try another color:
try another fontsize: 60% 70% 80% 90%
Dr.Seri's Clinic คลินิกหมอเสรี

บทสัมภาษณ์ พ.ต.อ. นพ. เสรี ธีรพงษ์ จากนิตยสารแม่และเด็ก

อย่าแปลกใจไป ถ้าสงสัยว่าทำไมชื่อนี้คุ้นจัง
ยิ่งกว่านั้น ถ้าฉบับนี้คุณแม่เปิดมาหน้านี้เพื่อจะหาอ่านเรื่องโรคภัยของคนตั้งครรภ์ หรือของเด็กคงจะต้องผิดหวังสักหน่อย เพราะจะขอพักยกเรื่องหนัก ๆ สักเล่ม ชวนคุณหมอถอดเสื้อกาวน์ พูดคุยประสาอารมณ์ดีกับเรา ซึ่งฉบับนี้คุณหมอคนที่ว่า ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย เป็นคุณหมอนักเขียน นักกวี นายแพทย์เสรี ธีรพงษ์ เจ้าของคอลัมน์ "คนมีลูกยาก คนอยากมีลูก" นั่นเอง ซึ่งหาโอกาสยากทีเดียว กว่าคุณหมอจะมีเวลามาพูดคุยกับเราเช่นนี้ ดังนั้น เมื่อเป็นโอกาสเหมาะ ประกอบกับมีทางบ้านไถ่ถามมาเยอะ ด้วยติดใจในเนื้อหาและลีลาการเขียนการเล่าเลื่องในคอลัมน์ บ้างก็อยากทราบว่าจะติดต่อฝากคำถาม หรือพบคุณหมอเพื่อฝากไข้ได้ที่ไหนอย่างไร เอาเป็นว่า ทุกคำถามจะได้รู้กันหลังจากนี้ล่ะครับ

สถานที่เรานัดเจอ คือ โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำของคุณหมอ เป็นช่วงบ่ายใกล้เย็นเต็มที คนไข้จึงไม่มากนัก ให้เวลาเราได้คุยกับคุณหมออย่างเต็มที่ ภายในห้องทำงานตึกสูตินรีเวช โดยคุณหมอได้เล่าถึงเส้นทางชีวิต ก่อนมาสวมเสื้อกาวน์ เป็นการเริ่มต้นว่า

“ช่วงปี 2516-2517 ผมเดินทางเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯตามพี่ชายและพี่สาวที่ล่วงหน้ามาก่อน เนื่องจากบ้านเดิมผมอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ผมเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมฯ พอเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก็สอบเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนั้น ผมเลือกคณะแพทยศาสตร์เป็นหลัก เพราะตั้งแต่เด็ก ผมถูกปลูกฝังว่า ‘เป็นแพทย์แล้ว.. อะไร ๆ ก็ดีไปหมด’ ก็เลยตั้งใจสมัครแต่คณะแพทย์ ซึ่งในจำนวน 6 อันดับที่เลือก ได้เลือกคณะแพทย์ 5 อันดับ!! เหลืออันดับ 6 ไว้เป็นคณะทันตแพทย์ แต่..ผลปรากฏว่า ผมสอบไม่ติดมหาวิทยาลัย ผมเลยต้องเสียเวลาไปเรียนกวดวิชาอีก 1 ปี อย่างไรก็ตาม ในปีถัดมา ผมก็สามารถสอบติดคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผมเรียนจบคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2526 แล้วก็เดินทางไปใช้ทุนที่ภาคใต้ สถานที่ที่ถูกส่งไป คือ จังหวัดพัทลุง ผมทำงานที่โรงพยาบาลจังหวัด 1 ปี จากนั้น ก็ย้ายไปทำงานที่โรงพยาบาลปากพะยูน (อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง) ได้ไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่นั่น เพราะที่นั่น มีผมเป็นหมอเพียงคนเดียว (หัวเราะ) ไม่มีใครเลย ที่นั่นเป็นโรงพยาบาลเล็ก ๆในต่างจังหวัด พูดง่าย ๆ คือ สถานีอนามัย นั่นแหละ ก็เป็นหมอที่นั่นได้ปีนึง แล้วจึงขออนุญาตย้ายข้ามจังหวัดกลับสู่ภูมิลำเนาเดิม โดยย้ายมาอยู่ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีอีกหนึ่งปี เมื่อใช้ทุนครบ 3 ปี ผมก็มาเรียนต่อเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสูติ-นรีเวช ที่โรงพยาบาลศิริราช เป็นเวลา 3 ปี เมื่อจบ แล้ว ก็กลับไปทำงานที่โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 ประมาณครี่งปี จากนั้นผมจึงตัดสินใจย้ายเข้ามาบรรจุเข้าทำงานที่โรงพยาบาลตำรวจ ช่วงปลายปี 2533 และทำงานมาจนปัจจุบัน”

