกันข้าม คนที่ทำประโยชน์แก่
ผู้อื่นโดยทำให้ตนเองเสียประโยชน์อยู่เนืองๆ กลับเป็นสิ่งเสียหายไม่ควรจะกระทำ
เราควร "เห็นแก่ตัว" เพื่อนำเอาเวลาไป เรียนรู้และปฏิบัติ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ไม่ควรใช้จ่ายเวลาอย่างฟุ่มเฟือยในสิ่งไร้สาระ
การเรียนรู้ในสิ่งที่มีค่านั้น ต้องเรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์ผ่านความสำเร็จมาแล้ว
บุคคลประเภทหนึ่ง ที่เราควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ และใกล้ชิดให้มาก ก็คือ "คนชรา"
"คนชรา" เป็นคนที่มีค่ามาก แต่มักจะถูกลืมหรือถูกทอดทิ้ง "คนแก่" ไม่ใช่คนที่
ไร้ประโยชน์ "คนแก่" เป็นขุมทรัพย์แห่งความรู้ และ ประสบการณ์ที่หาค่ามิได้ คำพูดแต่ละคำ
ความคิดแต่ละความคิด ก็เสมือน ทองคำแต่ละแท่งที่พรั่งพรูออกมา ถ้าเรา "จดจำ" และ "คว้า"
เอาไว้ได้ ก็จะเป็น "ทุนรอน" ในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องไม่หลงไปในทางอ้อม
"คนแก่" บางครั้งก็เหงา และต้องการเพื่อนแก้เหงา จึงเป็นโอกาสดีที่คนหนุ่มสาวจะ
เข้าใกล้และทำความรู้จัก การกระทำหรือคำพูดที่คนชราแสดงออก บางครั้งอาจจะดูเรียบง่าย แต่
หารู้ไม่ว่า คำพูดคำหนึ่ง อาจถ่ายทอดมาจาก "ประสบการณ์" ที่ยาวนานหลายสิบปีทีเดียว
ในอดีตกาลของแผ่นดินจีน มีชายชราคนหนึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องการทำล้อเกวียน
ทำงานได้โดยไม่มีที่ติ มีคนมาขอเป็นลูกศิษย์มากมาย ในจำนวนลูกศิษย์ทั้งหลาย มีชายหนุ่มคนหนึ่ง
ถือว่าเป็นศิษย์เอก อาจารย์เฒ่าจะถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างให้โดยไม่ปิดบัง ชายหนุ่มคนนั้น เมื่อทำ
ล้อเกวียนเสร็จทุกครั้ง มักจะมาเปรียบเทียบกับของอาจารย์ ก็รู้ว่า ทำสู้ไม่ได้ ล้อเกวียนยังกลม
ไม่พอ จึงเรียนถามท่านอาจารย์ว่า เขาได้อยู่รับใช้อาจารย์อยู่หลายปี และคิดว่า ท่านอาจารย์
ไม่ได้ปิดบังความรู้ต่อเขาด้วย แต่ทำไมเขาถึงทำล้อเกวียนได้ไม่กลมเท่าของอาจารย์ อาจารย์
เฒ่าตอบว่า "ท่านได้ถ่ายทอดความรู้,เทคนิคต่าง ๆ เท่าที่ท่านมีอยู่ให้หมดสิ้นแล้ว โดยมิได้ปิดบัง
เลย ชายหนุ่มนั้นใจร้อนมากเกินไป การทำสิ่งใดให้ได้ดีย่อมต้องใช้เวลา สิ่งเดียวที่แตกต่างกัน
และ ทำให้ ท่านอาจารย์ทำล้อเกวียนได้สำเร็จ สวยงาม กลมเรียบ ดีกว่า ของชายหนุ่ม ก็คือ
"ประสบการณ์"

บางที เราน่าจะให้ "คนแก่" เป็นที่ปรึกษาหรือช่วยทำงานสำคัญๆ จะทำให้ได้งานที่ดี
มีคุณภาพ "คนแก่" ไม่กลัวการทำงาน แต่กลัว "การพักผ่อน" คนฉลาดจะพยายามใช้"คนแก่"
ทำงาน ไม่ใช่ทำงานหนักนะ แต่เป็นการทำงานที่ใช้สมองตามความถนัด, ความชำนาญ ของผู้เฒ่า
เหล่านั้น การทำงานอย่างสุขุม, รอบคอบ,พินิจพิเคราะห์อย่างมีแผนการแล้วจึงตัดสินใจ ทำให้
งานสำเร็จลุล่วงด้วยดี, รวดเร็วและไม่ค่อยจะผิดพลาด
ขอเพียงแต่ให้มี "เวลา" และมองเห็น "คุณค่า" ความสำคัญของปูชนียบุคคลเหล่านี้
เขาเหล่านั้นก็จะใช้ "เวลา" เท่าที่มีอยู่อย่าง "คุ้มค่า" และจะได้มาซึ่ง "ผลงาน" ที่สมบูรณ์
คนเรานั้นมี "เวลาพักผ่อน" ไม่จำกัดที่เชิงตะกอน เวลาที่เหลืออยู่จึงควรใช้ให้มากที่สุด
ตัวเราเอง ก็ควรทำงานให้เหมือน "คนแก่" ที่สุขุมรอบคอบ & มีแผนการ
คึกคะนองเหมือน "คนหนุ่มสาว" ที่กล้า & รวดเร็ว
และน่ารักเหมือน "เด็ก ๆ " ที่อ่อนโยน & อ่อนน้อมถ่อมตน
ผลของงาน ย่อมสมบูรณ์เหมือนวัฎจักรของมนุษย์ที่ "ครบวงจร" โดยเริ่มต้นที่
"เด็กที่น่ารัก" เติบโตเป็น "คนหนุ่มสาวที่แข็งแกร่ง" และจบลงที่ "คนชรา" ที่น่าเคารพยกย่อง

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&
"ความสำเร็จ"

ความสำเร็จ คืออะไร ใครจะให้คำนิยามได้ดีเท่ากับ ผู้ที่ประสบความสำเร็จแล้ว
เหมือนกับพระอรหันต์เท่านั้น ที่รู้ซึ้งถึง "นิยาม" ของคำว่า "มรรคผลนิพพาน"
ข้าพเจ้าขออนุญาตที่จะไม่ให้นิยามของคำว่า "ความสำเร็จ" แต่จะเรียงร้อยถ้อยคำ
นำท่านไปรู้ความหมายของคำ ๆ นี้ ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า
คนเราเกิดมาใครจะรู้ก่อนได้ว่า จะเป็นอย่างไร บางคนเกิดมาอาภัพ แล้วก็ตาย
อย่างอาภัพ เรียกว่า "มามืดไปมืด" บางคนเกิดมาบนกองเงินกองทอง แต่ดำเนินชีวิตอย่าง
ไร้ค่า และตายลงอย่างอาภัพ เรียกว่า "มาสว่างไปมืด"
บางคนเกิดมาวาสนาดี ร่ำรวยเงินทอง และใช้โอกาสอันนี้ให้เป็นประโยชน์ สร้างตัว
สร้างตนจนประสพความสำเร็จด้วยตนเอง มีความสุขจนตาย เรียกว่า "มาสว่างไปสว่าง"
ยังมีคนอีกประเภทหนึ่ง ที่เกิดมาอาภัพ แต่ไม่เชื่อว่า โชคชะตาจะมากำหนด "อนาคต"
ให้ เขาฟันฝ่า ท้าชีวิต สู้ตลอดเวลา จนประสบความสำเร็จตามที่ตนเองหวัง มีความสุขจนกระทั่ง
ตาย คนประเภทนี้ เรียกว่า "มามืดไปสว่าง" คนที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ มีชื่อเสียงโด่งดัง
เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปในโลก ส่วนมากก็จัดอยู่ในประเภทนี้นั่นเอง
ท่านคิดว่า วาสนามีจริงหรือไม่ ข้าพเจ้าเชื่อว่า "มีจริง" แต่คนเราเปลี่ยนแปลง
วาสนาได้ ไม่ใช่เกิดมาอย่างไร แล้วก็ต้องเป็นอย่างนั้นตลอดชีวิต การศึกษา,เพื่อน,โอกาสและ
หัวใจนักสู้...จะช่วยให้คนเปลี่ยนแปลงวาสนาได้