เกือบไม่รอดมาเป็นหมอซะแล้ว !
“มีอยู่เรื่องหนึ่งสมัยที่ผมทำงานใช้ทุนอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเรื่องที่ผมฝังใจมาก....จำเดิม ตอนที่ผมทำงานอยู่โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชฯ ที่นั่น เป็นโรงพยาบาลใหญ่ มีถึง 150 เตียง ซึ่งถือว่าใหญ่มาก เพราะโรงพยาบาลสร้างด้วยเงินบริจาคของมูลนิธิสมเด็จฯ แต่เมื่อเทียบจำนวนคนไข้แล้ว ยังมีน้อยกว่าโรงพยาบาลอู่ทอง (จังหวัดสุพรรณบุรี) ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 20-30 กิโลเมตร ที่นั่นคนไข้หนาแน่นกว่า แล้วเขามีผู้เชี่ยวชาญด้านผ่าตัด คนจึงไปรักษากันมาก เหตุนี้ ทำให้มีเวลาว่างมาก ข้าพเจ้าจึงมักขับรถกระบะกลับบ้านที่ตัวจังหวัดบ่อยๆ

มีอยู่วันหนึ่ง จำได้เลยว่า เป็นวันที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลก ระหว่างทีมชาติบราซิลกับทีมชาติฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2529 ผมขับรถกระบะคันสีขาวมาจากโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชฯ โดยกะว่าจะกลับมาดูการแข่งขันฟุตบอลโลกที่บ้าน ซึ่งจะถ่ายทอดสดในเวลาตี 2 เมื่อมาถึงบ้านที่ตัวจังหวัด เวลาก็บ่ายมากแล้ว ราว ๆ สี่โมงเย็น ตอนนั้น ฉุกคิดได้ว่า..กว่าฟุตบอลจะเริ่มถ่ายทอด ก็ตกในราวตีสอง ตีสาม.. เช่นนี้ ก็จะรบกวนพ่อแม่พี่น้องซึ่งกำลังนอนกันอยู่ ในที่สุด เลยตัดสินใจขับรถกลับไป....กะว่าจะไปดูฟุตบอลโลกที่โรงพยาบาลสมเด็จฯแทน... ระยะทางระหว่างโรงพยาบาลกับบ้านในตัวจังหวัด ยาวประมาณ 40 กิโลเมตร ตอนขากลับนั้น พอขับรถไปได้จนเหลือระยะทาง 3 – 4 กิโลเมตร ก็จะถึงอำเภอสองพี่น้อง ผมก็รู้สึกง่วงมากเลย คงเป็นเพราะทำงานมาเหนื่อย ๆ แล้วก็ขับรถกลับไป กลับมาอีก เป็นระยะทางที่ยาวพอสมควร ....

เส้นทางที่ใช้นั้นเป็นทางลัด แต่เป็นถนนลูกรังที่ทอดขนานไปกับคลองชลประทาน.. ตรงบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุ..เป็นทางโค้ง.. ตอนนั้น ผมเกิดหลับใน มารู้สึกตัวอีกที ก็แย่แล้ว คือ ตรงนั้นมันเป็นทางโค้ง แต่ผมดันขับรถไปตรง ๆ พอรู้สึกตัว ก็รีบหักพวงมาลัย เพื่อจะเลี้ยวรถไต่ข้างทางขึ้นมา แต่..ไม่ทันซะแล้ว รถมันหยุดตัวลง แล้วก็พลิกคว่ำ 3 ตลบ พุ่งลงไปตั้งอยู่ในน้ำ เหมือนสภาพที่เรากำลังขับ..อย่างงั้นเลย โอย...ผมตกใจมาก!!! สติสะตังกลับคืนมาทันที พยายามคิดหาทางออกจากรถว่าจะทำยังไงดี????