มนุษย์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ โดยเฉพาะ "มันสมอง" และ "ความคิด"
คนเรามีค่าที่ "ความคิด" "สมอง" ที่ทำหน้าที่คิด เป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก สามารถ
เรียนรู้,จดจำ,พัฒนา,ถ่ายทอดได้อย่างยอดเยี่ยม ถ้านำเอา "ความคิด" จากสมองของชนชั้น
ปัญญาเลิศมารวมกัน ก็จะเกิดผลผลิตใหม่ที่คาดไม่ถึงหรือไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ หิน,ดิน,
ทราย,ไม้,เหล็ก....เมื่อนำมารวมกัน,ดัดแปลงและจัดให้เหมาะสม ก็กลายเป็น "ตึกระฟ้า" ได้
เครื่องเหล็ก,อลูมิเนียม,เชื้อเพลิง.....สามารถนำมาสร้างเป็นจรวด ยานอวกาศ ขับเคลื่อนไป
จนถึงจักรวาลได้เช่นกัน
มนุษย์คิดค้น "ตัวหนังสือ" ขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ "ตัวหนังสือ" แต่ละตัวพอนำมา
เรียงกันอย่างเหมาะสม ก็กลายเป็นตำรับตำรา,มหากาพย์ หรือนิยายยิ่งใหญ่ ถ่ายทอดความรู้
ความรู้สึกให้กับผู้คนในโลกนับไม่ถ้วนและเป็นอมตะนิรันดร์กาล
"ตัวหนังสือ" มีคุณค่า เมื่อคนที่ถ่ายทอดออกมา มี "ความคิด" "ความคิด" ต้อง
ถ่ายทอดออกมาอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องเป็นราวยาวจนจบจึงจะมีความหมาย เขียนขึ้นมา จะให้
ชวนอ่าน ต้องใช้อารมณ์ ความรู้สึกที่สุนทรีย์ และลีลา จากปัญญาที่กลั่นออกมา...แทรกลงไป
มีคำกล่าวว่า "เวลา..นั้นมีคุณค่า" แต่จะมีคุณค่า เฉพาะผู้ที่เห็นค่าของเวลาเท่านั้น
"คน" ก็เช่นกันมี "คุณค่า" แต่จะมี "คุณค่า" เมื่อมีคนเห็น "คุณค่า" เท่านั้น โดยเฉพาะ
คน ๆ นั้น อย่างน้อยต้องเป็น "ตัวของเราเอง" ที่เห็น "คุณค่า" ก่อนคนอื่น ขณะเดียวกันตัวเรา
ต้องพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น จนมีความภูมิใจในความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เมื่อมี "คุณค่า" ก็
สมควรทำตนให้สมกับที่มีคุณค่า ทำหน้าที่ที่มีอยู่อย่างดีที่สุด ดั่งบทเพลงที่ ดร.เกียรติวรรณ
อมาตยกุล ได้บรรยายไว้ ว่า
แม้มิได้เป็นซามูไร ก็จงภูมิใจเป็นสมุนเขา
แม้ไม่ได้เป็นดอกซากุระ ก็อย่ารังเกียจที่จะเป็นดอกไม้อื่น
แม้มิได้เป็นถนน ก็จงพอใจที่จะเป็นบาทวิถี
แม้มิได้เป็นดวงตะวัน ก็จงยินดีที่จะเป็นดวงดาว
อันว่าภูเขาไฟฟูจีนั้นสวย แต่ภูเขาลูกอื่น ๆ ก็มิได้ด้อยค่า
ไม่ว่าจะเป็นอะไร จงพอใจ และเป็นให้ดีที่สุด

"ความสำเร็จ" ย่อมเกิดจาก "ความคิด" และ "ความศรัทธา" เป็นหลัก
คนที่จะประสบความสำเร็จมาก ต้องคิดการใหญ่ ต้องวาดหวังไว้สูง แล้วพยายาม
ก้าวไป แม้สิ่งที่ตั้งความหวังไม่สำเร็จถึงสูงสุด ก็ประสบความสำเร็จที่รองลงมา ขงเบ้งเมื่อครั้ง
เล่าปี่ไปหา ได้คิดแผนการถึงขั้นรวมประเทศจีนที่กว้างใหญ่ไพศาลเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้
จะทำไม่สำเร็จทั้งหมด ยังสามารถรวบรวมแผ่นดินได้ถึงหนึ่งในสามของทั้งหมด คิดการใหญ่ใช่ว่า
จะสำเร็จไปทั้งหมด แต่ถ้าไม่คิดใหญ่ไว้ก่อน ก็มีหวังทำได้สำเร็จเพียงน้อยนิด "คิดใหญ่" ย่อมดี
กว่า "คิดเล็ก" "คิดไกล" ย่อมดีกว่า "คิดใกล้"
นอกจากเป็น "นักคิด" แล้วยังต้องเป็น "นักวางแผน" การวางแผนที่ดีทำให้งาน
สำเร็จลุล่วงเร็ว ไม่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ "แผน" ที่วางเอาไว้ต้องปรับเปลี่ยนไปตาม
สถานการณ์ เล่าปี่ถามบังทองว่า "ท่านมีแผนการอะไรบ้าง" บังทองตอบว่า "ต้องขึ้นอยู่กับ
เหตุการณ์" สถานการณ์นั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แม้โดยหลักการจะไม่เปลี่ยน แต่ "แผนการ"
ที่วางไว้เปลี่ยนแปลงได้เพื่อปรับรับสถานการณ์
"พลังศรัทธา" ขงเบ้ง เก่งกว่า เล่าปี่ ร้อยเท่า แต่ทำไมจึงไม่ออกมารวบรวม
แผ่นดินจีนเอง นอกจาก "ความสามารถ" ยังต้องมี "บารมี" ให้คนศรัทธา เล่าปี่เป็นเชื้อ
พระวงศ์จักรพรรดิ์ สามารถสร้าง "ศรัทธา" ให้แก่คนทั่วไปได้ "พลังศรัทธา" จึงมีความ
สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า "ความสามารถ" คนเราต้อง "ศรัทธา" เชื่อมั่นตัวเราเองก่อน จึง
สร้าง "ศรัทธา" แก่คนอื่นได้
ความสำเร็จ ต้อง "ลงทุน" อาจต้องลำบาก เจ็บปวดหรือเสียหายบ้าง
คิดจะสร้างขยายทางหลวงใหม่ จำเป็นต้องลงทุน ทุบทำลายเส้นทางเดิมก่อน
จะสร้างตึกใหญ่ระฟ้า ต้องลงทุน เสียเวลา ทำลายตึกเก่าเตี้ย ๆ
จะกระโดดไปข้างหน้าให้ไกล ต้องยอมถอยไปข้างหลังหลายก้าว
อยากเป็นคนก้าวหน้า ต้องลงทุน เสียเวลา เรียนรู้และสร้างศรัทธา
"เรียนรู้" เพื่อเปลี่ยนแปลงให้ตัวเอง มีความคิด มีความสามารถ เป็นนักวางแผน
นักปฏิบัติ
"สร้างศรัทธา" ให้กับตนเองและสร้าง "พลังศรัทธา" แก่ผู้อื่น
กับทั้งทำลาย อุปนิสัยและความเคยชินที่ไม่ดีของเรา ให้หมดไป
หากทำได้ดังนี้ "อนาคต" ที่สดใส ก็คงอยู่ไม่ไกล

"ความสำเร็จ" เหมือน การต่อรูป "จิ๊กซอ"
"จิ๊กซอ" คือ "รูปภาพตัวต่อ" ที่เด็ก ๆ ชอบเล่นกัน "ชิ้นภาพต่อ" แต่ละชิ้นแต่ละอัน
มีความหมายทั้งนั้น ภาพ "จิ๊กซอ" ที่เป็นรูปสำเร็จแล้ว แต่มี "ชิ้นภาพต่อ" สูญหายไปแม้เพียง
ชิ้นเดียว ก็ทำให้ภาพนั้นดูไร้ค่าไป ภาพ "ความสำเร็จ" ก็เช่นกัน ไม่ควรให้ขาดความสมบูรณ์
ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นั้น ทำไม่ได้ด้วยคนเดียว คนที่มากกว่าสองคน ต้องมีเจ้านาย
และลูกน้อง ความสำเร็จของลูกน้องขึ้นอยู่กับการส่งเสริมของเจ้านาย ความสำเร็จของเจ้านาย
ขึ้นอยู่กับความขยันขันแข็ง และผลงานของลูกน้อง โดยปกติลูกน้องจะเคารพและจงรักภักดีต่อ
เจ้านาย แต่นั่นหมายความว่า เจ้านายมีน้ำใจต่อลูกน้อง หากเจ้านายไม่เห็นคุณค่าของลูกน้องแล้ว
แน่นอน...ลูกน้องย่อมจะขาดความจงรักภักดีต่อเจ้านาย
ตัวเราโชคดีก็ได้เป็นเจ้านาย โชคร้ายก็เป็นลูกน้อง ทุกบริษัทหรือองค์กร มีเจ้านาย
จำนวนน้อย ลูกน้องจำนวนมาก เป็นเรื่องธรรมดา
คำกล่าวที่ว่า ทุกคนต้องทำเพื่อองค์กรหรือบริษัททั้งนั้น ไม่ได้เป็นคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์อีก
ต่อไปแล้ว ลูกจ้าง,เจ้านาย และบริษัทต่างก็ต้องพึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เหมือนน้ำพึ่งเรือ
เสือพึ่งป่า สุดท้ายถึงจะมีชีวิตที่เป็นสุขด้วยกันทุกฝ่าย
ภาพแห่ง "ความสำเร็จ" เริ่มขึ้นทีละน้อย จากความสำเร็จของลูกน้อง แต่ละคน,
แต่ละหน่วย มองเห็นเป็นรูปแปลก ๆ ก่อน แล้วค่อย ๆ เด่นชัดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นตามลำดับ
คนเราเกิดมาต้องทำงานร่วมกับคนอื่น ไม่เป็นเจ้านายก็เป็นลูกน้อง ตราบใดที่เป็น
ลูกน้อง มีกฎแห่งความสำเร็จอยู่ 3 ข้อ คือ
หนึ่ง ต้องเก่ง ถ้าตัวของเราไม่เก่ง อย่าหวังว่า จะมีคนสนับสนุน แม้เจ้านายจะรัก
ก็ไม่สามารถสนับสนุนได้
สอง ต้องมีบุคลิกภาพที่ดี คนที่ประสบความสำเร็จเดินมา มองดูก็รู้แล้ว บุคคล
เหล่านี้ จะยืนดี เดินดี และนั่งดี ดูแล้วมั่นคง ถ้าเราต้องการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูง ๆ ก็ต้อง
ปรับปรุงบุคคลิกภาพ
คงไม่มีใคร ยอมให้ คนที่ไปขายคอมพิวเตอร์ราคาสิบล้าน แต่งตัวอย่างกับ "คนงาน"
แม้ท่านจะเรียนจบปริญญาเอกอันดับหนึ่ง หากแต่งตัวราวกับ "คนงาน" ค่าของท่านก็เหมือน
อย่างนั้น ในวงการธุรกิจ จะพูดเสมอว่า "หากคุณแต่งกายแบบมืออาชีพ คุณนั่นแหละ มืออาชีพ!"
สาม ต้องเข้ากับเจ้านายได้ดี บางทีพูดหยาบ ๆ ว่า "ขี้ข้าแมนจู" หากยังมีวาสนา
เป็นแค่ลูกน้อง เมื่อได้เจ้านายที่ดีแล้ว ถ้าต้องการก้าวหน้าเร็ว ก็ต้องช่วยเหลือเจ้านายดุจ เป็น
"ขี้ข้ารับใช้" เลยทีเดียว
ความข้อนี้มีความหมาย เพราะลูกน้องที่เข้ากับเจ้านายไม่ได้ แม้จะเก่งหรือทำงานดี
อย่างไร พอนำงานมาเสนอเจ้านาย เจ้านายก็อาจเป็นอุปสรรคขัดขวางแม้เรื่องเล็กน้อย เช่น
การใช้คำพูดว่า "โน่นแน่ะคุณ อย่าข้ามขั้นตอน ไปเสนอที่คุณคนโน้น ผ่านคนนี้ ถึงคนนั้น แล้วเดี๋ยว
ผมจะพิจารณาเอง" แต่ถ้าเป็นลูกน้องที่เจ้านายถูกใจละก็ จะพูดอีกอย่างว่า "แหม! เอ็งนะ..
ไม่ได้เรื่องเลย" ว่าคำสองคำ แล้วเซ็นอนุมัติผ่านไป เป็นอย่างนี้แหละ
อย่างไรก็ตาม ลูกน้องที่จะก้าวขึ้นไปได้ ต้องเก่ง,มีบุคคลิกภาพดี และเข้ากับเจ้านาย
ได้ดีทั้งสามข้อ ถึงจะมีสิทธิ์ก้าวข้ามหัวคนอื่น ถ้าไม่เก่ง ไม่มีความสามารถละก็ เข้าได้ดีกับ
เจ้านาย ยังไงก็ต้องยังเป็นลูกน้องขี้ประจบต่อไป เพราะถึงมอบตำแหน่งให้สูงขึ้นไป มีหวังดึง
เจ้านายและบริษัทล้มลงมาด้วย
การทำงานต้องมีทีมงาน ผู้ช่วยหรือผู้ร่วมงาน ต้องมีความเชี่ยวชาญชำนาญด้วยใน
แต่ละด้านมาประกอบกัน มีลูกน้องที่เป็นมืออาชีพ ผลของงานจะดีมีคุณภาพ และประหยัดเวลา
ทำงาน ภาพ "จิ๊กซอ" แห่งความสำเร็จ จะแลดูสวยงามและใช้เวลาในการสานต่อภาพไม่นาน
ตรงกันข้าม ถ้าได้ลูกน้องที่ไม่มีคุณภาพ ผลงานจะไม่ดี,เสียเวลาสูญเปล่ามาก และ ภาพ "จิ๊กซอ"
แห่งความสำเร็จ อาจจะไม่ปรากฎเป็น ภาพที่เราต้องการ

"อดทนในสิ่งที่คนอื่นทนไม่ได้" เป็นคุณสมบัติสำคัญนำสู่ความสำเร็จ

คนที่ประสบความสำเร็จ มักจะอดทนมากกว่าคนธรรมดา เล่าจื้อ กล่าวว่า "คนเรา
มักล้มเหลวตอนที่งานจวนจะเสร็จอยู่รอมร่อแล้ว" จึงมีคำถามว่า ทำไมไม่อดทนต่อไปอีกสัก
นิดหนึ่งเล่า ในเมื่อความสำเร็จอาจอยู่ไม่ไกล ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า หมดกำลังใจ ถอดใจยอม
แพ้ไปเสียก่อน
ตัวอย่างหนึ่งซึ่งมองเห็นได้ชัดเจนของบุคคลที่ใช้ "ความอดทน" เป็นหลักในอาชีพ คือ
"ตัวแทนบริษัทประกันชีวิต"
พวกเขาเหล่านั้น ต้องอดทนต่อคำพูดในเชิงเสียดสีดูถูก และท่าทางที่ไม่เป็นมิตรของ
ลูกค้า รวมทั้งจิตใจที่บอบช้ำจากความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าของตัวเอง ถ้าทนไม่ได้ ก็ต้องพ่าย
แพ้เลิกราจากอาชีพนี้ไป
อาร์.ยู.ดาร์บี้ ยอดนักขายมือทอง เล่าถึงส่วนสำคัญของความสำเร็จในการขาย
ประกันชีวิตว่า อยู่ในช่วงสุดท้ายตอนปิดการขาย หากอดทนและควบคุมสถานการณ์ในช่วงนี้ไม่ได้
ย่อมต้องพบกับความล้มเหลวแน่นอน โดยยกอุทาหรณ์เป็นเรื่องราวในอดีตให้ฟังว่า
ในยุคตื่นทอง อาร์.ยู.ดาร์บี้ และคุณลุง ได้เดินทางไปภาคตะวันตกของประเทศสหรัฐ
อเมริกา และขุดพบแร่ทองคำในที่ดินที่จับจองไว้ จากนั้น ได้เดินทางกลับมาบ้านเกิด แจ้งแก่ญาติ
สนิทมิตรสหาย เพื่อยืมเงินไปซื้อเครื่องจักรและจ้างคนงาน
แร่ทองคำตู้แรก ขุดขึ้นมาได้และส่งไปยังโรงถลุง ทำให้ลุงกับดาร์บี้ กลายเป็นเจ้า
ของเหมืองทองคำ ที่สมบูรณ์ที่สุดในรัฐโคโลราโด ถ้าเขาขุดได้แร่ทองคำอีกไม่เท่าไร เขาก็จะใช้
หนี้หมดและกลายเป็นมหาเศรษฐี แต่เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น คือ สายแร่หายไป
ทุกคนต่างสิ้นหวัง ทองคำที่ใฝ่ฝันไว้บัดนี้ไม่มีอีกแล้ว ไม่ว่าจะช่วยกันขุดลึกลงไปเท่าใด
ก็ไม่มีผล สุดท้ายท้อแท้ จนทนไม่ได้ ตัดสินใจขายไปในราคาแค่ 300 เหรียญ แล้วเก็บข้าวของ
กลับบ้าน
ความจริงแล้ว "แร่ทองคำ" อยู่ลึกลงไปจากที่ขุดค้างไว้เพียง 3 ฟุต เท่านั้น
ผู้ที่รับช่วงต่อ กลับไม่สิ้นความพยายาม ได้ว่าจ้างวิศวกรมาทำการศึกษาคำนวณแนว
ของสายแร่ จึงพบความจริงข้อนี้ ส่งผลให้ร่ำรวยด้วยความสำเร็จแค่เอื้อม
"ความล้มเหลว ไม่ใช่สิ่งน่ากลัว
แต่สิ่งที่น่ากลัว คือ การไม่เรียนรู้ถึงแก่นแท้ของความล้มเหลวนั้น"
เหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นกับบุคคล เช่น เอดิสัน อย่างแน่นอน เพราะเขาเคยผิด
หวังจากงานค้นคว้าหาวัสดุมาทำใส้หลอดไฟฟ้าถึงพันครั้ง แต่อาศัยความอดทนที่คนอื่นยากจะเทียบ
ได้ เป็นพลังขับเคลื่อนในการทำงาน ทำให้ผลงานของเขากลับถูกยกย่องเป็น "สิ่งมหัศจรรย์"
ซึ่งอัจฉริยะบุคคลอื่นยากนักที่จะทำได้
มีหลายครั้งหลายครา ที่เราตกอยู่ในสภาพจำยอม โดยที่การขัดขืนฝืนลิขิตไม่ก่อ
ประโยชน์ ในช่วงนี้คงไม่มีอะไรดีไปกว่า "การอดทน"
คนที่บรรลุความสำเร็จมักอดทนอย่างชาญฉลาด ด้วยการวาดวางแผนอยู่ในใจอย่าง
เยือกเย็นเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อโอกาสเปิดให้ ก็ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยดำเนินการจนลุล่วงสำเร็จ
"อุปสรรคทั้งมวลในโลกมนุษย์นั้น ล้วนเป็นเบ้าหลอมและค้อน ในการหล่อหลอมวีรบุรุษ
ผู้ที่อดทนต่อการหล่อหลอมได้เท่านั้น จึงจะได้ประโยชน์
ผู้ที่ทนไม่ได้ ย่อมถูกทำลายพ่ายแพ่ไป"