ตอนนั้น ผมยกมือพนมขึ้นไหว้พระ ภาวนาขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ได้โปรดช่วยให้ลูกช้างรอดปลอดภัยไปจากที่นี่ ถ้ารอดไปได้ ก็จะอุทิศตนช่วยเหลือผู้คนเท่าที่เราช่วยได้ แต่..เราก็ไม่รู้หรอกว่า จะรอดหรือไม่!!! กลัวมากเลยล่ะ แต่ก็พยายามตั้งสติ แล้วคิดดูว่าจะทำยังไงดี พอคิดขึ้นได้.. ก็เอาหัวไหล่ขวายันประตูไว้..กะว่า จะดันมันออกในจังหวะที่เหมาะสม.... จากนั้น ก็ปลดล็อคประตูด้านคนขับ มือขวาจับง้างที่เปิดประตู(ไม่ใช่ประตูอัตโนมัติ) เตรียมพร้อมที่จะเปิดประตูออกไป อีกมือหนึ่งคือ มือซ้ายจับที่ไขกระจก พร้อมที่จะหมุนเพื่อไขกระจกลง(ไม่ใช่กระจกไฟฟ้า) ขณะนั้น รถกำลังค่อย ๆ จมลง ทีแรก..ผมตั้งใจว่าพอไขกระจกลงได้ปุ๊บ ก็จะดันประตูออกไปเลย เพราะตอนนั้นมันยังจมไม่ลึก ซึ่งจริง ๆ ระดับน้ำ ก็ไม่ลึกมาก.. สูงประมาณท่วมรถกระบะพอดี แต่ประตูปะทะกับแรงดันจากน้ำ..ก็คงทำให้เปิดประตูได้ยาก ซึ่งหากออกแรงผลักเต็มที่ และไขกระจกลงได้ ก็อาจจะรอด..... เอาเข้าจริงๆ พอไขกระจกลงปุ๊บ กระจกมันเลื่อนลงมาได้เพียงครึ่งเดียว !!

ชีวิตนี้ตั้งปฏิญาณจะช่วยเหลือคน
"ตอนนั้น ผมคิดว่า ผมคงไม่รอดแน่!!!! จากการที่รถมันค่อย ๆ จม คราวนี้รถก็จมลงอย่างรวดเร็ว เพราะน้ำมันไหลพรวดเข้ามาในรถ จากเดิม ที่คิดว่าจะออกไปได้ ก็ออกไม่ได้ ถ้าไม่มีปาฏิหาริย์ ผมคงเสียชีวิตไปแล้ว แต่...ปรากฏว่า ตอนนั้น มีมอเตอร์ไซด์คันหนึ่ง มีผู้หญิงกับผู้ชายคู่หนึ่งซ้อนอยู่ เขาขับขี่อยู่ข้างหน้าผมประมาณ 10 เมตร โชคดี!! ที่เขาเห็นรถผมพุ่งลงไปในคลอง เขาจึงเลี้ยวรถมอเตอร์ไซด์กลับมา ผู้ชายคนนั้นเดินลงไปในน้ำ เอาฝาเท้ายันตัวถังรถด้านข้างประตู แล้วใช้มือทั้งสองดึงประตูเปิดออก ซึ่งเป็นจังหวะที่ผมจวนเจียนจะหมดลมหายใจอยู่แล้ว... พอประตูเปิดออก แรงดูดของน้ำก็ดึงตัวผมให้ลอยขึ้นข้างบน... อยู่เหนือน้ำ!!!!