"ความสำเร็จ" หมายถึง จะต้องเป็น "ผู้ชนะ" หรือ "ผู้ที่เหนือกว่า" เท่านั้น
ในโลกนี้ การแข่งขัน ย่อมมี "ชนะ" และ "แพ้" เป็นเรื่องธรรมดา ผู้ชนะย่อมดีใจ
และผู้พ่ายแพ้ย่อมเสียใจ ไม่มีใครจดจำหรือดีใจกับ ผู้ที่พ่ายแพ้ ทุกคนจะพากันสนับสนุน,ส่งเสริม
ให้กำลังใจแต่ผู้ที่ชนะเท่านั้น
การที่จะได้ชัยชนะมานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นักกีฬาต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักเป็น
เวลานาน เพื่อแข่งขันโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที
คนเราแพ้ชนะกันบางครั้ง "เพียงเล็กน้อย" ในเสี้ยววินาที เช่น ในการวิ่งแข่งขัน
100 เมตร คนหนึ่งวิ่งเร็วกว่าอีกคนหนึ่ง เฉือนชนะกันเพียงแค่ปลายจมูก ก็ได้ชื่อว่า "ผู้ชนะ"
(ที่หนึ่ง) แล้ว แต่ผลความสำเร็จแตกต่างกันเหลือเกิน ผู้ชนะ (ที่หนึ่ง) ได้รับเกียรติมีชื่อเสียง
ก้องฟ้า ใคร ๆ พากันยกย่องชื่นชมยินดีและให้รางวัลด้วยการจดจำชื่อของผู้ชนะไว้ แต่กับผู้แพ้
(ผู้ที่ได้อันดับที่สอง) นอกจากได้รับเหรียญปลอบใจ ก็ไม่มีสิ่งใดเป็นรางวัลอีก และไม่นาน ผู้คน
ทั้งหลายจะลืมเขาไป คนจะจดจำเฉพาะผู้ชนะที่หนึ่งเท่านั้น คนเราแพ้ชนะกันเพียงเล็กน้อย
เท่านั้น แต่ผลต่างกันมากมายมหาศาล ดังนั้นทุกคนที่ใฝ่ฝันจะเป็นผู้ชนะต้องจดจำไว้เสมอว่า
จะต้องเหนือกว่าคนอื่นอย่างน้อยก็นิดหนึ่ง "เพียงเล็กน้อย" ใครคิดว่าไม่สำคัญ จริง ๆ
แล้วบางสิ่งบางอย่าง ต้องให้ความสำคัญในสิ่ง "น้อยนิด" เหล่านี้ เพราะอาจจะทำให้ "ผู้แพ้"
พลิกกลับเป็น "ผู้ชนะ" ได้
"ผู้ชนะ" ไม่ใช่จะคงอยู่เป็น "ผู้ชนะ" ตลอดกาล ส่วน "ผู้แพ้" ก็ไม่ได้เป็น "ผู้แพ้"
ตลอดไป แพ้หรือชนะเป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น การชนะครั้งหนึ่งอาจจะไม่ยากนัก แต่การที่จะ
ทำให้ "ชัยชนะ" คงอยู่ให้นานนั้นเป็นเรื่องยากกว่ามาก
ในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดที่ดีที่สุด สิ่งที่ดีอยู่แล้ว ย่อมมีสิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่ดีที่สุดในวันนี้ก็จะไม่ใช่
สิ่งที่ดีที่สุดในวันข้างหน้า ถ้าจะให้ดีที่สุดจริง ๆ ในวันนี้ ก็จะต้องเป็นสิ่งที่ได้รับยกย่องว่า มีอยู่สิ่ง
เดียวและดีที่สุดในโลก แต่ทุกสิ่งย่อมพ่ายแพ้แก่กาลเวลา สิ่งที่ดีที่สุดวันหนึ่ง แม้ไม่มีสิ่งอื่นมา
เทียบเคียง ก็ยังพ่ายแพ้แก่ตัวเองในอดีตเมื่อเวลาผ่านไป
เมื่อใดที่เราทำสิ่งหนึ่งได้ดี ประสพความสำเร็จ หรือเป็นผู้ชนะ หากเราหยุดลง เรา
ก็จะไม่ใช่ผู้ชนะอีกต่อไป

"เวลา" ช่วยให้ "ความสำเร็จ" มีค่า
ในชั่วชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ครั้งเดียว ก็อาจทำให้มีสุขตลอด
ชาติ
เรย์ คล๊อค พบธุรกิจอาหารสำเร็จรูป "Mc DONALD" ตอนอายุ 52 ปี แล้วประสบ
ความสำเร็จ สร้างอาณาจักร "Mc DONALD" ไปทั่วโลก ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักขจรขจาย
ไปทั่วโลก
ลี ไออาค๊อคค่า ถูกไล่ออกจากบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ เมื่ออายุ 56 ปี ด้วยจิตใจที่
เข้มแข็งและคิดว่าตัวเองมีค่า ทำให้เขากลับมาพบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ในบริษัท ไครสเลอร์ ซึ่ง
กำลังจะล้มละลาย เขาพลิกผันตัวเองจากบุคคลที่เกือบจะไร้ค่า กลายเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่า
ยิ่งใหญ่จนใคร ๆ ในโลกรู้จัก
จะมีสักกี่คนที่เป็นอย่าง เรย์ คล็อค หรือ ลี ไออาค๊อคค่า ที่มีอายุมากแล้วแต่จิตใจยัง
ฝันใฝ่อยู่
ทำไม คุณหนุ่ม ๆ สาว ๆ จะเป็นเช่นเขาทั้งสองไม่ได้เชียวหรือ?...
ข้าพเจ้าชอบการบริหารสมัยใหม่ ที่จะให้คำตอบ ในคำถามนี้ได้ ดังนี้
"ความรวดเร็ว ก้าวรุกฉับไว คือ หัวใจในธุรกิจ แต่ต้องไม่ผิดพลาด ด้วยการเริ่มต้นที่
ถูกทิศทาง"
" ความสำเร็จ" ในความคิดของข้าพเจ้า คล้ายกับ "การบิน"
เราต้องสะสมความสำเร็จ และความล้มเหลวเล็ก ๆ น้อย ๆ สักระยะหนึ่งก่อน เป็นการอุ่นเครื่อง
จากนั้นต้องพบกับความสำเร็จที่ใหญ่มากขึ้นตามลำดับ ในทิศทางเดียวกัน เหมือน
กับการวิ่ง ของเครื่องบินบนลู่ที่เป็นแนวตรง จนถึง จุด ๆ หนึ่ง เราจะรู้เองว่า สมควรจะบินขึ้น
ไปได้แล้ว
ชีวิตคนย่อมมีขึ้นมีลง เราต้องพยายามรักษาระดับของความสำเร็จ
ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่จะร่อนลงอย่างปลอดภัย

อย่าผลีผลามเร่งรีบสำเร็จโดยรวบรัด ขาดพื้นฐานที่มั่นคง ขาดมุมมองสายตาที่
ยาวไกล เพราะเราจะขึ้นไปสู่ที่สูงไม่ได้นาน อาจสำเร็จเร็ว แต่ก็หล่นร่วงลงมาเร็วเช่นกัน ดุจ
"การจุดพลุ" ที่พุ่งขึ้นไปแล้วแตกกระจาย ดูแล้วสวยงามชั่วประเดี๋ยวประด๋าว แล้วก็ร่วงหล่นอย่าง
รวดเร็วลงสู่ดิน