เหมือนปาฏิหาริย์เลยล่ะ เพราะเท่าที่ผมฟังชาวบ้านเล่ามา เขาบอกว่าคนขับรถที่ตกลงไปในคลองชลประทานบริเวณนี้ ไม่เคยมีใครรอดชีวิต ตอนนั้น ผมได้ขอบพระคุณผู้ชายที่ช่วยชีวิตผมไว้ เขาบอกว่า ไม่เป็นไร และแนะนำให้ผมรีบไปหาตำรวจที่ป้อมในอำเภอสองพี่น้อง เพื่อติดต่อขอรถยกในเมือง เพื่อมาดึงรถออกจากคูน้ำ เดี๋ยว..เขาจะช่วยดูรถให้ ผมก็โบกรถเข้าตัวเมือง ไปแจ้งตำรวจให้เขาช่วยหารถยกให้ ตำรวจที่นั่น บอกว่า รถยกไม่ว่าง และยังอยู่ที่จระเข้สามพราน(ตำบล) ผมจึงโทรศัพท์ไปหาคุณหมอดุสิต เพื่อนแพทย์ที่โรงพยาบาลฯ ขอให้รีบมารับด้วย เพราะผมขับรถตกลงไปในคลองชลประทาน.. พอเจอกัน ผมก็เล่าให้เพื่อนฟังถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งขับรถตกคลอง เพื่อนยังหัวเราะ และบอกว่า ‘นึกว่าจะต้องไปปั๊มหัวใจผมที่ห้องไอซียูแล้ว’ (หัวเราะ) จากนั้น ผมก็นั่งรถคุณหมอดุสิตออกไปตระเวนหารถกระบะที่จม.. ตอนนั้นเวลาก็ใกล้ค่ำมากแล้ว ทีแรก.ก็ขับรถผ่านไปโดยมองไม่เห็น เพราะส่วนของหลังคารถมันโผล่พ้นน้ำขึ้นมานิดเดียว แต่..หลังจากขับรถช้าๆ ค่อยๆสำรวจดูไปเรื่อยๆ ก็พบรถกระบะที่จม ผมได้ไปว่าจ้างรถไถที่มีล้อใหญ่ๆของชาวนาแถวนั้น โดยใช้วิธีเอาลวดสลิงยึดกับแกนเหล็กที่หน้ารถ แล้วก็ค่อยๆดึงขึ้นมา ชาวบ้านใกล้เคียงต่างมาช่วยเหลือเต็มไปหมด.. ทั้งดัน ทั้งลากจนนำรถขึ้นมาได้สำเร็จ จากนั้น ก็ขอให้เจ้าของรถไถช่วยลากรถกระบะไปที่อู่ซ่อมรถด้านหน้าโรงพยาบาลฯ เพื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ และอื่นๆ ตามความจำเป็น

ที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เพราะอยากจะบอกว่า คนเรามันมีอะไรมากกว่าตัวเงิน.. มันมีเรื่องของน้ำใจ มีเรื่องของการช่วยเหลือกันโดยไม่จำเป็นว่า คุณต้องเป็นใคร? ต้องรู้จักกันหรือไม่? หรือต้องมีผลประโยชน์ต่อกัน.. คือช่วยเหลือเจือจุนกันอย่างเดียว.. จากการรอดชีวิตมาครั้งนั้น ผมจึงตั้ง ปณิธานว่า ผมจะพยายามช่วยเหลือผู้อื่นให้เต็มที่..มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เช่นเดียวกับที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ถึงแม้ว่า ด้านหนึ่ง เราจะทำเพื่อเป็นอาชีพ.. หาเงินเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครัว แต่ก็ยังมีอีกด้านหนึ่ง ที่เราทำเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น...