"ความสำเร็จ" หมายถึง การบริหารเวลาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
งานชิ้นเดียวกัน แต่ละคนทำเสร็จใช้เวลาไม่เท่ากัน นอกเหนือจาก ความสามารถที่
ไม่เท่าเทียมกัน ส่วนหนึ่งที่สำคัญมากกว่า ก็คือ "การบริหารเวลา"
คนอเมริกันเป็นตัวอย่างของการบริหารเวลาให้เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยที่จับจ้อง
อยู่ที่ ความสำเร็จ & ผลประโยชน์มากกว่าสิ่งอื่นใด
มีกฎทองแห่งความสำเร็จอยู่ 2 ข้อ ที่คนอเมริกันใคร ๆ ก็รู้ คือ
หนึ่ง ฉันเป็นคนที่สำคัญที่สุด
สอง เวลาของฉันมีค่าที่สุด
ถ้าพิจารณาดูให้ดี ก็เป็นความจริง แต่การปรับใช้ต้องเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ด้วย
เมื่อ คุณเป็นคนสำคัญ คนอื่นก็เป็นคนสำคัญ เมื่อเวลาของฉันมีค่า เวลาของคนอื่นก็มีค่าด้วย ถ้า
คนเราให้ความสำคัญแก่คนอื่น และจัด..ทำ..ให้เวลาของทั้งสองฝ่ายมีค่า ย่อมจะเกิดประโยชน์
สูงสุด การรักษาเวลาจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
ชาร์ล ชวาบ เป็นชาวอเมริกันอีกคนหนึ่งที่ได้บอกถึงวิธีการทำงานให้สำเร็จ โดยใช้
เวลาอย่างคุ้มค่าที่สุด โดย
"เขียน งานที่สำคัญที่สุด 6 ประการ ที่จะต้องทำในวันพรุ่งนี้ ลงบนแผ่นกระดาษ แล้ว
เรียงลำดับความสำคัญเอาไว้ จากนั้น พรุ่งนี้เช้า เริ่มทำงานเรียงตามลำดับความสำคัญไป
เรื่อย ๆ จนสิ้นสุดครบตามที่ตั้งใจไว้ อย่าไปวิตกว่า จะทำเสร็จไปเพียงลำดับที่ 1 หรือ ลำดับ
ที่ 2 เท่านั้น เพราะเรากำลังจัดการเรื่องที่สำคัญที่สุดอยู่ เรื่องอื่นรอไว้ก่อนได้ หากว่าไม่
สามารถทำให้เสร็จตามวิธีการนี้ได้ วิธีการอื่นก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน"
"เวลา" เป็นสิ่งสำคัญ ล่วงไปโดยไม่ย้อนกลับ การทำสิ่งใด ควรมีการวางแผนที่ดี
เพื่อให้ทำงานสำเร็จตามเวลา
งานทุกชนิด ย่อมมีการทำงานหนัก,การทำงานเบา (พักผ่อน),การทำงานเร็ว, และ
การทำงานช้าเสมอ สำคัญที่ต้องปรับให้เหมาะสมเหมือนล้อรถจักร ที่ใช้แรงเหวี่ยง บางจุดเร็ว,
บางจุดช้า,บางครั้งแรง,บางครั้งเบา เรียกว่า "มีจังหวะ" จึงจะถึงที่หมายด้วยดี
เริ่มต้นให้ถูกทิศทาง ทำตาม "แผน" ที่วาง ทำตามจังหวะที่เหมาะสมและสมควร
นอกจากไม่เหนื่อย,ได้งานดีมีคุณภาพ ยังใช้เวลาน้อยอีกด้วย

"เวลา" ที่สำคัญที่สุด คือ "วันนี้" เพราะ "วันนี้" วาดภาพ "อนาคต" ได้
เพราะ "อนาคต" ก็คือ "เดี๋ยวนี้" นั้นเอง "THE FUTURE IS NOW"

วันวาน เป็นดั่ง รอยเท้าบนพื้นทราย ซึ่งนับวันมีแต่จะจางหายไป
พรุ่งนี้ ก็เหมือนดั่ง ภาพปุยเมฆขาวบนแผ่นฟ้า มองแล้วเลือนลางไม่แจ่มชัด
ปัจจุบัน คือ พู่กัน ใช้วาดภาพแห่งอนาคตที่คาดหวังให้แจ่มชัดได้ และประทับภาพร่องรอย
แห่งอดีตให้ติดแน่นบนแผ่นพื้นพสุธาได้เช่นกัน
"เวลา" จะช่วยให้ "ความสำเร็จ" มีคุณค่าขึ้น เมื่อเราประสบความสำเร็จขณะอายุ
ยังไม่มากนัก เพื่อที่จะได้ใช้ "เวลา" ที่เหลืออยู่ กอบโกยหาความสุข ก่อนที่จะสิ้นอายุขัย

"ทำเรื่อง ยาก ให้เป็นเรื่อง ง่าย" เป็นหัวใจของการทำงานที่ให้ประสิทธิผลดี

คนเก่ง จะมีความสามารถอย่างหนึ่ง คือ แก้ไขปัญหายาก ๆ สลับซับซ้อนให้ "ง่าย"
ขึ้น และสำเร็จเร็วขึ้นอย่างมีคุณภาพ
"คอมพิวเตอร์" เป็นตัวอย่างหนึ่งของความพยายาม ของมนุษย์ที่จะเอาชนะความ
ยุ่งยากต่าง ๆ ของปัญหา โดยเฉพาะด้านข้อมูลและการคำนวณ ซึ่งสมัยก่อนต้องใช้ "เวลา"
นานเป็นวัน หรือเป็นเดือน แต่ปัจจุบันเราทำได้ในเวลาไม่กี่วินาที
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะพัฒนามาเป็น "คอมพิวเตอร์" ในยุคปัจจุบัน มนุษย์ต้องทุ่มเท
"เวลา" และ "พลังสมอง" ไม่รู้สักเท่าไร จึงจะได้ประสิทธิภาพเช่นนี้
จะเห็นว่า เราต้องใช้ "เวลา" นานในการสร้าง "เครื่องมือ" หรือ "เทคนิค"
อะไรสักอย่างหนึ่ง เพื่อเป็น "ตัวกลาง" ในการแก้ปัญหา ปัญหาจึงจะถูกแก้ไขอย่างง่ายดายและ
รวดเร็ว
"เทคนิค" อย่างหนึ่ง คือ "การวางแผน" จะสังเกตได้ว่า ถ้าใช้ "เวลา" วางแผน
อย่างละเอียดรอบคอบเท่าใด "เวลา" ที่ใช้ในการทำงานยิ่งสั้น และ"งาน" ยิ่งมีคุณภาพมากขึ้น
เท่านั้น
นอกจากนี้ คนเก่ง ๆ ที่ประสบความสำเร็จ ยังมีความสามารถอีกอย่างหนึ่ง คือ
ความสามารถในการพัฒนา "เครื่องมือ" หรือ "เทคนิค" ให้ใช้ได้ง่ายขึ้น ยังผลให้งานสำเร็จ
เร็วขึ้นและคุณภาพของงานก็ดีขึ้นด้วย

"ความสำเร็จ" ต้องมี "เครื่องมือ" ที่ดี
หมอผ่าตัด ไม่มี มีดผ่าตัด และอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่พร้อม จะช่วยเหลือคนไข้ถูกยิง
ได้อย่างไร
นักบิน ไม่มีเครื่องบินที่ดีให้ขับ จะมั่นใจได้อย่างไรว่า จะพาผู้โดยสารถึงที่หมายโดย
ปลอดภัย

สุภาษิตจีนกล่าวว่า "ทำงานให้สำเร็จและมีคุณภาพ จะต้องมีเครื่องมือที่พร้อมและคม"
"เครื่องมือ" คือ อะไรก็ได้ที่มาช่วยเหลือให้งานของเราสำเร็จเร็วขึ้น แต่ก่อนอื่น
เราต้องรู้ว่า เราเป็นใคร อยู่ที่ไหน สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร และกำลังจะไปทางไหน เราจึง
จะรู้ว่า เราต้องการ "เครื่องมือ" อะไร
หมอ นอกจาก มีด ก็ยังมี ความรู้,ผู้ช่วย,พยาบาล...เป็น "เครื่องมือ" ช่วยให้งาน
ผ่าตัดราบรื่นสำเร็จเรียบร้อย
แม่ทัพ นอกเหนือจาก อาวุธ ก็มี ทหารเลวและขุนศึก รวมทั้งตำราพิชัยสงคราม เป็น
"เครื่องมือ" เอาชนะข้าศึก
หากว่า เราสามารถหา "เครื่องมือที่ดีที่สุด" ได้ เราจะเป็นผู้ชนะได้ง่าย และใช้
เวลาน้อยที่สุดด้วย