แค่คนมีลูกยาก ก็เขียนได้ยาวแล้ว
“สาเหตุที่ผมเลือกเรียนสูติ-นรีเวช เพราะผมเคยคุยกับคุณหมอสูติแพทย์ท่านหนึ่ง เขาพูดเหตุผลให้ผมฟังถึงตัวเขาเองว่า ทำไมจึงเลือกเรียนเป็นหมอสูติฯ พอฟังจบ ผมก็ยอมรับในเหตุผลทันทีเลย คือ เขาบอกว่าถ้าเรียนศัลยกรรม มันก็หนักเกินไปเพราะต้องผ่าตัดและใช้เวลายาวนานในห้องผ่าตัด หากเรียนเป็นหมอเด็ก ก็ต้องดูแลทารกที่บอบบางและเสียชีวิตได้ง่าย.. หากเรียนทางอายุรกรรม ก็มีแต่วิชาการ ไม่ได้ผ่าตัด ซึ่งในความคิดส่วนตัว เห็นว่า ‘การเป็นหมอนั้น.. ต้องมีการลงมือผ่าตัด จึงจะเรียกว่า เป็นหมอโดยสมบูรณ์’ หากเรียนสูติ-นรีเวช สิ่งที่ได้คือ หนึ่ง ได้ความรู้ทางสูติ – นรีเวช สอง ได้ความรู้วิชาการทางกุมารเวช และอายุรกรรม ที่สำคัญ คือ ได้ผ่าตัด นั่นหมายถึง มีความรู้ทางด้านศัลยกรรมด้วย การผ่าตัดทางสูติ-นรีเวชนั้น ไม่หนักมาก กินเวลานานสุด ไม่น่าจะเกิน 3-4 ชั่วโมง ไม่เหมือนกับการผ่าตัดทางศัลยกรรมที่ต้องใช้เวลานานถึง 7-8 ชั่วโมง ซึ่งถ้าเราอายุมากขึ้น ร่างกายคงจะทนไม่ไหว ซึ่งแต่ก่อน...ผมก็อยากเรียนศัลยกรรม เพราะเห็นว่า มันท้าทายดี แต่พอฟังเหตุผลของคุณหมอท่านนั้นแล้ว ผมก็เลิกคิดอีกเลย อีกอย่างหนึ่ง คือ คนไข้แผนกสูติฯมีโอกาสเสียชีวิตน้อยมาก คนไข้ที่เสียมากที่สุด คือคนไข้แผนกอายุรกรรม ตอนที่ผมฝึกงานเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 6 ผมปั๊มหัวใจคนไข้บ่อยมาก เดี๋ยวคนนี้ตาย เดี๋ยวคนนั้นตาย ดูภายนอกคนไข้ก็เหมือนไม่เป็นอะไรมาก แต่ไม่ทันข้ามวัน คนไข้นั้นก็ตาย แผนกอายุรกรรม เราจะพบเห็นคนไข้เสียชีวิตเกือบทุกวัน ส่วนแผนกกุมาร เด็กก็บอบบางนิดเดียว ซึ่งเรารู้ตัวว่า เราไม่ละเอียดรอบคอบพอ งานทั้งสามแผนกที่กล่าวมา ล้วนหนักหนาทั้งสิ้น แต่ผลที่ได้ มักไม่เป็นที่พอใจของเรา ...เอาเข้าจริง ๆ หมอสูติก็เป็นงานที่หนักไม่น้อยกว่าแผนกใดๆเลย เพราะมันมีความหลากหลายและต้องเอาใจใสมาก

อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมเลือกเรียนทางสูติ-นรีเวช คือ มีคนบอกว่าวิชาสูติ-นรีเวช เป็นวิชาที่ตายแล้ว ความรู้ที่ผ่านๆ มา.. แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย.. เวลาไปสอบ ก็น่าจะสอบได้ (หัวเราะ) ถ้าพูดถึงภาพรวม ก็จริงของเขาครับ เพราะความรู้ทางสูติ-นรีเวช มันวนเวียนอยู่แค่นั้นจริง ๆ แต่..ถ้ามองลงไปในรายละเอียดของส่วนย่อย.. มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว.. เอาแค่เรื่องมีลูกยาก(Infertile) ก็เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมาก ถ้าเขียนเรื่องนี้เรื่องเดียว ก็ยาวมากเลย.... มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมเขียนส่งให้นิตยสารแม่และเด็ก ก็เขียนเรื่องมีลูกยากอย่างเดียวเลย ตอนนั้นผมตั้งใจจะเตรียมทำหนังสือมีลูกยากเล่มที่ 2 พอดี เพราะเคยทำเล่ม 1 ออกมาแล้ว ผมได้เขียนเป็นเรื่องเป็นราว หลายบทหลายตอน ติดต่อกัน.. ยืดยาวเลย.. การเขียนส่งนิตยสาร ก็เป็นการบังคับเราไปในตัว"

หยดน้ำหมึกใต้เสื้อกราวน์
นอกจากเขียนลงนิตยสารแม่และเด็ก ถ้าเป็นนักอ่านหนังสือตัวยง เชื่อว่าคงจะเคยผ่านตาชื่อคุณหมอในนิตยสารเล่มอื่น เช่น หมอชาวบ้านหรือใกล้หมอ ไม่ก็อาจเคยเห็นจากพ็อกเก็ตบุ๊คชื่อ ใกล้ชิดชีวิต และคนมีลูกยาก คนอยากมีลูก (ชื่อเดียวกับคอลัมน์) แต่นั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งในชีวิตคุณหมอนักเขียนคนนี้

"ผมเขียนหนังสือมาหลายเล่มแล้ว ก็มีใกล้ชิดชีวิต 1 และเล่ม 2 (ในชื่อเรื่อง ‘สุขภาพงอแง’) , ‘คนมีลูกยาก คนอยากมีลูก เล่ม 1’ ..ที่จริง ผมเขียนเล่ม 2 และทำปรู๊ฟเป็นรูปเล่มแล้ว แต่..ข้อมูลต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก.. เลยต้องเก็บไว้ก่อน.. รอไว้จนกว่าจะมีชื่อเสียง เพราะถ้าเราทำหนังสือออกไปแล้ว ตัวเราไม่มีชื่อเสียง หนังสือจะขายยากมาก.. ต่อให้เขียนดีแค่ไหนก็ตาม

เริ่มเขียนหนังสือเมื่อไหร่??
มีอยู่วันหนึ่งผมเขียนเรื่องราวของ ‘ภาวะมีบุตรยาก’ ให้กับนิตยสารของโรงพยาบาลไทยนครินทร์ ผมเขียนด้วยความสนุกสนาน นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักเขียน จากนั้น ผมก็เขียนเรื่องราวหลากหลายโดยเฉพาะเรื่องเล่าจากภรรยา ซึ่งมีเนื้อหาแปลกและชวนติดตาม ผมเขียนเรื่องราวเหล่านั้นมากมาย อาทิเช่น เรื่อง ‘เมียน้อย, ผัวมาก, ผู้หญิงกระดูกเบา, หมอดูเทวดา,ชู้ และอื่นๆ’ สุดท้ายก็กลายเป็นเรื่องชีวิต ‘บันทึกรักนิรันดร์’ เป็นหนังสือเล่มหนามีจำนวน 200 กว่าหน้า เป็นเรื่องราวชีวิตรักต่าง ๆ ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องหมอเรื่องคนไข้เลย ต่อมา ผมได้เอาเรื่องราวเหล่านี้บางเรื่องไปประกอบกับความรู้เรื่องภาวะมีบุตรยาก ในลักษณะเป็นวิชาการครึ่งหนึ่ง และเป็นนิยายครึ่งหนึ่ง ในเล่มเดียวกัน (‘คนมีลูกยาก คนอยากมีลูก เล่ม 1’) พอเสร็จแล้ว ผมก็เอามาให้หมอ ให้นางพยาบาลอ่าน ทุกคนก็สนุกสนานกันใหญ่เลย ”

ผมเขียน เพราะผมอยากเขียน
“ผมชอบทั้งงานหมอ และงานเขียนนะ แต่เวลาผมคุยกับผู้คนข้างนอก ผมจะไม่ชอบพูดเรื่องวิชาการทางการแพทย์ เพราะถึงจะพูดหรืออธิบายไปอย่างไร คนอื่นเค้าก็ไม่รู้เรื่อง ศัพท์แสงทางวิชาการมันยากจะตาย.. เล่าไปคนอื่นก็เป็นผู้ฟังเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเอาเรื่องราวทางวิชาการมาเขียนในหนังสือแทน เพื่อทำให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย

อย่างไรก็ตาม เรื่องหนังสือ...ผมก็เขียนไปเรื่อย ๆ อยู่แล้ว ผมมักพยายามลองเขียนแนวใหม่ๆ แต่ยังใช้คนไข้เป็นสื่อ เพื่อให้เรื่องดำเนินไปอย่างสอดคล้อง โดยไม่ต้องแต่งเติมอะไรมากมาย เพียงแต่หาเหตุผลมาประกอบ..ทำให้เรื่องสมบูรณ์ แค่นั้น ผมเป็นคนรักการเขียน ผมเขียนหนังสือทุกวัน จริง ๆ แล้ว ผมเป็นคนที่เขียนหนังสือตลอดเวลา ผมเป็นคนนักอ่านหนังสือด้วย ผมอ่านหนังสือเยอะมาก ที่บ้านผม....มีหนังสือหลายๆ ตู้ เรียกว่าเป็นห้องสมุดได้เลย มีหนังสือทุกแนว