"ความสำเร็จ" ทั้งมวลล้วนเกิดจาก "ใจ"
พระพุทธองค์ ตรัสว่า "ทุกสิ่งล้วนสำเร็จได้ด้วยใจ" ถ้าขณะที่เราทำงานไป จิตใจ
มีความสุขไปด้วย งานนั้นย่อมสำเร็จลุล่วงด้วยดี สวยงาม การทำงานที่มีความสุขสนุกพร้อมกัน
น่าจะดีและเหมาะสำหรับทุกคนที่เกิดมา แต่จะมีใครที่มีโอกาสดังว่านี้
ครูของข้าพเจ้าคนหนึ่ง สอนว่า "ผึ้ง" หรือแมลงทั้งหลาย ถ้าเปรียบเทียบน้ำหนัก
ตัวกับขนาดของปีกแล้ว ในทางฟิสิกค์ถือว่า เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่ปีกขนาดเล็กอย่างนั้นจะยก
น้ำหนักของตัวมันได้
แต่การที่แมลงเหล่านั้น สามารถบินไปไหนต่อไหนได้ เพราะว่า มันไม่ได้คิดว่าเป็นไป
ไม่ได้ การขยับปีกด้วยความเร็วอย่างนั้นต้องใช้พลังงานอย่างมาก แต่เกิดขึ้นได้ด้วยความเคยชิน
พวกมันทำไปโดยไม่รู้ตัวว่า กำลังบินอยู่ สัตว์เหล่านั้นพาร่างกายที่หนักอึ้งไปยังที่ต่างๆ โดยอาศัย
ความเคยชินเท่านั้น ถ้าแมลงเหล่านั้นคิดเป็นเหมือนมนุษย์แล้วละก็ คงจะเห็นพวกมันพากันร่วงหล่น
ลงสู่พื้นดินกันระนาว
คนที่ทำงานประสบความสำเร็จอย่างมีความสุขนั้น เป็นเพราะว่า
ทำงานโดยไม่ได้คิดว่า กำลังทำงาน ทำงานโดยไม่ได้รู้สึกว่า เป็นไปไม่ได้
เหมือนกับแมลงที่ไม่ได้คิดว่า กำลังบิน เหมือนกับ นักร้องที่ไม่ได้คิดว่า กำลังร้องเพลง แต่เป็น
การท่องเที่ยวไปในบทเพลงและเสียงดนตรี เหมือนกับนักแสดงที่ไม่ได้คิดว่า กำลังแสดง แต่
เป็นตัวละครคนนั้นจริง ๆ มีอารมณ์จิตใจเช่นนั้นจริง ๆ เหมือนกับนักเขียน ที่เขียนหนังสือนิยาย
ขึ้นมาราวกับว่า อยู่ในเหตุการณ์นั้นจริง ๆ ในที่สุด ผู้ที่ทำได้ดังนี้ จะทำงานสำเร็จลุล่วงสวยงาม
โดยไม่รู้ตัว

ความสุขกับการทำงาน

สุขของฉันอยู่ที่งานหล่อเลี้ยงจิต
สุขของฉันอยู่ที่คิดสมบัติบ้า
คิดทำโน่นคิดทำนี่ทุกเวลา
เมื่อเห็นงานก้าวหน้าก็สุขใจ

งานมีมากจริงยิ่งเป็นสุข
งานยิ่งชุกมันสมองยิ่งผ่องใส
เมื่อเห็นงานทำเสร็จสำเร็จไป
ก็สุขใจปลาบปลื้มลืมทุกข์ร้อน

ฉันรักงานรักจริงยิ่งชีวิต
ถูกหรือผิดขอได้ทำให้ถ้วนทั่ว
ถ้าทำผิดคือเป็นครูอยู่กับตัว
ดีหรือชั่วขอแต่ให้ได้ทำงาน

หลวงวิจิตรวาทการ
"ความสำเร็จ" ต้องอาศัย "มนุษยสัมพันธ์" ที่ดี
มีสุภาษิตจีนบทหนึ่ง กล่าวว่า "อยู่บ้านอาศัยพ่อแม่ อยู่นอกบ้านอาศัยเพื่อนฝูง" คน
ทุกคนต้องมีเพื่อน เพื่อนบางทีช่วยเหลือเรามากกว่าพี่น้องอีก เพื่อน หมายถึง ผู้คนที่เรารู้จัก
สนิทสนม ไม่สำคัญว่าจะอายุสักเท่าไร เพื่อนที่ดีจะให้โอกาสหรือร่วมเดินทางฟันฝ่าอุปสรรคบน
ถนนแห่งความสำเร็จ เพื่อนชั่ว ยิ่งร้ายกว่า ศัตรู เพราะอยู่ใกล้ชิดและเราไว้ใจ มุ่งจะคอย
ทำร้ายยามเราเผลอ "มนุษยสัมพันธ์" ในบางครั้งจึงสำคัญกว่าความรู้ เพราะช่วยให้เรามี
เพื่อนที่ดี แม้ตอนนี้จะยังไม่มีโอกาสสนับสนุน แต่จะไม่คอยทำลายหรือซ้ำเติมยามเราล้มลง
คนเราหลายคน ไม่อยากเป็นตัวเอง อยากเป็นตัวของคนอื่น เห็นคนอื่นดีกว่าตัวเรา
เสมอ เห็นพื้นหญ้าที่คนอื่นเหยียบ เขียวชอุ่มกว่า พื้นหญ้าที่ตัวเรายืนอยู่ ความจริงแล้ว พื้นหญ้า
ทั้งสองแห่งเขียวชอุ่มเท่ากัน คนเรามีค่าเท่ากัน ถ้าเรามองเห็นตัวเราไม่มีค่า คนอื่นก็จะมีความ
รู้สึกเช่นเดียวกับเรา มีคำกล่าวว่า "คนระดับเดียวกันจะเป็นเพื่อนกัน" ถ้ามีคนถามว่า "ท่าน
กล้าเป็นเพื่อนกับมหาเศรษฐีพันล้านไหม?" ท่านคงตอบว่า "ถ้าเรามีเงินพันล้าน ทำไมจะ
ไม่กล้า" แต่จริง ๆ แล้ว เงินอย่างเดียวไม่ใช่ตัววัดค่าของคน มีคนมากมายมีเพื่อนคบหากันสนิท
ชิดเชื้อ โดยมีฐานะต่างกันราวฟ้ากับดิน นั่นแสดงถึงว่า คนทั้งสองรู้ซึ้งถึงค่าของตนเองว่า ไม่
แตกต่างกันนั่นเอง
ในสังคมยุคใหม่ จึงสอนให้ พ่อแม่เป็นเพื่อนกับลูก ครูเป็นเพื่อนกับศิษย์ เจ้านายเป็น
เพื่อนกับลูกน้อง เพื่อว่าทุกคนจะได้รู้ซึ้งถึงค่าของคนในตนเอง กล้าพูด กล้าทำ กล้าโต้แย้งอย่างมี
เหตุผล
มนุษยสัมพันธ์ จึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความรู้ เพราะคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี
ใคร ๆ ก็อยากช่วยเหลือยามล้ม อยากสนับสนุนยามรุ่งเรือง คนที่มีมนุษยสัมพันธ์ไม่ดี ไม่มีใคร
อยากจะไปยุ่งเกี่ยวด้วย ถึงจะเก่งก็ปล่อยให้เก่งไปคนเดียว คนที่เก่งมีข้อเสีย คือ หยิ่ง ถ้า
แก้ไขได้จะกลายเป็นจุดเด่น ทำให้มีผู้อื่นที่เก่งมาร่วมงานคอยช่วยเหลือกัน ถ้าแก้ไขไม่ได้จะ
ทำงานยิ่งใหญ่ไม่สำเร็จ เพราะทำคนเดียว
มนุษย์มีสังคม อยู่ในสังคมจึงรู้ความเป็นไปที่เหมาะสมในโลกนี้ คนไม่มีสังคม เหมือน
กบในกะลาครอบ ไม่รู้ว่า ฟ้ากว้างใหญ่ขนาดไหน ไม่รู้ว่าทางแห่งความสำเร็จนั้นไกลเท่าใด ถ้า
เรามีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เราก็จะมีเพื่อนที่ดีร่วมเดินทาง เดินไป คุยกันไป เพลิดเพลิน ถึงที่หมาย
สบายด้วยกันทุกคน
ความสำเร็จของคนเรา จะเกิดขึ้น ในบุคคลที่คิดว่า เขาทำได้เท่านั้น ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับ
ภาวะของจิตใจ (ALL IN THE STATE OF MIND)