ถามว่า..ทำไมผมต้องเขียนหนังสือ?? ผมชอบคำ ๆ หนึ่งของท่านคึกฤทธิ์ (ม.ร.ว.ศึกฤทธิ์ ปราโมช) ท่านบอกว่าท่านเขียน ก็เพราะอยากเขียน ผมก็เช่นกัน ที่เขียนก็เพราะผมอยากเขียนเท่านั้นเอง..ง ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ผมเป็นคนที่มีความรู้ด้านภาษาไทยค่อนข้างดี เนื่องจากมีครูดี คือ ท่านอาจารย์ถาวร สิกขโกศล ผมเรียนรู้ภาษาไทยจากท่านมากมายและซึมเข้าไปในสายเลือด แต่ผมจะเหมือนนักเขียนรุ่นเก่า หรือคนโบราณ ที่มีรูปแบบทางภาษาไทยถูกต้อง สวยงาม ไม่เขียนในลักษณะ ‘ขอไปที’

ทีนี้พอเขียนหนังสือวิชาการ ผมก็อยากให้หนังสือวิชาการที่ผมเขียน.. มีลักษณะเชิงวรรณกรรมด้วย ผมจะแต่งกลอน สอดแทรกคำคม เข้าไปด้วย เพราะกลอนมีความสละสลวย มีเสียงดนตรี มีความคล้องจอง ผมเป็นคนที่ค่อนข้างละเอียดในเรื่องภาษามาก ผมจะตรวจสอบเรื่องราวที่เขียนหลายต่อหลายครั้งก่อนส่งต้นฉบับ แต่..ที่ผ่านมา อาจมีความผิดพลาดอยู่บ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา"

ผมก็กลัวถูกเค้าฟ้องร้องนะ

กลับมาคุยเรื่องงานแพทย์บ้าง ถามกันตรง ๆ ซื่อ ๆ ละกัน ช่วงนี้งานเยอะมากน้อยแค่ไหน

“ปัจจุบันคนไข้ที่มาที่โรงพยาบาลตำรวจไม่ค่อยมากแล้ว เมื่อเทียบกับสมัยที่ผมมาใหม่ ๆ คนไข้เยอะมาก เมื่อก่อนคนมาคลอดประมาณเดือนละ 600 คน เลยมีกรณีคนไข้หนัก ๆ มาค่อนข้างเยอะ โชคดี!! ที่ผมเรียนจบมาจากโรงพยาบาลศิริราช ที่นั่น.งเต็มไปด้วยกรณีศึกษาเยอะแยะมากมาย บางครั้ง..ถ้าเราเอาวิชาการมาพูด วิเคราะห์ศึกษาหาสาเหตุ รวมทั้งถกเถียงเหตุและผล... กว่าจะทำอะไร... คนไข้ก็ตายไปแล้ว.. ที่เราสามารถรักษาคนไข้ได้ดี ก็ต้องอาศัยจากการที่เราได้เห็นอาจารย์ทำ จากการที่เราได้เรียน ได้เห็น ได้ทำ ได้ลองผิดลองถูก เพราะคนไข้มาด้วยเรื่องเดียวกันก็จริง แต่คนไข้คนละคน การรักษาก็ไม่เหมือนกันแล้ว แต่ละคนที่มา ก็จะมีลักษณะเฉพาะของตนเอง งานทางการแพทย์ ถึงแม้จะหนัก แต่ก็เป็นผลดีต่อเราเองด้วย.. ทำให้เรามีประสบการณ์มากขึ้นเรื่อย ๆ.. ไม่งั้น เราก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้เลย

ถึงเราจะมีความสามารถเท่าไหร่ก็ตาม ความผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น เวลาเราเห็นคนอื่นผิดพลาด ก็อย่าเพิ่งไปหัวเราะเยาะเขา สักวันหนึ่ง อาจเป็นเราก็ได้.. ยิ่งสมัยนี้มีการฟ้องร้องบ่อย ๆ..ง ถามว่ากลัวไหม??? ก็ตอบตรง ๆ ว่า’กลัว’ ทุกวันนี้ เรากลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการฟ้องร้องมีมาก หมอที่อาวุโสผ่านโลกมาเยอะ จะรู้ว่าอะไรควรทำ.. อะไรไม่ควรทำ ..และถึงแม้ไม่ผิด แต่หากเกิดเรื่องราวฟ้องร้อง กว่าจะไต่สวนพิจารณากันเสร็จ หมอก็บอบช้ำไปหมดแล้ว

ทุกวันนี้..ก็ยังมีกรณีคนไข้หนัก ๆ เข้ามาเรื่อย ๆ อยู่ดี เพราะเป็นหมอ ยังไง.งก็ต้องมีความเมตตาในจิตใจ เราไม่ต้องไปคิดอะไรมาก พยายามทำไปตามความสามารถอย่างเต็มที่.. ตามหน้าที่ที่เรารับผิดชอบ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา อันนี้มันก็ช่วยไม่ได้ แต่ว่า..เราก็ช่วยอย่างเต็มที่แล้ว ถ้าเกิดเรื่องอะไร.. ค่อยมาแก้ทีหลัง.....ในแง่กฎหมาย ส่วนใหญ่พิสูจน์กันได้.. คุยกับเขา.. เป็นกันเองกับเขา เขาก็รับฟังเหตุผลที่มันเกิดขึ้น คิดเช่นนี้ ก็ทำให้เราสบายใจ”

ขออยู่รักษาคนไข้จนกว่าจะเกษียณ
“อาชีพแพทย์.. พูดก็พูด รายได้เงินเดือนข้าราชการนิดเดียวเอง จึงมีความจำเป็นต้องออกไปทำงานหาเงินที่โรงพยาบาลเอกชน.. ไม่ใช่ว่าไปบอกให้หมอทุกคนว่า ‘ต้องเสียสละ’ มันก็ไม่ใช่ ทุกคนมีค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันมากมาย อย่างผมเอง..ก็มีตรวจรักษาคนไข้ที่โรงพยาบาลอื่น.. อันนี้ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะคิด แต่ถามว่า ผมพอใจทำงานที่โรงพยาบาลตำรวจไหม?? ผมพอใจนะ ผมชอบที่นี่ หนึ่ง เรามียศ มีตำแหน่ง และอาจจะไต่ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนเป็นนายพลฯ เวลาเราไปที่ สน.(สถานีตำรวจ) เราอาจจะใหญ่กว่าผู้กำกับฯ ที่สน.อีก (หัวเราะ) ยังไง ยังไง..ผมก็คงอยู่ที่นี่ไปจนกว่าจะเกษียณ... เราจะคิดถึงตัวเงินอย่างเดียวไม่ได้ สิ่งที่ได้มากกว่าเงินทองก็มี อย่างการที่เรามียศฐาบรรดาศักดิ์ หรือการที่เราได้ช่วยเหลือผู้คนที่เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร.. เราก็สบายใจไปในตัว.. เพียงแต่ขอให้เรามีจิตน้อมไปในกุศล แล้วก็พยายามทำชีวิตให้มันสนุกสนาน... ไม่ไปเครียด แค่นี้ ก็มีความสุขที่สุดแล้ว”

เสียดายที่หน้ากระดาษของเรามีไม่มาก คุณหมอจึงได้ฝากทิ้งท้ายกับทางบ้านว่า
“เวลาผมเขียนหนังสือ ผมอยากให้ทุกคนได้อ่าน อ่านแล้วได้ประโยชน์.. ได้ความบันเทิงไป.. ถ้าเกิดมีความผิดพลาดอะไร.. ผมก็ต้องขออภัย เพราะจริง ๆ แล้ว ผมตั้งใจเขียนทุกเรื่อง เขียนให้เกิดประโยชน์.. ไม่ได้เขียนไม่ให้เกิดประโยชน์ ผมอยากให้ทุกคนอ่านแล้วสบายใจ.. มีความสุข อ่านแล้วเห็นภาษาที่ถูกต้อง

ทราบมาว่าทางบ้านส่งจดหมายและโทรมาฝากคำถามถึงผม.. จริง ๆ แล้ว..ผมไม่รังเกียจอะไรที่จะตอบ.. ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรง ผมก็ยินดีจะช่วยเหลือ.. แต่ก็ต้องเป็นเวลาที่ผมสะดวกหน่อย คือ ถ้าหาข้อมูลได้จากแหล่งอื่น ๆ ก็อยากให้ลองหาดูก่อน แต่ถ้าไม่ได้จริง ๆ และเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทราบให้ได้.. ผมก็ยินดีจะเขียนตอบให้.. หรือถ้าคุณอยู่ไกล.. ถึงผมจะช่วยคุณไม่ได้ แต่ถ้าแนะนำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้ได้... ก็ยินดีเช่นกัน.. อาจจะส่งผ่านมาทางนิตยสารแม่และเด็ก..ให้เขาช่วยกรองอีกที.. หรือถ้าเป็นเรื่องด่วนมาก ๆ ก็อาจจะมาหาผมที่โรงพยาบาลตำรวจก็ได้”