IF YOU THINK YOU ARE BEATEN, YOU ARE ถ้าคุณคิดว่าคุณแพ้ คุณก็แพ้
IF YOU THINK YOU DARE NOT, YOU DON'T ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่กล้า คุณก็จะไม่กล้า
IF YOU'D LIKE TO WIN BUT YOU THINK YOU CAN'T ถ้าคุณอยากชนะ แต่คุณคิดว่า คุณทำไม่ได้
IT IS ALMOST CERTAIN YOU WON'T มันเกือบจะเป็นสิ่งแน่นอนว่า คุณจะทำไม่ได้
IF YOU THINK YOU'LL LOSE,YOU'VE LOST ถ้าคุณคิดว่าคุณสูญเสีย คุณก็จะสูญเสีย
FOR OUT OF THE WORLD WE FIND จากการค้นพบของชาวโลก พบว่า
SUCCESS BEGINS WITH A FELLOW'S WILL ความสำเร็จเกิดจากความปรารถนาอย่างแรงกล้า
ของมนุษย์
IT'S ALL IN THE STATE OF MIND ทั้งหมดอยู่ในภาวะของความคิด
IF YOU THINK YOU ARE OUTCLASSED, YOU ARE ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่เอาไหน คุณก็จะเป็นอย่างนั้น
YOU'VE GOT TO THINK HIGH TO RISE คุณต้องคิดที่จะปีนป่ายไปให้สูง
YOU'VE GOT TO BE SURE OF YOURSELVES BEFORE คุณจะต้องมีความแน่ใจในตัวของคุณเองก่อน
YOU CAN EVER WIN A PRIZE ที่คุณจะสามารถชนะรางวัล
LIFE'S BATTLES DON'T ALWAYS GO TO THE สงครามชีวิตไม่ได้เป็นของคนที่แข็งแรงกว่า
STRONGER OR FASTER MAN หรือเร็วกว่าเสมอไป
BUT SOONER OR LATER THE MAN WHO WINS แต่ไม่ช้าก็เร็ว คนที่จะชนะ
IS THE MAN WHO THINKS HE CAN ก็คือคนที่เขาคิดว่า เขาทำได้

NAPOLEON HILL

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ

คนที่ประสบความสำเร็จ มักมีเคล็ดลับด้วยกันทั้งนั้น นักธุรกิจบางคนสามารถทำให้
ตนเองร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีได้ ในระยะเวลาเพียงชั่วอายุของตน
เคล็ดลับสู่ความสำเร็จที่ข้าพเจ้าชื่นชอบมาก คือ เคล็ดลับของ คุณเทียม โชควัฒนา
5 ประการ ในการดำเนินชีวิต อันได้แก่
1. ขยัน และอดทน
2. คบคนดีเป็นเพื่อน
3. รักษาเครดิต
4. ไม่เอาเปรียบใคร
5. ไม่สร้างศัตรู
เคล็ดลับทั้ง 5 ข้อนี้ ฟังดูแล้วง่าย เหมือนกับ ศีล 5 แต่ในทางปฏิบัติ ต้องยึดถืออย่าง
เคร่งครัด จึงจะบรรลุสำเร็จได้
ในประเทศไต้หวัน มี "หวางหย่งชิ่ง" สร้างตัวจากสองมือเปล่า สู่ ราชาพลาสติกโลก
ในประเทศฮ่องกง มี "หลี่เจียเฉิง" สร้างตัวจากสองมือเปล่า สู่ ราชาตลาดหุ้นและ
ที่ดิน
ในประเทศเกาหลี มี "คิมจูชอง" สร้างตัวจากสองมือเปล่า สู่ราชานักเสี่ยงแสวงโชค
ในประเทศไทย มี "ชิน โสภณพานิช" สร้างตัวจากมือเปล่า สู่ ราชาแห่งการเงิน
การธนาคาร
คนที่ชื่อว่า "เก่ง" ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า เรียนเก่งได้คะแนนสูงสุด คนเรียนเก่งจำนวน
มากมายเอาตัวไม่รอดในสังคมธุรกิจ ซึ่งใช้ชั้นเชิงสัญชาตญาณการอยู่รอด มากกว่าการทำคะแนน
สอบ เป็นที่น่าแปลกใจ ที่คนเก่งมีความสามารถมาก ๆ มักจะมีเจ้านายระดับสติปัญญาปานกลาง
ถ้าดูจากประวัติศาสตร์หลายพันปีก่อนของจีน เล่าปี่ มีสติปัญญาน้อยกว่าขงเบ้งหลายเท่าตัว เล่าปี่
เป็นเจ้านาย ขงเบ้งเป็นลูกน้อง ในวงการอื่น ๆ แม้ในปัจจุบัน บริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น ฟอร์ด,
แอมเวย์ ในอเมริกา มีเจ้านายใหญ่สุดเป็นบุคคลที่เรียนหนังสืออยู่อันดับรั้งท้ายของชั้นเรียน หรือ
บริษัท ซี.พี.,สหพัฒนพิบูลย์ จำกัด เจ้านายสูงสุดก็ไม่ได้ร่ำเรียนสูงขนาดไหน
การที่เจ้านายมีความรู้น้อยกว่าลูกน้องนั้น พบเห็นอยู่ทั่วไปดาษดื่น จนหนังสือเรื่อง
"ที่นี่..ไม่มีวิชาที่สอนในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด" เขียนบันทึกเอาไว้ว่า มหาวิทยาลัยฯ ต่าง ๆ ให้
ความสำคัญต้อนรับ พวกที่เรียนอยู่ในระดับสติปัญญาเลิศ เพียงปานกลางเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญ
ต้อนรับมากเป็นพิเศษ ในพวกที่เรียนระดับปานกลาง เพราะคนเหล่านี้ มักจะกลับมาพร้อมกับความ
ยิ่งใหญ่ และให้การสนับสนุนมหาวิทยาลัยฯ ทีละมาก ๆ
ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า คนที่เรียนระดับปานกลาง ในกลุ่มที่มีความใฝ่ฝัน จะมี
ความสามารถอย่างหนึ่ง คือ หาคนที่มีความสามารถเชี่ยวชาญด้านนั้นๆ จริงๆ มาทำงานให้สำเร็จ
ความสามารถในการค้นหาหรือจัดหา บุคคลที่มีความสามารถมืออาชีพมานั้น มักจะมีในคนที่รู้ตัวว่า
ตนเองทำไม่ได้ (หรือพวกที่เรียกตัวเองว่า "ไม่เก่ง") คนไม่เก่ง เหล่านี้จะใช้ทุกวิถีทาง เพื่อ
ให้งานลุล่วงด้วยดี ส่วนคนที่ถือตัวว่า ตัวเองเก่ง เรียนเก่ง ทำงานเก่ง ชอบให้คนยกยอ
ปอปั้น หยิ่ง ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ชอบให้คนอื่นก้มหัวให้ คนพวกนี้มักเป็นลูกน้องคนไม่เก่งอีกที
เพราะคนไม่เก่ง ยอมก้มหัวให้ แต่หารู้ไม่ว่า จริง ๆ แล้ว คนที่น้อมศีรษะให้นั้น แท้ที่จริงก็คือ
"เจ้านาย" ที่มีอำนาจในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย นั่นเอง
ดังนั้น จึงว่า สุดยอดแห่งความสามารถของคน คือ "การบริหารคน"
น่าแปลกใจ! ที่ทำไมคน ๆ หนึ่ง จึงขึ้นไปอยู่ยอดบนสุดเพียงคนเดียวในองค์กรใหญ่ ๆ
ที่มีคนเป็นหมื่นเป็นแสนคนได้ คน ๆ เดียวชี้ไปทางซ้าย ทุกคนหันหน้าไปทางซ้าย ชี้ไปทางขวา
ทุกคนหันหน้าไปทางขวา
บางที คนที่อยู่ในตำแหน่งสูง ๆ ก็ไม่ได้ทำงานหนักไปกว่า คนที่อยู่ในตำแหน่งต่ำ ๆ
และเป็นที่ยอมรับกันว่า คนที่อยู่ในตำแหน่งสูง ๆ ระดับสุดยอด ยิ่งทำงานน้อยลง ผลงานโดย
รวมยิ่งมากขึ้น ถึงจะเป็นคนเก่งจริง ๆ หลายคนได้ให้ข้อสังเกตุว่า ถ้าคนที่อยู่ในตำแหน่งสูง ๆ
ระดับสุดยอด ยิ่งทำงานหนักมากเท่าไร ผลงานส่วนรวมยิ่งแย่ลงเท่านั้น
ทุกคนมีเคล็ดลับอะไร จึงสามารถก้าวมาจากสองมือเปล่า สู่ อภิมหาเศรษฐีได้ ใน
สายตาของข้าพเจ้า พวกเขาเหล่านั้น อาศัยยุทธวิธี 4 แนวทางด้วยกันคือ

ยุทธวิธีแนวทางที่หนึ่ง "โอกาส" : จับโอกาสให้ได้ ใช้โอกาสให้เป็น

อภิมหาเศรษฐี ทุกคนสามารถคว้าโอกาสทุกโอกาสมาสร้างประโยชน์และความร่ำรวย
ได้
มีคำอยู่คำหนึ่งที่สำคัญมาก สำหรับทุกคนที่มีความใฝ่ฝัน คำ ๆ นั้นคือ "คำขอ"
หมายถึง "ขอโอกาส" ยังไงละ
"นักขายประกันชีวิต เป็นตัวอย่างของนักสู้ผู้ขอโอกาส" ทุก ๆ วัน เขาเหล่านั้นจะ
ออกไปตระเวน "ขอโอกาส" จากผู้คนทั่วไป รู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง ข้าพเจ้าสังเกตุว่า นักขาย
หน้าใหม่ มักจะขายได้เร็ว เพราะจิตใจกำลังฮึกเหิม ในเมื่อกล้าที่จะขอโอกาส ผู้ซื้อก็กล้าที่จะ
ให้โอกาส พอระยะเวลาผ่านไป ความฮึกเหิมคึกคะนองเริ่มลดน้อยถอยลง อุปสรรคขวางกั้น
มากมายเหลือเกิน การปฏิเสธจะบั่นทอนกำลังของนักขายประกันฯ สุดท้ายก็ล่าถอยจากอาชีพนี้
ไปเป็นจำนวนมาก คงเหลือไว้แต่ "ผู้กล้า" ที่เชื่อว่า "การขอโอกาส" นั้น เป็นเรื่องธรรมดา
ไม่ใช่สิ่งที่น่าอาย และสุดยอดของผู้ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ ก็คือ "นักขอโอกาส" นั่นเอง
"โอกาส" ย่อมเป็นของผู้ที่ไขว่คว้าแสวงหา ทุกคนมีโอกาสไม่เท่ากัน ยามที่มีโอกาส
เราจะใช้โอกาสนั้นได้หรือเปล่า แล้วจะมีใครบ้างที่จะหยิบยื่นโอกาสให้กับเราบ้าง
"คุณมีเงิน 1 ดอลลาร์ไหม?" เป็นคำถามที่ มหาเศรษฐี เจ้าของและผู้จัดการโรงงาน
ทอผ้า ชาวฮอล์ลันดา ที่มาตั้งถิ่นฐานที่ประเทศอินโดนีเซีย ถามหนุ่มน้อย แซ่อวี๋ คำถามนี้เอง
ทำให้เขาได้รับฉายาว่า "มิสเตอร์ 1 ดอลลาร์"
เมื่อ 40 ปีก่อน ที่ประเทศอินโดนีเซีย รัฐบาลพยายามที่จะกีดกันชาวต่างชาติไม่ให้เป็น
ผู้มีอิทธิพลและครอบครองเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศ เศรษฐีชาวฮอล์ลันดาคนนี้ก็เช่นเดียวกัน
กำลังคิดที่จะปิดโรงงานทอผ้าของเขา แล้วกลับบ้านเกิดเมืองนอนเดิม
ขณะนั้นคนงานพากันหนีหายไปหมดแล้ว เหลือชายหนุ่มเพียงคนเดียว เขาได้เฝ้า
สังเกตเด็กหนุ่มน้อยคนนี้เสมอ หนุ่มน้อยแซ่อวี๋คนนี้ เป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูง ทำงานทุก
อย่างขยันขันแข็ง น่ารัก มนุษยสัมพันธ์ดี อ่อนน้อม ยอมรับใช้อย่างซื่อสัตย์ด้วยดีเสมอมา
"หนึ่งดอลลาร์ ข้าพอหาได้ครับ" หนุ่มน้อยตอบ
"อย่างนั้น เธอก็ซื้อม้วนด้าย ที่กองรวม ๆ กันในโรงงานแห่งนี้ซิ" เศรษฐีเสนอ
หยิบยื่นโอกาสให้ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มตามปกติ
" ทั้งหมดนี้เลยหรือ? แล้วข้าจะเอาไปทำอะไรละ ข้าไม่มีความรู้เกี่ยวกับด้ายเลย"
เขาตอบอย่างซื่อ
แล้วเศรษฐีชาวฮอล์ลันดา ก็บอกให้ชายหนุ่มเอาม้วนด้ายเหล่านั้น ไปขายให้ใครบ้าง
อยู่ที่ไหน ในราคาเท่าไร ถ้าเขาสามารถทำได้ ก็แสดงว่า เขามีบุญวาสนา
ชายหนุ่มสามารถทำได้ เพราะตอนนั้นด้ายกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด แต่การขาย
ม้วนด้ายจำนวนมากได้ แสดงว่าเขามีความสามารถ
เมื่อชายหนุ่มจัดการตามคำสั่งของเศรษฐีชาวฮอล์ลันดา ได้เงินมามากพอสมควร ก็
กลับมารายงานความสำเร็จให้ทราบ
เศรษฐีชาวฮอล์ลันดารู้สึกพอใจ จึงพูดว่า "เอาละ ตอนนี้เธอมีเงินแล้วนะ มากพอ
สมควรเชียวละ ฉันจะขายโรงงานทอผ้าทั้งหมดนี้ให้กับเธอตามจำนวนเงินที่เธอหามาได้"
"มิสเตอร์ 1 ดอลลาร์" ได้ฉายามาเพราะเหตุนี้เอง! เวลาที่มีโอกาสแล้วรีบคว้า
เอาไว้ ถึงแม้ว่ามีเงินเพียงแค่หนึ่งดอลลาร์ เราก็อาจเป็นมหาเศรษฐีได้
เพื่อให้ได้ "โอกาส" ทุกคนต้องแข่งขันเพื่อให้ได้มา จึงมี "คู่แข่ง" มากมายที่พร้อม
จะแย่งชิงโอกาส
ในวงการธุรกิจ ไม่มีแบ่งว่า หญิงหรือชาย หนุ่มหรือแก่ ทุกคนเท่ากันหมด บนโต๊ะ
เจรจาทุกคนรู้จักกันแต่ในเรื่อง "ผลประโยชน์" และขณะเดียวกัน ก็เป็น "คู่แข่ง" ไปด้วย ไม่มี
การถือว่า ใครอายุน้อย ใครอาวุโสมาก ใครมีอำนาจในการตัดสินใจ คนนั้นสมควรได้รับการยก
มือไหว้คารวะ คนเก่งคือ คนที่ "ขอโอกาส" ได้สำเร็จ
ผู้ที่พลาดโอกาสไม่ควรเคียดแค้น "คู่แข่ง" และอย่าหมดกำลังใจ เพราะหนทาง
ข้างหน้ายังมีอีกไกล
"คู่แข่ง" คือ แรงผลักที่ยิ่งใหญ่ ถ้าใช้ในแง่บวก จะส่งผลให้ก้าวไปได้ไกลมาก แต่
หาก "ท้อแท้" ก็จะถูกทอดทิ้ง ห่างออกไปไกล เช่นกัน ทุกครั้งที่ "ท้อแท้" จงนึกถึง "คู่แข่ง"
และก้าวต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ คิดอยู่ในใจเสมอว่า เราจะต้องประสบความสำเร็จ คนที่ประสบ
ความสำเร็จ ย่อมพบและฟันฝ่าอุปสรรคมามากเสมอ

ยุทธวิธีแนวทางที่สอง "การเปลี่ยนแปลง" : "จุดด้อย" กลายเป็น "จุดเด่น" ได้ ด้วยการเปลี่ยนแปลงแก้ไข

ข้าพเจ้าได้กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่บ้านเกิดเมืองนอน บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปมาก
เจริญขึ้นผิดหูผิดตา แต่พบเห็นคนบางคน ยังคงเหมือนเดิม คนขายน้ำเต้าหู้ ยังคงขายอยู่ที่เดิม
คนขายล๊อตเตอรี่ ยังคงทำหน้าที่นั้นอย่างซื่อสัตย์ มีคนจำนวนมากมายที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ไม่
เคยคิดที่จะเปลี่ยนแปลง เขาพอใจแค่นี้ เขาจะอยู่อย่างนี้ตลอดไป จนกระทั่งตาย
วันเวลา ทุก ๆ วัน ดู ๆ แล้วก็คล้าย ๆ กัน มี 24 ชั่วโมงเท่ากัน มีเช้า,กลางวัน,
เย็น และกลางคืนเหมือนกัน ความจริง "เวลา" เปลี่ยนแปลงมากขึ้นทุกวินาที เวลา 1 วินาที
ดูจาก "เข็มนาฬิกา" แล้ว น้อยมาก ๆ แต่รวม ๆ กัน "เวลา" ได้ผ่านมานานเท่าไรแล้ว
นับตั้งแต่กำเนิดสุริยจักรวาล,โลก และดวงดาวต่าง ๆ มา และ "เวลา" ยังคงจะเดินต่อไป
ข้างหน้าอีกนานแสนนาน ไม่มีที่สิ้นสุด
วันเวลามีแต่จะล่วงไปไม่มีวันย